ตอนที่ 3
สวี่เหยียนผู้บ้าระห่ำ
1,882 คำ~10 นาที
“ยืนม้าให้มั่น ปรับลมหายใจ ทำจิตใจให้สงบนิ่ง รวบรวมสมาธิไว้ที่จุดตันเถียน สัมผัสถึงปราณเลือดในร่างกายของเจ้า...”
สวี่เหยียนยืนม้าด้วยท่าทางขึงขัง เขาพยายามปรับลมหายใจและสัมผัสหาตำแหน่งของปราณเลือดตามคำชี้แนะของหลี่เสวียน
หลี่เสวียนคอยชี้แนะพลางเอ่ยขึ้นว่า “เคล็ดวิชาของอาจารย์เน้นหนักที่คำว่า ‘หยั่งรู้’ และ ‘เจตจำนง’ ไม่ได้ยึดติดที่รูปแบบภายนอก เจ้าต้องทำใจให้สงบ ลืมเลือนตัวตนและสรรพสิ่ง ค่อยๆ สัมผัสเพื่อค้นหา ‘เจตจำนง’ ที่ซ่อนอยู่ภายใน...”
ในเมื่อเป็นเรื่องที่เขามโนขึ้นมาสดๆ ย่อมไม่มีกระบวนท่าอะไรจะถ่ายทอดให้ จะให้เขาสอนสวี่เหยียนทำกายบริหารยามเช้าเยี่ยงนักเรียนประถมหรืออย่างไร? แบบนั้นมันเสียภาพพจน์ยอดฝีมือเร้นกายหมด
ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงให้สวี่เหยียนยืนม้าแล้วปล่อยให้เด็กหนุ่มไปสัมผัสพลังปราณเอาเอง
ส่วนจะสัมผัสได้หรือไม่นั้น ย่อมเป็นเรื่องของพรสวรรค์
ไม่ใช่เพราะเคล็ดวิชาของอาจารย์มีปัญหาแต่อย่างใด
“จะสัมผัสปราณเลือดได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเข้าใจของเจ้าเองว่าสามารถมองเห็น ‘เจตจำนง’ ในนั้นได้ไหม เมื่อสัมผัสได้แล้ว ก็จงพยายามโคจรปราณเลือดเพื่อขัดเกลาผิวหนังทั่วร่าง เข้าสู่ขั้นหลอมผิวหนัง...”
หลี่เสวียนสอนสั่งสวี่เหยียนด้วยท่าทางเคร่งขรึมจริงจัง
“พื้นฐานวรยุทธก็เป็นเช่นนี้แหละ โบราณว่าอาจารย์เป็นผู้จูงมือเข้าประตู ส่วนจะสำเร็จหรือไม่นั้นอยู่ที่ตัวบุคคล เจ้าจงขยันฝึกฝนและหมั่นทำความเข้าใจ หากเหนื่อยก็พักผ่อนให้สมดุล อย่าใจร้อนวู่วามจนเกินไป”
“ยิ่งเจ้าร้อนรน ก็ยิ่งยากจะสัมผัสถึงปราณเลือด เข้าใจไหม?”
สวี่เหยียนรับคำอย่างนอบน้อม “ขอรับท่านอาจารย์ ศิษย์เข้าใจแล้ว!”
“อืม ขยันฝึกเข้าล่ะ!”
หลี่เสวียนไพล่มือเดินจากมาด้วยท่าทีน่าเกรงขาม ก่อนจะรีบนำของกำนัลที่สวี่เหยียนมอบให้ไปเก็บด้วยความเบิกบานใจ
‘เห็ดหลินจือเก้าใบนี่เป็นยอดสมุนไพรเชียวนะ ลองเอามาตุ๋นกินดูหน่อยดีกว่าว่าจะมีสรรพคุณขนาดไหน!’
คิดได้ดังนั้น หลี่เสวียนก็หยิบมีดเล็กมาแล่เห็ดหลินจือเก้าใบอย่างระมัดระวังเป็นแผ่นบางๆ จากนั้นก็ไปจับไก่ในเล้ามาเชือดแล้วจัดการก่อไฟเพื่อตุ๋นไก่ใส่เห็ดหลินจือ
‘ในเมื่อเจ้าลูกศิษย์คนนี้ฝึกฝนอยู่ที่นี่ การเลี้ยงข้าวปลาก็เป็นเรื่องจำเป็น เขาอุตส่าห์เอาของล้ำค่ามาให้ตั้งมากมาย ถ้าไม่เลี้ยงข้าวสักมื้อก็ดูจะใจดำเกินไปหน่อย’ หลี่เสวียนพึมพำในใจ
ระหว่างที่ก่อไฟทำกับข้าว เขาแวบไปดูสวี่เหยียนรอบหนึ่ง เห็นเด็กหนุ่มยังคงยืนม้าอยู่ ทว่าขากลับสั่นพั่บๆ ดูท่าจะยืนแทบไม่ไหวแล้ว
ผ่านไปครู่หนึ่ง สวี่เหยียนก็ทนไม่ไหวจนต้องพักเหนื่อย
นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่เขาหยุดพัก
‘หลอกล่อไปได้ทีละวันก็ยังดี ไม่ใช่ว่าข้าอยากหลอกเจ้าหรอกนะ แต่เจ้าดันเดินมาให้หลอกถึงที่เองนี่นา’
หลี่เสวียนส่ายหัวแล้วไม่สนใจอีก อย่างไรเสียคงไม่ถูกจับได้ง่ายๆ ในเร็ววันหรอก
อีกอย่าง การปรากฏตัวของสวี่เหยียนทำให้หลี่เสวียนมองเห็นโอกาสที่จะออกจากหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ บางทีเขาอาจจะข้ามผ่านป่าพยัคฆ์ร้ายไปได้อย่างปลอดภัย
เขาวางแผนทางหนีทีไล่ไว้แล้วว่า ทันทีที่ออกจากหมู่บ้านได้ เขาจะมุ่งหน้าไปลงหลักปักฐานที่แคว้นอู๋
ไปให้ไกลจากแคว้นฉีและมณฑลตงเหอ ต่อให้สวี่เหยียนรู้ตัวว่าถูกหลอก ก็คงไม่สามารถใช้บารมีตระกูลมาตามราวีเขาได้!
...
สวี่เหยียนเริ่มยืนม้าอีกครั้ง พยายามทำใจให้สมาธิเพื่อสัมผัสถึงปราณเลือด
“ปราณเลือดสถิตอยู่ในกายไหลเวียนไปทั่วสารทิศ จะสัมผัสและบังคับมันได้อย่างไร? ท่านอาจารย์บอกว่าต้องเน้นการหยั่งรู้และเจตจำนง ไม่ยึดติดที่รูปแบบ...”
สวี่เหยียนพยายามสัมผัสต่อไป ทว่านอกจากอาการปวดเมื่อยที่ขาจากการยืนม้าแล้ว เขาก็ไม่รู้สึกถึงสิ่งที่เรียกว่าปราณเลือดเลยแม้แต่นิดเดียว
“อย่าเพิ่งท้อถอย เพิ่งเริ่มได้ไม่นานเอง หากยืนหยัดต่อไปต้องเห็นผลแน่นอน!”
สวี่เหยียนให้กำลังใจตัวเอง ดวงตาฉายแววมุ่งมั่น เขากลับมายืนม้าเพื่อสัมผัสปราณเลือดต่อ
ไก่ตุ๋นส่งกลิ่นหอมฟุ้ง
หลี่เสวียนชำเลืองมองเห็นสวี่เหยียนยังคงตั้งหน้าตั้งตาฝึก จึงไม่ได้ไปรบกวนและลงมือกินเอง
‘เห็ดหลินจือเก้าใบ ยอดสมุนไพรหายากในใต้หล้า กินแล้วโรคาไม่เบียดเบียน ผมขาวกลับกลายเป็นดำ ยืดอายุขัยได้ถึงยี่สิบปี... ไม่รู้ว่าคำโฆษณาพวกนี้จะเกินจริงไปหรือเปล่า!’
หลังจากอิ่มหนำ หลี่เสวียนก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอุปทานไปเองหรือไม่ เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก ทั้งร่างกายดูเบาสบายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“เหลืออยู่นิดหน่อย แบ่งให้สวี่เหยียนกินก็แล้วกัน”
เขาบ่นพึมพำเบาๆ ก่อนจะลุกเดินไปหาศิษย์ดื้อ
“เป็นอย่างไรบ้าง?”
สวี่เหยียนคลายท่าม้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงท้อแท้เล็กน้อย “ท่านอาจารย์ ศิษย์ยังสัมผัสถึงปราณเลือดไม่ได้เลยขอรับ”
“ไม่เป็นไร วิถียุทธนั้น สิ่งสำคัญคือความเพียรและความมุ่งมั่นที่หนักแน่น!” หลี่เสวียนพูดปลอบ
ในใจกลับหัวเราะร่า ‘สัมผัสได้ก็แปลกแล้วล่ะ ข้ามโนขึ้นมาเองทั้งนั้น ถ้าเจ้าเกิดสัมผัสได้ขึ้นมาจริงๆ คงกลายเป็นสัตว์ประหลาดไปแล้ว!’
“เจ้ายังมีเวลาอีกหนึ่งปี ตอนนี้คงหิวแล้วล่ะสิ ไปกินข้าวเถอะ”
สวี่เหยียนได้ยินดังนั้นก็นึกหิวขึ้นมาทันที เขากล่าวด้วยความตื้นตัน “ขอบพระคุณท่านอาจารย์!”
“นี่คือไก่ตุ๋นเห็ดหลินจือเก้าใบ ไปกินเสีย ถือเป็นอาหารยาบำรุงชั้นดี”
“ขอรับ ท่านอาจารย์!”
สวี่เหยียนซาบซึ้งใจจนบรรยายไม่ถูก เห็ดหลินจือเก้าใบนั้นเป็นของกำนัลที่เขามอบให้ แต่อาจารย์กลับนำมาตุ๋นให้เขาได้กินเสียเอง เห็นได้ชัดว่าอาจารย์ไม่ได้สนใจของนอกกายเหล่านี้เลย สมดังที่ท่านเคยกล่าวไว้ว่าการที่เขามาถึงที่นี่ได้คือวาสนาที่แท้จริง!
ขณะที่กินข้าวและซดน้ำซุปไก่ สวี่เหยียนก็เอ่ยถามว่า “ท่านอาจารย์ โดยทั่วไปแล้วการสัมผัสปราณเลือดเพื่อเริ่มต้นฝึกฝน ต้องใช้เวลานานเท่าใดหรือขอรับ”
“เรื่องนี้... ย่อมขึ้นอยู่กับตัวบุคคล”
“ท่านอาจารย์ แล้วผู้ที่ฝึกได้เร็วที่สุด ใช้เวลานานเท่าใดหรือขอรับ?”
ใช้เวลานานเท่าไหร่เหรอ?
หลี่เสวียนกลอกตาอยู่ในใจ หากฝึกตามวิถีมั่วซั่วที่เขาคิดขึ้นมา ชาตินี้ทั้งชาติก็อย่าหวังว่าจะเข้าสู่ประตูได้เลย
‘ถ้าข้ากำหนดมาตรฐานไว้ต่ำเกินไป แล้วเจ้าเด็กนี่ฝึกไม่ได้อะไรเลย เขาต้องเริ่มสงสัยแน่ ดังนั้นต้องตั้งมาตรฐานพวกอัจฉริยะไว้ให้สูงริบเข้าไว้’
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หลี่เสวียนจึงเอ่ยขึ้นว่า “ในหมู่ยอดอัจฉริยะกาลก่อน ใช้เวลาเพียงห้าวันก็หลอมผิวหนังสำเร็จ สิบวันหลอมกระดูก และสิบห้าวันหลอมอวัยวะภายใน จากนั้นกระดูกและเอ็นจะส่งเสียงกึกก้องกัมปนาท ปราณเลือดดั่งเกราะคุ้มกาย ถือว่าเข้าสู่ประตูวรยุทธอย่างเต็มตัว”
“รวมเวลาแล้วก็ประมาณหนึ่งเดือน”
สวี่เหยียนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ห้าวันก็หลอมผิวหนังเสร็จสิ้น?
เดือนเดียวก็เข้าสู่ระดับเริ่มต้น?
นี่คือระดับของ ‘อัจฉริยะ’ ในสายตาอาจารย์อย่างนั้นหรือ!
‘ข้าจะหลอมผิวหนังให้ได้ในห้าวันไหมนะ? วันนี้ยังสัมผัสปราณเลือดไม่ได้เลย ห้าวันน่าคงทำตามนั้นไม่ได้แน่ หรือว่าพรสวรรค์ของข้าจะต่ำต้อยเกินไป?’ สวี่เหยียนเริ่มกังวลขึ้นมาทันที
หลี่เสวียนคอยสังเกตสีหน้าของเขาอยู่ตลอด เมื่อเห็นความรนรานก็ลอบพอใจ ‘มีความกดดันสิถึงจะดี’ เขาจึงเอ่ยต่อว่า “แน่นอนว่านั่นคืออัจฉริยะในตำนานที่หมื่นปีจะมีสักคน เจ้าไม่ต้องรีบร้อนไป ขอเพียงเจ้าเข้าสู่ประตูได้ภายในหนึ่งปี ในสายตาอาจารย์ก็นับว่าผ่านเกณฑ์แล้ว”
“ที่แท้ในสายตาอาจารย์ การเริ่มต้นได้ในหนึ่งปีเป็นเพียงแค่ ‘ผ่านเกณฑ์’ เท่านั้น!”
แววตาของสวี่เหยียนกลับมาแน่วแน่ เขากล่าวคำหนักแน่น “ท่านอาจารย์โปรดวางใจ ศิษย์จะพยายามเริ่มต้นฝึกฝนให้ได้ภายในหนึ่งปี จะไม่ทำให้ความทุ่มเทของท่านต้องเสียเปล่าเด็ดขาด!”
หลี่เสวียนตบไหล่เขาเบาๆ แสร้งทำเป็นปลาบปลื้ม “เจ้ามีความมุ่งมั่นเช่นนี้ ก็นับว่าครูไม่เสียแรงที่ฝืนกฎรับเจ้าเป็นศิษย์!”
สวี่เหยียนซึ้งใจจนน้ำตาแทบไหล
ความเร่งรีบในใจทวีคูณขึ้นหลายเท่า เขาขย้ำข้าวคำสุดท้ายจนหมดแล้วลุกขึ้นยืน “ท่านอาจารย์ ศิษย์ขอตัวไปฝึกต่อก่อนนะขอรับ!”
“ข้าต้องขยันให้มากกว่านี้ จะให้ท่านอาจารย์ต้องผิดหวังไม่ได้!”
สวี่เหยียนให้คำมั่นกับตัวเองพลางเร่งฝีเท้ากลับไปยังจุดเดิมเพื่อยืนม้าสัมผัสปราณเลือดต่อ
“เจ้าเด็กโง่นี่เอ๊ย!”
หลี่เสวียนส่ายหัวพลางถอนหายใจยาว ที่จริงเขาไม่อยากหลอกใครหรอกนะ
แต่ตอนนี้มันไม่มีทางถอยหลังกลับแล้ว
นับตั้งแต่เขารับของกำนัลและมโนเคล็ดวิชาสอนสวี่เหยียน หลี่เสวียนก็รู้ตัวว่าเขาต้องเดินหน้าต่อไปในเส้นทางลัทธิ ‘มั่ว’ นี้ให้สุดสาย
แสงตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว
ก่อนที่หลี่เสวียนจะเข้านอน เขาเดินออกมาดูหน้าบ้านอีกครั้งและพบว่าสวี่เหยียนยังคงยืนม้าอย่างเอาเป็นเอาตาย
เขารู้สึกสงสารขึ้นมาเล็กน้อยเพราะกลัวว่าเจ้าเด็กนี่จะป่วยไข้ไปเสียยก่อน จึงเอ่ยเตือนว่า “การฝึกฝนต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา หากหักโหมจนร่างกายเสียหายจะส่งผลเสียต่อรากฐานวรยุทธ ถึงเวลาพักก็ต้องพัก!”
“ท่านอาจารย์ ศิษย์ทราบแล้วขอรับ!” สวี่เหยียนตอบกลับด้วยความเคารพ
หลี่เสวียนส่ายหัวอย่างอ่อนใจ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้อง ปิดประตูงับกลอนแล้วล้มตัวลงนอน
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน