ตอนที่ 2

มั่วเคล็ดวิชาแบบสดๆ

2,051 คำ~11 นาที
“ศิษย์สวี่เหยียน ขอกราบคาราวะอาจารย์!” สวี่เหยียนตื้นตันใจจนระงับไม่อยู่ เขาทรุดเข่าลงกระแทกพื้นดังปึก ก่อนจะก้มกราบอย่างนอบน้อมสูงสุด “อืม ลุกขึ้นเถอะ” หลี่เสวียนยื่นมือไปปิดฝากล่องเครื่องกราบไหว้ครูอย่างเงียบเชียบ ใบหน้าเคร่งขรึมวางท่าทีดั่งอาจารย์ผู้เข้มงวด อันที่จริงเขาก็ไม่ได้อยากจะหลอกลวงใครหรอก แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ ก็สวี่เหยียนประเคนให้มากเสียขนาดนี้ ในเมื่อรับศิษย์มาแล้ว แล้วเรื่องเคล็ดวิชาล่ะ? ไม่มีหรอก! แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ มั่วเอาสดๆ ตรงนี้เลยก็ได้ หลี่เสวียนคิดในใจว่าชาติก่อนเขาก็เป็นถึงนักเขียนนิยายออนไลน์ไส้แห้ง การจะมั่วเคล็ดวิชาขึ่นมาสักชุดคงไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรง ดูจากท่าทางที่สมองดูจะไม่ค่อยปกติของสวี่เหยียนแล้ว คงแยกแยะไม่ออกหรอกว่าอันไหนของจริงอันไหนของปลอม ส่วนเรื่องที่จะฝึกแล้วไม่ก้าวหน้าจนเข้าสู่ระดับเริ่มต้นไม่ได้น่ะหรือ? นั่นย่อมไม่ใช่ปัญหาของเคล็ดวิชา แต่มันเป็นปัญหาที่พรสวรรค์ของเจ้าตัวต่างหาก! “ขอรับ ท่านอาจารย์!” สวี่เหยียนลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น จ้องมองหลี่เสวียนตาไม่กะพริบ “ท่านอาจารย์ จะถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้ศิษย์เมื่อไหร่หรือขอรับ?” เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของสวี่เหยียน หลี่เสวียนก็ไพล่มือไว้ข้างหลัง วางท่าทางเป็นผู้ทรงภูมิแล้วเอ่ยช้าๆ ว่า “ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์ไว้ก่อนชั่วคราว แต่หากภายในหนึ่งปี เจ้ายังไม่อาจฝึกฝนจนเข้าสู่ระดับเริ่มต้นได้ นั่นแปลว่าเจ้ากับข้าไม่มีวาสนาต่อกัน หลังจากนั้นห้ามมาตามตอแยข้าอีก เข้าใจหรือไม่?” หัวใจของสวี่เหยียนกระตุกวูบ เขาสูดลมหายใจลึกก่อนจะรับคำอย่างหนักแน่น “ศิษย์เข้าใจแล้ว!” “ท่านอาจารย์โปรดวางใจ หากภายในหนึ่งปีศิษย์ไม่อาจบรรลุระดับเริ่มต้นได้ ย่อมเป็นเพราะพรสวรรค์ของศิษย์เองที่ต่ำต้อย จะโทษท่านอาจารย์ไม่ได้เด็ดขาด ศิษย์จะตัดใจและไม่กลับมารบกวนการบำเพ็ญเพียรของท่านอาจารย์อีก!” หลี่เสวียนเผยสีหน้าพึงพอใจ ศิษย์คนนี้มีความตระหนักรู้ดีเยี่ยมจริงๆ อย่าว่าแต่หนึ่งปีเลย ให้เวลาสิบปีหรือร้อยปีก็ไม่มีทางฝึกสำเร็จหรอก ก่อนจะมั่วเคล็ดวิชาถ่ายทอดให้สวี่เหยียน หลี่เสวียนจำเป็นต้องทำความเข้าใจข้อมูลโลกภายนอกและสถานการณ์ของวิถียุทธในยุคนี้เสียก่อน ในเมื่อสวี่เหยียนเข้าใจผิดไปแล้วว่าเขาคือยอดฝีมือเร้นกาย การที่เขาปลีกตัววิเวกจนไม่รู้เรื่องราวความเป็นไปของโลกภายนอกจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล หลี่เสวียนจึงตัดสินใจถามออกไปตรงๆ ทว่ายิ่งหลี่เสวียนดูไม่รู้เรื่องโลกภายนอกมากเท่าไหร่ สวี่เหยียนก็ไม่เพียงไม่สงสัย แต่กลับยิ่งปักใจเชื่อว่าอาจารย์คือ ‘สัตว์ประหลาดเฒ่า’ ที่เร้นกายมานานแสนนาน มีวรยุทธสูงส่งเทียมฟ้าและคงความอ่อนเยาว์ไว้ได้ตลอดกาล ดังนั้นศิษย์คนนี้จึงเล่าทุกอย่างออกมาแบบหมดเปลือก หลังจากรับฟัง ข้อมูลของโลกภายนอกก็นามเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในหัวของหลี่เสวียน หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตมณฑลตงเหอของแคว้นฉี ซึ่งแคว้นฉีก่อตั้งมานานกว่าร้อยปีและกำลังอยู่ในยุครุ่งเรืองถึงขีดสุด ใต้หล้านี้แบ่งออกเป็นสามอำนาจใหญ่ ได้แก่ แคว้นฉี แคว้นอู๋ และราชสำนักป่าเถื่อนทางเหนือ จากคำบอกเล่าของสวี่เหยียน ดูเหมือนวิถียุทธของโลกนี้จะไม่ได้สูงส่งอะไรนัก ไม่มีวิชาเคลื่อนภูเขาถมทะเล หรือวิชาเหาะเหินเดินอากาศ ยอดฝีมือที่เก่งที่สุดก็แค่ใช้วิชาตัวเบากระโดดสูงได้ไม่กี่วา หรือมีพละกำลังยกของหนักพันชั่งได้เท่านั้น ส่วนสวี่เหยียนนั้น คลั่งไคล้ตำนานในหนังสือนิยายมาตั้งแต่เด็ก และตั้งมั่นว่าจะต้องตามหายอดฝีมือเพื่อฝึกฝนยอดวิชาอันไร้เทียมทานให้ได้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วมณฑลตงเหอ แต่ไม่ใช่ชื่อเสียงในทางที่ดีนัก ทุกคนต่างพากันล้อเลียนว่าคุณชายตระกูลสวี่สมองเลอะเลือน ถึงขั้นไปเชื่อเรื่องเพ้อฝันในนิยายและเที่ยวตามหายอดฝีมือเร้นกายเพื่อขอเป็นศิษย์! เมื่อทราบข้อมูลโลกภายนอกแล้ว หลี่เสวียนก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย โลกนี้ไม่ใช่โลกที่วรยุทธสูงส่งพิสดารหรอกหรือ? ไม่มีวิถียุทธที่ทรงพลังจริงๆ อย่างนั้นหรือ? แน่นอนว่า อาจจะเป็นเพราะสวี่เหยียนยังเข้าไม่ถึงระดับนั้นก็เป็นได้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน ก็ไม่ใช่เรื่องที่หลี่เสวียนในตอนนี้จะเข้าไปสำรวจได้ หลังจากประเมินระดับพลังต่อสู้ของโลกภายนอกแล้ว เขาก็เริ่มมีแนวคิดคร่าวๆ ในการ ‘มั่ว’ วิธีฝึกฝนเพื่อตบตาสวี่เหยียน ในเมื่อฝึกไปก็ไม่มีทางสำเร็จอยู่แล้ว ก็แค่หลอกล่อไปก่อน ถ้าเข้าสู่ระดับเริ่มต้นไม่ได้ ก็แปลว่าเป็นเพราะพรสวรรค์สวี่เหยียนไม่ถึงเอง ไม่เกี่ยวกับเคล็ดวิชาของเขา เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่เสวียนจึงเอ่ยขึ้นว่า “เคล็ดวิชาที่อาจารย์จะถ่ายทอดให้เจ้านั้น หัวใจสำคัญอยู่ที่คำว่า ‘หยั่งรู้’ (悟) จะเข้าสู่ระดับเริ่มต้นได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์และสติปัญญาของเจ้าเอง” “อาจารย์จะให้เวลาเจ้าหนึ่งปี หากหนึ่งปีผ่านไปเจ้ายังไม่ก้าวหน้า ก็ถือว่าเราไร้วาสนา” สวี่เหยียนรู้สึกตื่นเต้นขณะเดียวกันก็หวาดหวั่น เขากลัวเหลือเกินว่าจะฝึกไม่สำเร็จ จึงสูดลมหายใจลึกแล้วเอ่ยอย่างนอบน้อม “ศิษย์ขอให้ท่านอาจารย์ถ่ายทอดเคล็ดวิชาด้วยเถิด หากข้าไม่อาจเข้าสู่ระดับเริ่มต้นได้ ย่อมเป็นเพราะบุญวาสนาของข้าสวี่เหยียนไม่เพียงพอเอง!” หลี่เสวียนไพล่มือไว้ด้านหลัง แหงนหน้ามองฟ้าเล็กน้อยแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลัง “วิถียุทธนั้นไร้ที่สิ้นสุด แต่จุดเริ่มต้นของการฝึกฝน ย่อมหนีไม่พ้นการหลอมผิวหนัง หลอมกระดูก และหลอมอวัยวะภายใน...” ดวงตามสวี่เหยียนเป็นประกายวาบ เขาตั้งใจฟังทุกถ้อยคำอย่างสงบนิ่ง กลัวว่าจะตกหล่นไปแม้แต่คำเดียว ขณะที่หลี่เสวียนพยายามขุดคุ้ยความทรงจำสมัยเขียนนิยายออนไลน์ที่เคยคิดระดับการบำเพ็ญเพียรมั่วๆ ไว้ แล้วนำมาขัดเกลาเพิ่มเติมจนกลายเป็นหลักสูตรการฝึกฝนฉบับสมบูรณ์ “จุดเริ่มต้นของวิถียุทธ เริ่มจากการสัมผัสถึงพลังปราณเลือด (气血) ในกาย มีเพียงสัมผัสถึงมันได้เท่านั้น จึงจะเข้าสู่ขั้นหลอมผิวหนัง หากแม้แต่พลังปราณเลือดยังรู้สึกไม่ได้ ทุกอย่างก็เป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน...” “หลอมผิวหนัง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นการฝึกปรือผิวพรรณ เมื่อผ่านขั้นหลอมผิวหนังจนบรรลุผลสำเร็จ ผิวหนังจะแข็งแกร่งเป็นย่างยิ่ง ดาบกระบี่ทั่วไปมิอาจระคายผิว แม้จะฟันลงมาบนตัว ก็เป็นได้แค่รอยสีขาวจางๆ เท่านั้น...” ในเมื่อจะมั่วแล้ว ก็ต้องโม้อานุภาพของวิถียุทธให้ยิ่งใหญ่เข้าไว้ หลอมผิวหนังสถาปนามาให้ดาบฟันไม่เข้า แบบนี้สิถึงจะดูขลัง! เห็นท่าทางตื่นเต้นปานนั้นของสวี่เหยียนเข้าไป หลี่เสวียนก็รู้ทันทีว่าเขาสามารถต้มตุ๋นเจ้าคนซื่อคนนี้ได้สำเร็จแล้ว ‘นี่สิถึงจะเป็นวิถียุทธที่แท้จริง! แค่ขั้นหลอมผิวหนัง ดาบกระบี่ทั่วไปก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว หากเป็นขั้นหลอมกระดูกหรือหลอมอวัยวะภายใน จะทรงพลังขนาดไหนกัน?’ ‘ในที่สุด ข้าสวี่เหยียนก็ได้พบกับยอดฝีมือเร้นกาย และได้เรียนวิชายุทธของจริงเสียที รอให้ข้าเข้าสู่ระดับเริ่มต้นได้ก่อนเถอะ จะดูซิว่าใครหน้าไหนยังกล้ามาหัวเราะเยาะข้าอีก!’ แววตาของสวี่เหยียนเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้ หัวใจเต้นรัวด้วยความลิงโลด “ท่านอาจารย์ หากหลอมผิวหนังสำเร็จแล้ว ถือว่าเข้าสู่ระดับเริ่มต้นหรือยังขอรับ?” สวี่เหยียนถามด้วยความตื่นเต้น “เอ่อ...” หลี่เสวียนเกือบจะพยักหน้าตอบสวี่เหยียนไปแล้วว่านั่นคือระดับเริ่มต้น แต่พอนึกขึ้นได้ว่า ถ้าบอกแบบนั้นมันอาจจะดูง่ายเกินไปหรือเปล่า? ไหนๆ ก็หลอกแล้ว ก็ต้องโม้ให้สุดทางไปเลย! เขาจึงแสร้งตีหน้าขรึมแล้วตอบว่า “ย่อมยังไม่ใช่ระดับเริ่มต้น การหลอมผิวหนัง หลอมกระดูก และหลอมอวัยวะภายใน เป็นเพียง ‘พื้นฐาน’ ของวิถียุทธเท่านั้น ยังไม่นับเป็นการเข้าสู่ระดับเริ่มต้นด้วยซ้ำ!” สวี่เหยียนตะลึงไปทั้งใจ ‘แค่หลอมผิวหนังก็ดาบฟันไม่เข้าแล้ว หลอมกระดูกกับหลอมอวัยวะภายในย่อมต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่า แต่กลับยังไม่นับเป็นระดับเริ่มต้น? เป็นเพียงแค่พื้นฐานงั้นหรือ? แล้วถ้าเข้าสู่ระดับเริ่มต้นจริงๆ จะน่าสะพรึงขนาดไหนกันล่ะนั่น!’ ในวินาทีนั้น สวี่เหยียนเกิดความกระหายและความปรารถนาที่จะก้าวเข้าสู่ระดับเริ่มต้นอย่างที่สุด “ท่านอาจารย์ แล้วต้องทำอย่างไรถึงจะนับว่าเข้าสู่ระดับเริ่มต้นได้ขอรับ?” “ระดับเริ่มต้นน่ะหรือ รอให้เจ้าหลอมอวัยวะภายในจนครบูรณ์ พลังปราณเลือดไหลเวียนครบวัฏจักร ร่างกายเกิดการชำระเปลี่ยนผ่านเส้นเอ็นและกระดูกส่งเสียงกังวานดั่งอสนีบาต ปราณเลือดกลั่นตัวเข้มข้นดั่งเกราะคุ้มกาย (罡气) เมื่อนั้นจึงจะถือว่าเจ้าเริ่มก้าวเข้าสู่ประตูแห่งวิถียุทธที่แท้จริง” “ท่านอาจารย์ แล้วหลังจากระดับเริ่มต้นล่ะขอรับ ขั้นเล็กสำเร็จเป็นอย่างไร ขั้นใหญ่สำเร็จเป็นอย่างไร? พลังจะกล้าแกร่งเพียงใด?” “วิถียุทธระดับสูงน่ะแบ่งออกเป็นหลายขั้น หลังจากระดับเริ่มต้น เมื่อใดที่พลังปราณเลือดของเจ้าพุ่งทะยานสู่ฟ้าได้นับร้อยวา ร้อนแรงดั่งเปลวไฟ เผาผลาญจนสิ่งชั่วร้ายมลายสิ้น ต้มน้ำจนเดือดพล่านระเหยไปทั้งแม่น้ำ เมื่อนั้นล่ะคือการบรรลุขั้นใหญ่สำเร็จ...” หลี่เสวียนยังคงมั่วสดๆ ต่อไปอย่างไหลลื่น สวี่เหยียนยิ่งฟังก็ยิ่งตื่นเต้นจนตัวสั่น ขณะที่กำลังจะอ้าปากถามต่อ หลี่เสวียนก็โบกมือตัดบท “เอาล่ะ แม้แต่ระดับเริ่มต้นเจ้ายังไปไม่ถึง อย่าเพิ่งถามมากความ จงจำไว้ว่าอย่าโลภจนเกินไป การฝึกฝนต้องหนักแน่นและใจเย็น ความใจร้อนรุ่มร่ามรังแต่จะส่งผลเสียต่อการบำเพ็ญเพียร!” “ขอรับ ท่านอาจารย์!” สวี่เหยียนสะดุ้งสุดตัว รีบรับคำด้วยความเคารพทันที “อืม!” หลี่เสวียนพยักหน้าอย่างพอใจ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากเล่าต่อหรอกนะ แต่เขายังนึกระดับต่อๆ ไปไม่ออกต่างหาก! แค่ลำพังอ้างเรื่องการหลอมผิวหนัง กระดูก และอวัยวะภายในสามขั้นนี้ ก็น่าจะเพียงพอที่จะหลอกใช้สวี่เหยียนไปได้อีกนานแล้ว อย่าว่าแต่หนึ่งปีเลย ต่อให้ต้องใช้เวลาถึงแปดปีสิบปี เจ้าเด็กนี่ก็ไม่มีทางฝึกจนถึงขั้นหลอมผิวหนังได้จริงๆ หรอก! ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการ ‘เข้าสู่ประตู’ ระดับเริ่มต้นที่เขามโนขึ้นมาเลยสักนิด!
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
AVAV