ตอนที่ 1
ข้าไม่อยากรับศิษย์หรอกนะ แต่เขาให้มาเยอะเกินไปจริงๆ
1,970 คำ~10 นาที
“ท่านอาวุโส นี่คือของขวัญกราบฝากตัวเป็นศิษย์ของข้าครับ!”
เด็กหนุ่มวางกล่องไม้จันทน์ม่วงสามใบลงตรงหน้าหลี่เสวียนด้วยความนอบน้อม
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ใช่ยอดฝีมือเร้นกายอะไรทั้งนั้น แล้วข้าก็ไม่รับศิษย์ด้วย เอาคืนไปเถอะ!”
หลี่เสวียนเอ่ยปากด้วยความรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย
เด็กหนุ่มคนนี้ชื่อสวี่เหยียน เป็นบุตรหลานตระกูลร่ำรวยจากตัวเมือง ปูมหลังครอบครัวนั้นทำให้หลี่เสวียนที่ทะลุมิติมายังโลกใบนี้รู้สึกอิจฉาไม่น้อย แต่น่าเสียดายที่อีกฝ่ายสมองดูจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ดันปักใจเชื่อว่าเขาคือยอดฝีมือที่หลบซ่อนตัว และดึงดันจะกราบเขาเป็นอาจารย์ให้ได้
เขาทะลุมิติมาโลกนี้ได้สิบกว่าปีแล้ว ไม่มีระบบ ไม่มีสูตรโกง กระทั่งจะเดินออกจากหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ยังทำไม่ได้ ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือ ตอนนี้ในหมู่บ้านเหลือเขาเพียงตัวคนเดียวแล้ว
หมู่บ้านแห่งนี้โอบล้อมด้วยหน้าผาสูงชันทั้งสี่ด้าน มีเพียงเส้นทางแคบๆ กว้างเพียงหนึ่งจั้งให้เข้าออก ถือเป็นที่ซ่อนตัวเงบสงบชั้นดี บรรพบุรุษของคนในหมู่บ้านก็ล้วนอพยพเข้ามาที่นี่เพื่อหนีภัยสงคราม
แต่ปัจจุบันภายนอกไร้สงคราม คนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านไม่ยินดีจะใช้ชีวิตอย่างจืดชืดอยู่ในที่ห่างไกลเช่นนี้ จึงเริ่มออกไปเผชิญโลกกว้าง
หมู่บ้านอยู่ห่างจากเมืองที่ใกล้ที่สุดนับร้อยลี้ เส้นทางเต็มไปด้วยอันตราย โดยเฉพาะต้องผ่านป่าทึบแห่งหนึ่งที่มักจะมีเสือร้ายและอสูรกายออกอาละวาด
สิบกว่าปีที่ผ่านมา ผู้คนในหมู่บ้านเริ่มประปราย จนเมื่อหลี่เสวียนทะลุมิติมา ก็เหลือเพียงไม่กี่สิบครัวเรือน และส่วนใหญ่เป็นคนชราที่เฝ้าบ้าน
รวมหลี่เสวียนแล้ว มีชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านเพียงห้าคน ซึ่งทุกคนไม่อยากจมปลักอยู่ที่นี่ ต่างใฝ่ฝันจะไปแสวงหาโชคในเมือง หลี่เสวียนก็เช่นกัน
ทว่าเส้นทางนั้นอันตรายเกินไป โดยเฉพาะ ‘ป่าพยัคฆ์ร้าย’ ระยะทางสามสิบชี้ที่ต้องผ่าน มีเสือร้ายชุกชุม ชายฉกรรจ์หลายคนที่ออกจากหมู่บ้านไปล้วนจบชีวิตลงในป่าแห่งนั้น
วันหนึ่งเมื่อสิบปีก่อน ชาวบ้านคนหนึ่งที่เคยออกไปเผชิญโลกภายนอกได้กลับมาที่หมู่บ้านเพื่อรับแม่เข้าไปอยู่ในเมือง พร้อมอ้างว่าตนได้สำเร็จ ‘วิชาสังหารพยัคฆ์’ ไม่เกรงกลัวเสือร้ายในป่าอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ หลี่เสวียนและชายฉกรรจ์คนอื่นๆ จึงตัดสินใจร่วมทางออกจากหมู่บ้านไปพร้อมกับเขา
ป่าพยัคฆ์ร้ายแม้จะมีอสูรกาย แต่หากโชคดีก็อาจผ่านไปได้โดยไม่เผชิญหน้ากับมัน
ทว่ากลุ่มของหลี่เสวียนดวงจามไม่ค่อยดีนัก
เสือโคร่งลายพาดกลอนขนาดมหึมาปรากฏตัวขึ้น!
เจ้าคนที่อ้างว่าสำเร็จวิชาสังหารพยัคฆ์รีบชักมีดปลายแหลม คำรามก้องแล้วพุ่งตัวออกไป... สไลด์ตัวลอดใต้ท้องมันทันที!
ผลคือทั้งกลุ่มมีเพียงหลี่เสวียนที่หนีหัวซุกหัวซุนเอาชีวิตรอดกลับมายังหมู่บ้านได้เพียงคนเดียว เขาเชื่อเสมอว่าสาเหตุที่เขารอดมาได้ เป็นเพราะตอนเห็นหมอนั่นสไลด์ตัวเข้าหาปากเสือ เขาตัดสินใจหันหลังโกยแน่บก่อนใครเพื่อน
ไอ้วิชาสังหารพยัคฆ์นั่นมันช่างไร้สาระสิ้นดี เล่นส่งตัวเองเข้าไปนอนในท้องเสือชัดๆ!
ตั้งแต่นั้นมา ในหมู่บ้านก็เหลือหลี่เสวียนเป็นชายฉกรรจ์เพียงคนเดียว คนแก่ที่ต้องสูญเสียลูกหลานต่างทยอยจากไปตามกาลเวลา จนกระทั่งครึ่งเดือนก่อน หลี่เสวียนเพิ่งส่งศพคนชราคนสุดท้ายของหมู่บ้านไป
เมื่อมองหมู่บ้านที่ว่างเปล่าเหลือเพียงตัวเองคนเดียว หลี่เสวียนก็รู้สึกคับแค้นใจยิ่งนัก ผู้ทะลุมิติคนอื่นไม่ใช่เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ก็ต้องมีภูมิหลังอลังการ
แล้วเขาล่ะ?
กระทั่งเดินออกจากหมู่บ้านยังทำไม่ได้เลย!
ไม่มีระบบ ไม่มีสูตรโกง ดีไม่ดีอาจต้องแกตายอย่างโดดเดี่ยวในหมู่บ้านนี้
“เฮ้อ นึกว่าจะได้เป็นเหมือนในนิยายออนไลน์ ถือกระบี่หนึ่งเล่มท่องทะยานนับหมื่นลี้ สังหารมารปราบปีศาจ พิสูจน์มรรคาสู่ความเป็นเซียน ยิ่งใหญ่เหนือบรรพกาลเสียอีก ที่ไหนได้... เพ้อฝันไปเองทั้งนั้น”
หลี่เสวียนถอนหายใจในอก พลางพึมพัมสมเพชตัวเอง “แค่ออกจากหมู่บ้านยังทำไม่ได้ ยังจะคิดเรื่องกระบี่ท่องหมื่นลี้? เหอะ!”
เพียงเพราะคำพูดสมเพชตัวเองประโยคนั้น สวี่เหยียนที่หลงเข้ามาในหมู่บ้านได้อย่างไรไม่ทราบ ได้ยินแค่ท่อนท้ายที่ว่า ‘กระบี่หนึ่งเล่มท่องทะยานนับหมื่นลี้’ ก็ถึงกับคิดไปเองว่าคนตรงหน้าคือยอดฝีมือเร้นกาย จึงคุกเข่าลงเสียงดังตึง พร้อมขอฝากตัวเป็นศิษย์ทันที
“ท่านอาวุโส ในที่สุดข้าก็หาท่านเจอ โปรดรับข้าเป็นศิษย์ และถ่ายทอดวิชาเทพขั้นสุดยอดให้ข้าด้วยเถิด!”
“ฮะ?!”
หลี่เสวียนสะดุ้งโหยง จ้องมองเด็กหนุ่มอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปีที่แต่งกายหรูหรา พ่ายกระบี่ยาวไว้ที่เอวด้วยความงุนงง
“ผู้น้อยสวี่เหยียนจากมณฑลตงเหอ ตั้งปณิธานมาตั้งแต่เด็กว่าต้องตามหาวรยุทธที่แท้จริงให้พบ วันนี้มีวาสนาได้พบท่านอาวุโส ถือเป็นโชคดีสามชาติของผู้น้อย โปรดเมตตารับผู้น้อยเป็นศิษย์ด้วย ผู้น้อยจะมุมานะฝึกฝน ไม่ให้เสียชื่อผู้สืบทอดของท่านแน่นอน!”
ปัง! ปัง! ปัง!
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มผู้มีแววตาคลั่งไคล้โขกศีรษะให้อย่างนอบน้อม หลี่เสวียนก็ได้แต่ยืนอึ้ง ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในหัวคือ: เจ้าเด็กนี่ สมองเพี้ยนไปแล้ว!
ไม่ว่าหลี่เสวียนจะปฏิเสธอย่างไร หรือปฏิเสธว่าตนไม่ใช่ยอดฝีมือแค่ไหน สวี่เหยียนก็ไม่เชื่อ และยังดึงดันจะกราบอาจารย์ให้ได้ ท่าทางคลั่งไคล้นั้นทำเอาหลี่เสวียนปวดหัวจนแทบระเบิด
“ข้าไม่ใช่ยอดฝีมือ แล้วก็ไม่รู้วิชาการฝึกยุทธ์อะไรทั้งนั้น เจ้าหาคนผิดแล้ว ข้าเองยังอยากหาคนสอนวรยุทธให้อยู่เลย!”
“เป็นไปไม่ได้!”
สวี่เหยียนมีสายตามุ่งมั่น “ท่านอาวุโสอย่าหลอกข้าเลย ท่านต้องเป็นยอดฝีมือเร้นกายแน่นอน!”
“ท่านดูที่นี่สิ รายล้อมด้วยหน้าผา วิวทิวทัศน์งดงาม เหมาะสำหรับเป็นที่เร้นกายสันโดษยิ่งนัก หากท่านไม่ใช่ยอดฝีมือ ไฉนจึงมาอาศัยอยู่ที่นี่เพียงลำพัง?”
“ท่านอาวุโส โปรดรับข้าเป็นศิษย์เถิด ข้าจะไม่ทำให้การสืบทอดของท่านเสียเปล่า!”
สวี่เหยียนโขกศีรษะต่อ แววตายังคงเต็มไปด้วยความศรัทธาสูงส่ง
“ข้าไม่ใช่ยอดฝีมือจริงๆ ข้าไม่มีวิชาฝึกยุทธ์ และข้าไม่รับศิษย์ เจ้าหาคนผิดคนแล้ว...”
หลี่เสวียนจนปัญญา เจ้าเด็กนี่ทำไมถึงหัวแข็งขนาดนี้ก็ไม่รู้ แถมไม่รู้ว่าข้ามป่าพพยัคฆ์ร้ายมาถึงหมู่บ้านนี้ได้ยังไง
สงสัยคงจะมัวแต่อยากตามหายอดฝีมือจนสมองเลอะเลือนไปหมดแล้ว
“ข้าเข้าใจแล้ว!”
อยู่ดีๆ สวี่เหยียนก็ลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้ากระจ่างแจ้ง
“การจะกราบอาจารย์เป็นเรื่องใหญ่ จะทำสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร ผู้น้อยจะกลับไปเตรียมของขวัญกราบอาจารย์มาเดี๋ยวนี้แหละ!”
ท่ามกลางความมึนตงของหลี่เสวียน สวี่เหยียนก็วิ่งลับหายไปอย่างรวดเร็ว
เวลาผ่านไปครึ่งเดือนอย่างรวดเร็ว
ตลอดครึ่งเดือนมานี้หลี่เสวียนรู้สึกเสียดายที่ไม่คว้าโอกาสสอบถามข้อมูลโลกภายนอกจากสวี่เหยียน หรือใช้โอกาสนั้นหาทางออกจากหมู่บ้าน
แต่คาดไม่ถึงว่า สวี่เหยียนจะกลับมาจริงๆ
แถมยังนำของขวัญกราบศิษย์มาด้วย!
ดูเหมือนเจ้าเด็กนี่จะปักใจเชื่อมั่นอย่างไม่คลอนแคลนว่าเขาคือยอดฝีมือ
หลี่เสวียนไม่อยากหลอกใคร โดยเฉพาะหลอกคนที่มีปูมหลังไม่ธรรมดาแบบนี้ เขาไม่มีทั้งสูตรโกงไม่มีทั้งระบบ หากถูกจับได้ขึ้นมาผลลัพธ์คงดูไม่จืด
ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธแล้วปฏิเสธอีก ทว่าสวี่เหยียนนั้นหัวแข็งยิ่งกว่าหิน ปักใจไปแล้วว่าเขาคือยอดฝีมือ ต่อให้เอาช้างมาฉุดก็ไม่ฟัง!
“ท่านอาวุโส นี่คือทองคำสามร้อยตำลึง ข้ารู้ว่าของนอกกายพวกนี้ไม่อยู่ในสายตาของท่าน แต่การกราบอาจารย์จะขาดของขวัญไม่ได้ นี่คือความจริงใจเล็กๆ น้อยๆ ของผู้น้อยครับ!”
สวี่เหยียนเปิดกล่องใบหนึ่งออก ภายในมีทองแท่งสามสิบแท่งวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ
หลี่เสวียนมองทองแท่งพลางลอบกลืนน้ำลาย ใจเริ่มสั่นคลอนไปบ้าง แต่สุดท้ายก็ขบฟันแน่นแล้วเอ่ยอย่างหนักแน่น “ข้าไม่รับศิษย์! แล้วข้าก็ไม่ใช่ยอดฝีมือด้วย รีบเอาคืนไปเถอะ ข้าแก่กว่าเจ้าไม่กี่ปีเองด้วยซ้ำ!”
“รูปลักษณ์ของท่านแม้อาจจะดูเยาว์วัย แต่ต้องเป็นเพราะตบะบารมีแก่กล้าจนคงความอ่อนเยาว์ไว้ได้แน่นอน!”
สวี่เหยียนยังคงเชื่อมั่นไม่เปลี่ยนแปลง เขาเปิดกล่องใบที่สองออก
“นี่คือโสมพันปีที่ตระกูลสวี่ของข้าสะสมไว้ เป็นของขวัญกราบอาจารย์ชิ้นที่สอง หวังว่าท่านอาวุโสจะรับไว้ครับ!”
หลี่เสวียนกลืนน้ำลายอีกครั้ง มองดูโสมพันปีที่มีรากสมบูรณ์และเริ่มมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ กลิ่นหอมจางๆ ของโสมโชยเข้าจมูกทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันตา
โสมพันปีเป็นของล้ำค่าหายากแสนสาหัส คนแก่ในหมู่บ้านเคยบอกว่า โสมร้อยปีสามารถต่อลมหายใจคนใกล้ตายได้ถึงสามวัน มีสรรพคุณบำรุงธาตุและยืดอายุอย่างน่ามหัศจรรย์
ขนาดโสมร้อยปียังขนาดนี้ โสมพันปีจะอัศจรรย์ขนาดไหน
หลี่เสวียนเริ่มใจอ่อน แต่ยังคงขบฟันพูดต่อ “เอาคืนไปเถอะ ข้าไม่ใช่ยอดฝีมือจริงๆ และไม่มีวิชาฝึกยุทธ์อะไรทั้งนั้น!”
สวี่เหยียนเปิดกล่องใบที่สาม “ท่านอาวุโส นี่คือเห็ดหลินจือเก้าใบ ของขวัญกราบอาจารย์ชิ้นที่สามครับ!”
เห็ดหลินจือเก้าใบ!
คราวนี้หลี่เสวียนไม่อาจละสายตาได้เลย คนแก่ในหมู่บ้านเคยเล่าว่า บรรพบุรุษเล่าต่อกันมาว่าเห็ดหลินจือในโลกนี้ เก้าใบถือเป็นที่สุด หากได้กินเข้าไปจะไร้โรคภัย ความคิดอ่านเฉียบคม ผมไม่เปลี่ยนเป็นสีขาว และยืดอายุขัยได้ถึงยี่สิบปี!
ยอดสมุนไพรที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในโลก!
หลี่เสวียนจ้องมองเห็ดสีขาวนวลราวกับหยก มีใบสีม่วงเก้าใบงอกออกมาจากก้าน เขาพยายามหักห้ามใจ สูดลมหายใจลึก แล้วแสร้งทำเป็นถอนหายใจยาวอย่างผู้ทรงภูมิ
“เอาเถอะ! ในเมื่อเจ้าเดินทางมาถึงที่นี่ได้ก็นับว่ามีวาสนาร่วมกัน อาจารย์จะรับเจ้าไว้ก็ได้!”
ช่วยไม่ได้จริงๆ... ก็สวี่เหยียนให้หนักเกินกว่าที่จะปฏิเสธลงได้นี่นา!
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน