ตอนที่ 2

ไม่มีใครอยากตาย แต่สุดท้ายก็ต้องมีคนตาย

1,743 คำ~9 นาที
ภายใต้สายตาหิวกระหายหลายคู่ที่จ้องมองมา เฉินมั่งค่อยๆ จัดการหมั่นโถวร้อนๆ สองลูกกับผักกาดดองจนหมดเกลี้ยง ก่อนจะดื่มน้ำแร่ในมือจนหยดสุดท้าย เขาทอดถอนหายใจยาวด้วยความรู้สึกอิ่มท้องขึ้นมาบ้าง หลังจากต้องทนหิวโหยแทบขาดใจมาตลอดหลายวัน เมื่อครู่เขาสุดกำลังที่จะปกป้องจุดตายของร่างกาย แม้ตอนนี้จะรู้สึกเจ็บระบมไปทั้งตัวแต่ก็ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหว ข้อต่อทุกส่วนยังใช้งานได้ดี หากตอนนี้มีบุหรี่สักมวนคงจะดีไม่น้อย หลังจากกินอิ่มแล้วก็อดไม่ได้ที่จะอยากสูบ เขากวาดสายตามองไปทั่วตู้โดยสาร ก่อนจะเอนหลังพิงแผ่นเหล็กของตัวรถแล้วนิ่งเงียบ การทะลุมิติมายังโลกใบนี้กะทันหันทำให้เขาได้รับผลกระทบทางใจอย่างหนักหน่วง จากสังคมที่เคยกินอยู่อย่างสุขสบายต้องมาตกอยู่ในโลกวันสิ้นโลกเช่นนี้ การดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญที่สุด ส่วนเรื่องบุหรี่น่ะหรือ... เขาเลิกคิดฟุ้งซ่าน ในสภาพแวดล้อมที่อาจอดตายได้ทุกเมื่อแบบนี้ จะไปหาบุหรี่มาจากไหนกัน ทันใดนั้นเอง— “ลูกพี่ครับ...” ชายหัวล้านที่มีคราบดินเลอะทั่วใบหน้าคนหนึ่งขยับเข้ามาใกล้ เมื่อถึงระยะที่เขามองว่าปลอดภัย ชายคนนั้นก็เผยรอยยิ้มประจบประแจงออกมา เขาระมัดระวังเป็นพิเศษขณะหยิบเศษผ้าออกมาจากอกเสื้อแล้วคลี่ออก เผยให้เห็นบุหรี่สองมวนที่ยับยู่ยี่ ก่อนจะยื่นส่งมาด้วยท่าทางสั่นระริกและนอบน้อม “สูบบุหรี่ไหมครับลูกพี่?” “...” เฉินมั่งก้มมองบุหรี่สองมวนบนเศษผ้านั่น ก่อนจะเงยหน้ามองชายหัวล้านคนนี้ เขารู้ดีว่าทุกคนในตู้โดยสารนี้ต่างอยู่ในสภาพหิวโซจนแทบสิ้นสติและไม่มีของติดตัว การที่ชายผู้นี้แอบซ่อนบุหรี่ไว้ได้ หากหลุดปากออกไปตั้งแต่วันแรกคงโดนแย่งชิงไปนานแล้ว และก็เป็นอย่างที่คิด เขาเห็นชายอีกหลายคนจับจ้องมาที่แผ่นหลังของชายหัวล้านด้วยความโลภ หากเฉินมั่งปฏิเสธในตอนนี้ จุดจบของชายคนนี้คงไม่พ้นต้องโดนเล่นงานแน่ ชายหัวล้านเองก็ตระหนักในเรื่องนี้ดี ดวงตาของเขาฉายแววอ้อนวอนและประหม่า เฉินมั่งนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะรับบุหรี่มา เขาคาบมวนหนึ่งไว้ที่ปาก ส่วนอีกมวนก็นำเศษผ้ามาห่อไว้แล้วเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อ เห็นเช่นนั้น ชายหัวล้านก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก เขารีบควักไม้ขีดไฟครึ่งกล่องออกมาจากอกเสื้อแล้วถลาเข้ามาด้วยท่าทางประจบประแจง จุดไม้ขีดไฟในตู้โดยสารที่มืดสลัวพลางประคองเปลวไฟมาตรงหน้าเฉินมั่งอย่างทะนุถนอม “ไฟครับลูกพี่” “เฮ้อ...” เฉินมั่งนั่งพิงแผ่นเหล็กบนเสื่อฟาง เขาพ่นควันบุหรี่ออกมาเป็นสายยาวแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะสำลักไอออกมาสองสามครั้ง บุหรี่นี้เริ่มชื้นจนมีกลิ่นอับและฉุนกึก แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ เมื่อกินอิ่มแล้วได้สูบบุหรี่สักมวน จะยังเลือกอะไรได้อีกล่ะ เขาสูดหายใจเข้าไปอีกคำ เคาะขี้บุหรี่ลงบนพื้นเหล็กข้างตัว แล้วเงยหน้ามองชายหัวล้านก่อนจะโบกมือพลางเอ่ยเสียงเบา “ต่อไปนี้แกมานั่งข้างฉัน” สิ้นคำพูด ความโลภในดวงตาของเหล่าผู้คนในตู้โดยสารที่จ้องมองชายหัวล้านก็มลายหายไปอย่างรวดเร็ว “ดีครับ! ดีครับ! ขอบคุณลูกพี่มากครับ” ชายหัวล้านมีสีหน้าตื่นเต้นดีใจ เขารีบลุกขึ้นไปนั่งบนพื้นเหล็กข้างเฉินมั่งอย่างระมัดระวัง พยายามไม่ให้ก้นของเขาแตะโดนเสื่อฟางแม้แต่นิดเดียว ปลายบุหรี่สีแดงฉานวูบไหวอยู่ในตู้โดยสารที่มืดสลัว ไม่นานนักบุหรี่ก็มอดลง เฉินมั่งบี้ก้นบุหรี่ลงบนพื้นเหล็ก เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “แกไปเอาบุหรี่มาจากไหน?” เขายังไม่เข้าใจโลกใบนี้มากนัก จึงต้องการกอบโกยข้อมูลให้ได้มากที่สุดผ่านการสนทนา ที่ผ่านมาเขาไม่คุยกับใครเพราะพวกเขายังไม่มีเงื่อนไขที่เหมาะสม แต่ชายหัวล้านที่ยอมจำนนคนนี้ถือเป็นคนแรกที่เขาสามารถพูดคุยด้วยได้ เขาไม่ได้รังเกียจที่จะมีคนมาสวามิภักดิ์ ตรงกันข้ามเขากลับยินดี เพราะลำพังตัวคนเดียวคงทำการใหญ่ได้ยาก การมีคนช่วยย่อมคล่องตัวกว่า ส่วนอีกฝ่ายจะจริงใจหรือไม่นั้น... การมานั่งคิดเรื่องนี้ก็ดูไร้สาระพอๆ กับการที่เด็กหนุ่มวัยรุ่นนั่งฝันกลางวันเรื่องความรักนั่นแหละ “คือว่า...” ชายหัวล้านเหลียวซ้ายแลขวา ก่อนจะลดเสียงลงกระซิบ “ลูกพี่ครับ ผมเคยเป็นรองหัวหน้าขบวนรถไฟมาก่อน แต่มันเป็นแค่รถไฟขบวนเล็กๆ ไม่ได้ใหญ่โตขนาดรถไฟขบวนนี้ครับ” “ต่อมาเกิดหายนะขึ้น รถไฟขบวนนั้นถูกทำลายจนหมดสิ้น ตอนที่ร่อนเร่อยู่ในดินแดนรกร้างก็ถูกคนของรถไฟขบวนนี้จับตัวมาเป็นทาส ตอนนั้นผมมีบุหรี่อยู่ห่อหนึ่งที่สูบไม่หมด เลยเก็บติดตัวมาจนถึงตอนนี้ เหลืออยู่แค่สองมวนนี่แหละครับ” “ตู้ทาสของรถไฟขบวนนี้มีทั้งหมดสามตู้ นับตู้ละร้อยคน รวมแล้วมีทาสทั้งหมดสามร้อยคนเห็นจะได้ น่าจะเป็นรถไฟระดับ 2 หรือไม่แน่อาจจะใกล้ถึงระดับ 3 แล้วครับ” “ตอนนี้รถไฟกำลังมุ่งหน้าไปที่เหมืองแร่ ถึงการขุดเหมืองจะเป็นงานใช้แรงงานและอันตราย มีคนตายอยู่บ่อยๆ แต่ช่วงที่ขุดเหมือง พวกเขาก็จะจัดหาอาหารให้ทุกคนได้กินอิ่มครับ แต่ว่า...” “ถึงตอนนั้น ถ้าเป็นไปได้ลูกพี่ช่วยจัดงานที่เสี่ยงน้อยๆ ให้ผมหน่อยนะครับ” เฉินมั่งนิ่งเงียบไปนานขณะย่อยข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับ เขาเหลือบมองชายวัยกลางคนที่โน้มหัวมาพูดข้างหูเขา แต่ก้นกลับนั่งล้ำออกไปนอกเสื่อฟางเสียจนสุดตัว ท่าทางของเขาดูตลกไม่น้อย แม้จะดูประจบประแจงเกินเบอร์ไปบ้าง แต่เฉินมั่งก็ค่อนข้างพอใจ นี่คือคนที่รู้จักที่ต่ำที่สูง “รองหัวหน้าขบวนรถไฟงั้นรึ?” “ใช่ครับ” ชายหัวล้านยิ้มแห้งๆ อย่างกระดากอาย “ชีวิตผมเป็นได้แค่รองตลอดแหละครับ ก่อนโลกแตกสมัยเรียนก็เป็นรองหัวหน้าชั้น เข้าบริษัทก็เป็นรองผู้จัดการ พอวันสิ้นโลกมาถึงก็โชคดีได้เป็นแค่รองหัวหน้าขบวนรถไฟ” “ชีวิตนี้ผมไม่เคยได้เป็นตัวจริง และไม่เคยคิดจะเป็นด้วย ความสามารถเรามีจำกัดครับ” “ก็ถือว่าโชคดีที่ยังพอหาเลี้ยงตัวรอดมาได้ทั้งก่อนและหลังวันสิ้นโลก” เฉินมั่งไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเพียงแค่ปรือตาลง จากการสังเกตตลอดหลายวันที่ผ่านมาและข้อมูลจากชายคนนี้ โลกวันสิ้นโลกนี้โดยพื้นฐานแล้วมีคนอยู่สองประเภทคือ หัวหน้าขบวนรถไฟ และ ทาส รถไฟแต่ละขบวนจะมีระดับที่ต่างกัน ขบวนที่สูงกว่าก็จะมีขีดความสามารถในการป้องกันและโจมตีที่เหนือกว่า สามวันแรกที่ทะลุมิติมา พวกเขาถูกกักตัวอยู่ที่ดินแดนรกร้างแห่งหนึ่ง แม้จะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากตู้โดยสาร แต่จากการลอดดูรอยแยกของประตูเชื่อมที่เปิดเป็นพักๆ เขาสัมผัสได้ว่าพวกผู้คุมต่างตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ราวกับหวาดระแวงว่าจะมีอสุรกายพุ่งออกมาจากที่ไหนสักแห่ง ในโลกวันสิ้นโลกนี้ แทบไม่มีสิ่งที่เรียกว่าแหล่งชุมชน ทุกที่ที่รวมตัวกันต่างคือรถไฟ และยิ่งเป็นแหล่งรวมตัวขนาดใหญ่ รถไฟก็จะยิ่งใหญ่ตามไปด้วย หากต้องการจะมีชีวิตรอดและมีชีวิตที่ดีในโลกใบนี้ สิ่งเดียวที่ต้องทำคือการก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าขบวนรถไฟ และครอบครองรถไฟเป็นของตนเอง หัวหน้าขบวนรถไฟงั้นรึ... เขาเริ่มจมอยู่ในห้วงความคิด ชายหัวล้านคนนี้เคยเป็นรองหัวหน้าขบวนรถไฟ ย่อมต้องเข้าใจเรื่องรถไฟดีกว่าทาสคนอื่น คนผู้นี้มีประโยชน์มาก ห้ามตายเด็ดขาด นี่คือคนมีความสามารถ ที่สำคัญที่สุดคือ แม้ชายผู้นี้จะเคยมีตำแหน่งสูงส่งแต่พอตกเป็นทาสกลับไม่มีท่าทีเย่อหยิ่ง ราวกับเกิดมาเพื่อเป็นทาสโดยกำเนิด และทันทีที่เห็นโอกาส ก็รีบนำของดีที่เก็บซ่อนไว้ออกมาประจบเพื่อขอความคุ้มครอง เป็นพวกเจนจัดในโลกจริงๆ ภายในตู้โดยสารกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงคนเดินไปปัสสาวะที่มุมตู้เป็นพักๆ ส่วนชายหัวล้านก็นั่งประจำที่ข้างเฉินมั่ง พลางฟุบหน้าลงกับแขนของตนเพื่อพักผ่อน ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวลต่อการเดินทางที่กำลังจะมาถึง ในโลกใบนี้ เฉพาะในตู้รถไฟที่กำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเท่านั้นที่พอจะรับประกันความปลอดภัยขั้นพื้นฐานได้ แต่ทันทีที่ต้องหยุดพักอยู่ที่ดินแดนรกร้างหรือเหมืองแร่ ความเสี่ยงจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล และมีโอกาสถูกฝูงซอมบี้ถล่มได้ทุกเมื่อ เขาไม่อยากตาย ทุกคนในขบวนรถนี้ต่างก็ไม่อยากตาย ไม่มีใครอยากตาย แต่สุดท้ายก็ต้องมีคนต้องตายอยู่ดี
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
AVAV