ตอนที่ 2
ยุคสมัยที่ทองคำเกลื่อนกลาด
1,796 คำ~9 นาที
ชีวิตการเป็นลูกเรือเดินสมุทรนานกว่าหนึ่งปี แม้จะอยู่บนเรือสำราญที่เปรียบเสมือนโรงแรมห้าดาวลอยน้ำ แต่ความเข้มข้นของงานก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าใครเลย
การทำงานหนักตลอดปีเศษทำให้ถานจิ่นเฉิงดูแข็งแรงกำยำกว่าวัยรุ่นอายุ 19 ปีทั่วไปมาก แสงแดดแผดเผาเหนือท้องทะเลทำให้นวลผิวของเขาดูคล้ำเข้มกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าเขาจะไม่ต้องออกไปทำงานกลางแจ้งตลอดเวลาก็ตาม
ด้วยร่างกายที่ดูบึกบึน ผิวพรรณกร้านแดด บวกกับกระเป๋าเดินทางใบโตในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์แบบนี้ ทำให้เขามองดูเหมือนพวกแรงงานที่เพิ่งกลับจากเขตก่อสร้างเพื่อมาฉลองเทศกาลไม่มีผิด
ทันทีที่เดินพ้นเขตสวนสาธารณะมาได้ไม่นาน พวกคนขับแท็กซี่ก็พากันเข้ามาทักถามถานจิ่นเฉิงไม่ขาดสายว่าจะไปไหน จะให้ไปส่งหรือเปล่า
สถานการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งตอนที่เขาเดินออกจากสถานีรถขนส่ง แท็กซี่เมืองอี๋เฉิงนั้นขึ้นชื่อเรื่องความ 'เถื่อน' และการฟันหัวนักท่องเที่ยวที่รุนแรงมาก
พฤติกรรมการโก่งราคาของแท็กซี่ในอี๋เฉิงนั้น ต่อให้เป็นปี 2019 ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ หากอยู่ในเขตตัวเมืองก็ยังพอทำใจ แต่ถ้าจะไปตามอำเภอหรือตำบลรอบนอก การที่คนขับจอดรถกลางทางเพื่อเรียกเงินเพิ่มก็ถือเป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้ทั่วไป
บ้านของถานจิ่นเฉิงอยู่ห่างจากสวนสาธารณะหลิงหูพอสมควร หากเป็นชาติก่อนเขาอาจจะเลือกเดินกลับบ้านช้าๆ แต่สำหรับถานจิ่นเฉิงในตอนนี้ ย่อมไม่คิดจะทำแบบนั้น
เขาบอกชื่อหมู่บ้านของตัวเองให้กับกลุ่มคนขับที่รุมล้อมอยู่ พอได้ยินชื่อหมู่บ้านบวกกับสำเนียงท้องถิ่นของคนในเมือง คนขับส่วนใหญ่ก็พากันสลายตัวไปทันที
เหลือเพียงคนขับคนเดียวที่เห็นว่าเป็นทางผ่านพอดี จึงยอมรับถานจิ่นเฉิงขึ้นรถมาด้วยความรู้สึกเซ็งๆ
“ไม่กดมิเตอร์นะ คิดยี่สิบหยวน ไปไหม?”
“ได้ครับ ไปเลย” ถานจิ่นเฉิงยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
ระยะทางประมาณสามกิโลเมตร ค่ามิเตอร์เริ่มต้นของแท็กซี่เมืองอี๋เฉิงในตอนนั้นคือ 3 หยวนสำหรับ 2 กิโลเมตรแรก หากกดมิเตอร์จริงๆ ราคายังไม่ถึง 10 หยวนด้วยซ้ำ แต่คนขับกลับเรียกถึง 20!
ทว่าตอนนี้แท็กซี่ในเมืองส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้กันหมด ถานจิ่นเฉิงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ยี่สิบก็ยี่สิบเถอะ เขาไม่ได้ขัดสนเงินทองขนาดนั้นแล้ว
ในชาติก่อนที่เขาต้องเดินทางไปทำธุรกิจตามเมืองใหญ่ต่างๆ ถานจิ่นเฉิงนั่งแท็กซี่มานับครั้งไม่ถ้วน เขาเรียนรู้ว่าการไปถกเถียงกับคนพวกนี้ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าพอรับราคาได้ก็แค่กล้ำกลืนฝืนทนจ่ายไปเสียก็จบ
กว่าที่บริการของแท็กซี่จะเริ่มดีขึ้น ก็คงต้องรอจนกระทั่งแอปพลิเคชันอย่างตี้ตี้ (DiDi) ถือกำเนิดขึ้นมานั่นแหละ
“พ่อหนุ่มไปทำงานที่ไหนมาล่ะเนี่ย ลากกระเป๋าใบเบ้อเริ่มเชียว”
“เป็นนักศึกษาน่ะครับ กลับบ้านมาฉลองไหว้พระจันทร์ แล้วก็เอาพวกเสื้อผ้าหน้าร้อนกลับมาเก็บด้วย”
“อ้อ เห็นหุ่นกำยำลากกระเป๋าใหญ่ขนาดนี้ นึกว่าไปรวยมาจากที่ไหนเสียอีก เรียกยี่สิบหยวนก็ไปได้ทันทีเลยนะ”
“ฝึกทหารมาน่ะครับลุง ลุงเห็นว่าเป็นนักศึกษาไม่ลดให้หน่อยเหรอครับ สักสิบหยวนเป็นไง?”
“ไม่ได้หรอก ตกลงกันไว้เท่าไหร่ก็เท่านั้น เป็นนักศึกษายิ่งต้องรักษาคำพูดนะ”
ถานจิ่นเฉิงหลุดขำออกมาแต่ไม่ได้โต้ตอบอะไร คนขับเองก็ดูท่าทางจะรู้ตัวจึงหุบปากเงียบไป
ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะตำหนิบ้านเกิดตัวเองหรอก แต่ความจริงในยุคสมัยนี้เมืองส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้กันหมด หลังจากเปิดประเทศสภาพทางวัตถุเริ่มดีขึ้น แต่คุณภาพของประชากรส่วนใหญ่ยังตามไม่ทัน
แม้แต่ในเมืองชายฝั่งที่พัฒนาแล้วก็ยังพบเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้ คนขับคนนี้คงเห็นว่าเขาตกลงราคาเร็วเกินไปเลยพยายามจะชวนคุยเพื่อหยั่งเชิงดูว่าจะมีช่องทางขูดรีดอะไรเพิ่มได้อีกหรือเปล่า
เขายังประมาทไปหน่อย ถ้ารู้แบบนี้ลองต่อราคาดูสักนิด บางที 8 หยวนคนขับก็อาจจะยอมไปส่งแล้ว เพราะยังไงมันก็เป็นทางผ่านของเขาอยู่ดี แถมยังไม่ต้องมาโดนคำพูดเหน็บแนมแบบนี้ด้วย
ตลอดปีกว่าๆ บนเรือที่สภาพแวดล้อมค่อนข้างปิด ถานจิ่นเฉิงไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก แต่พอได้ขึ้นฝั่งมาเจอผู้คนหลากหลายแบบนี้ เขาก็เริ่มรู้สึกไม่ชินขึ้นมาเสียอย่างนั้น
แท็กซี่ซิ่งรถอย่างรวดเร็ว ข้อดีของการไม่กดมิเตอร์คือคนขับจะไม่ขับอ้อมให้เสียเวลา ไม่นานนักก็มาถึงหน้าทางเข้าหมู่บ้าน
จังหวะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือของถานจิ่นเฉิงก็ดังขึ้นพอดี เสียงเรียกเข้าอันเป็นเอกลักษณ์ของโนเกียช่วยดึงสติของเขากลับมาสู่ความเป็นจริง เมื่อมองดูเบอร์ที่โทรเข้ามายังเป็นเบอร์บ้าน
เป็นไปตามคาด จางสวี้เผิงปากสว่างคนนั้นคงบอกเบอร์มือถือของเขากับทางบ้านไปแล้ว
โทรศัพท์เครื่องนี้เขาเพิ่งซื้อหลังจากขึ้นฝั่ง เป็นรุ่นโนเกีย 3100 ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว ถานจิ่นเฉิงจ่ายเงินซื้อไปกว่า 1,800 หยวน ซึ่งถือว่าค่อนข้างแพงสำหรับยุคสมัยนี้
ในปี 2004 ราคาบ้านในตัวเมืองอี๋เฉิงดูเหมือนจะอยู่ที่ตารางเมตรละพันหยวนต้นๆ เองไม่ใช่หรือ? มือถือเครื่องเดียวมีราคาพอๆ กับพื้นที่บ้านหนึ่งตารางเมตรกว่าเข้าไปแล้ว
คนขับเหลือบมองถานจิ่นเฉิงด้วยสายตาสงสัย พลางพึมพำอะไรบางอย่างในลำคอก่อนจะเหยียบคันเร่งจากไป
ถานจิ่นเฉิงไม่ได้สนใจ เขาเลื่อนนิ้วกดปุ่มรับสาย การถอยหลังจากยุคสมาร์ทโฟนกลับมาสู่ยุคฟีเจอร์โฟนทำให้เขายังไม่ค่อยชินมือนัก
“ฮัลโหลครับ” ถานจิ่นเฉิงตอบรับเสียงเบา
“อาเผิงกลับถึงบ้านแล้ว แล้วแกดูล่ะ อยู่ที่ไหน ทำไมยังไม่ถึงบ้านอีก?” เสียงของผู้หญิงวัยกลางคนดังมาจากปลายสาย เธอคือแม่ของถานจิ่นเฉิงนั่นเอง
“ผมอยู่ข้างล่างหมู่บ้านแล้วครับ กำลังจะถึงบ้านแล้ว”
“อยู่ข้างล่างแล้วจะรับสายทำไมให้เปลืองเงิน เดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้ว แค่นี้ก่อนนะ”
ยังไม่ทันที่ถานจิ่นเฉิงจะได้พูดต่อ ปลายสายก็กดวางไปเสียแล้ว ถานจิ่นเฉิงเพิ่งจะนึกออกว่าในยุคนี้การโทรศัพท์ยังมีค่าบริการโรมมิ่งอยู่ เบอร์มือถือของเขาเปิดตอนที่ขึ้นฝั่งที่ท่าเรือเมืองหย่งเฉิง ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเลขหมายของมณฑลเจ้อเจียง
โปรโมชั่นแบบเหมาจ่ายรายเดือนขั้นต่ำ 88 หยวน หากใช้ไม่ถึงก็คิด 88 หยวน และเมื่อนำมาใช้นอกมณฑล ทั้งการโทรออกและรับสายจะต้องเสียค่าโรมมิ่งเพิ่ม ดูเหมือนจะตกนาทีละ 60 เฟิน (0.6 หยวน)
ตอนที่เปิดซิมดูเหมือนพนักงานจะเคยบอกไว้ แต่ถานจิ่นเฉิงจำไม่ค่อยได้เพราะความเคยชินจากชาติก่อนแท้ๆ จะไปโทษใครก็ไม่ได้
เมื่อมองดูโนเกียในมือ ถานจิ่นเฉิงก็เริ่มตกอยู่ในภวังค์ความคิด... สมาร์ทโฟนเริ่มฮิตกันปีไหนนะ? ธุรกิจที่ชาร์จเอนกประสงค์ก็น่าจะยังมีตลาดอยู่บ้างใช่ไหม?
จะว่าไปแล้ว ยุคสมัยนี้มันช่างเต็มไปด้วยโอกาสจริงๆ ในยุคที่ความต้องการของผู้คนขยายตัวอย่างไร้ขีดจำกัด สำหรับคนที่มีความทรงจำจากอนาคตอย่างเขา หากต้องการจะหาเงินเพียงอย่างเดียว มันเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก
ต่อให้แค่เปิดร้านขายอุปกรณ์เสริมมือถือ ขายพวกที่ชาร์จเอนกประสงค์หรือแบตเตอรี่สำรอง ก็ทำเงินได้ไม่น้อยแล้ว พอเข้าสู่ยุคสมาร์ทโฟนก็ยังมีพวกเคสมือถือ ฟิล์มกันรอย และธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ อื่นๆ ที่ยังทำเงินได้อีกตั้งหลายปี
อย่าได้ดูถูกธุรกิจเล็กๆ เหล่านี้เชียว หากจับทางถูกและเข้าสู่ตลาดได้เร็ว กำไรของมันมหาศาลมาก
ไม่ต้องพูดถึงแนวโน้มใหญ่ๆ อย่างอสังหาริมทรัพย์ อินเทอร์เน็ต หรืออุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งล้วนเป็นโอกาสให้คนธรรมดาได้เข้าไปมีส่วนร่วม แม้จะไม่ถึงกับกลายเป็นมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล แต่การหาเงินสักก้อนโตก็ไม่ใช่เรื่องยาก
หรือถ้าขี้เกียจจริงๆ ก็แค่ซื้อหุ้นทิ้งไว้ ชาติก่อนแม้เขาจะเป็นได้แค่ 'เม่า' และไม่เคยเล่นหุ้นในปี 2004 แต่เขาก็พอจะจำชื่อหุ้นเด่นๆ ได้บ้าง อย่างเช่นหุ้นบริษัทเหล้าเหมาไถ
ตอนนี้หุ้นเหมาไถราคาเท่าไหร่ถานจิ่นเฉิงก็ไม่แน่ใจ หรือแม้แต่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ไปหรือยังเขาก็ไม่รู้ แต่ก่อนที่เขาจะย้อนกลับมา หุ้นตัวนี้มีราคาเกือบ 2,000 หยวนต่อหุ้น ตอนนี้ถือเป็นโอกาสทองที่หลับตาซื้อยังไงก็กำไร
“ช่างเป็นยุคสมัยที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตจริงๆ”
ถานจิ่นเฉิงตกหลุมรักยุคสมัยนี้เข้าให้แล้ว เขาอยากจะขอบคุณสวรรค์จริงๆ ที่ส่งเขากลับมา
ฝีเท้าของถานจิ่นเฉิงดูเบาสบายขณะก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังบ้านของตนเอง มันเป็นเขตบ้านพักอาศัยที่รัฐวิสาหกิจสร้างขึ้นเอง แต่ละอาคารสูงหกชั้นและไม่มีลิฟต์
บ้านของถานจิ่นเฉิงอยู่ที่ชั้นสาม ด้วยร่างกายที่แข็งแรงขึ้นมากทำให้เขายกกระเป๋าเดินทางขึ้นไปยังหน้าประตูบ้านได้อย่างสบายๆ
ประตูบ้านถูกแง้มไว้ครึ่งหนึ่ง ถานจิ่นเฉิงผลักประตูเข้าไปพลางตะโกนบอกคนข้างใน
“แม่ครับ ผมกลับมาแล้ว”
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน