ตอนที่ 3

ลูกผู้พลัดพรากกลับคืนรัง

1,711 คำ~9 นาที
“โอ๊ย! พ่อ! อย่าตีครับ! ผมผิดไปแล้ว ผมผิดไปแล้ว!” เมื่อผลักประตูเข้าไป สิ่งที่รอรับถานจิ่นเฉิงไม่ใช่แววตาเปี่ยมด้วยความห่วงใยของมารดา แต่กลับเป็น ‘เซเว่นวูล์ฟส์’ ในมือของบิดา ชาติที่แล้วตอนกลับบ้านเขาก็โดนตีไปยกหนึ่งเหมือนกัน แต่จำได้ว่านั่นเป็นเรื่องช่วงค่ำ ไม่นึกเลยว่าชาติคือก่อนบ่ายแบบนี้ พ่อจะกลับมาบ้านเร็วขนาดนี้ นี่เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่เปลี่ยนไป มิน่าล่ะประตูถึงได้แง้มไว้ ที่แท้ก็มีแผนซุ่มโจมตีอยู่จริงๆ! “แกยังรู้จักทางกลับบ้านอีกเหรอ! พอปิดเทอมก็หายหัวไปกับไอ้หนูบ้านตระกูลจางนั่น ติดต่อกลับมาที่บ้านก็ไม่มีเป็นเดือนๆ พ่อก็นึกว่าแกไปตายเน่าอยู่ที่ไหนแล้ว!” “ผมก็ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนั้นนี่ครับ ตอนผมไปผมไม่รู้นี่นาว่าเสี่ยวหลิงทงมันออกนอกมณฑลแล้วจะใช้ไม่ได้ แถมอยู่บนเรือมันก็ติดต่อลำบากด้วย” “ไร้สาระ! ใครสั่งให้แกขึ้นเรือ แกไม่รู้หรือไงว่าเดือนกันยายนมันต้องเปิดเทอมแล้ว?” “ผมผิดไปแล้วครับ ผมผิดไปแล้วจริงๆ ต่อไปไม่กล้าแล้วครับพ่อ พ่อหยุดตีเถอะ เดี๋ยวเข็มขัดจะขาดเอาได้นะ” จังหวะนั้นเอง จางซู่จือที่เดินออกมาจากห้องครัวก็พูดกับสามีว่า “พอได้แล้ว หยุดมือเถอะ สั่งสอนแค่พอให้หลาบจำก็พอ อย่าให้ถึงขั้นบาดเจ็บเลย” “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี!” ถานลี่หัวตะคอกกลับด้วยความโมโห แต่ก็ยอมหยุดมือลงและเดินไปนั่งที่โซฟาด้วยใบหน้าบึ้งตึง ถานจิ่นเฉิงลอบมองปฏิกิริยาของพ่ออย่างระมัดระวัง แล้วค่อยๆ กระเถิบเข้าไปหาแม่ พ่อแม่ยุคนี้ไม่เหมือนยุคหลังจริงๆ ลงมือทีไรคือของจริงทั้งนั้น เมื่อกี้โดนเข็มขัดฟาดไปไม่กี่ทีก็แสบหน้าขาจนสะดุ้ง เมื่อเห็นว่าพ่อไม่มีท่าทีจะระเบิดอารมณ์อีก ถานจิ่นเฉิงจึงหันไปมองแม่ของตน พลางแสร้งทำเป็นถามด้วยความสงสัยว่า “แม่ครับ ทำไมท้องแม่ดูใหญ่จัง หรือว่าผมกำลังจะมีน้องครับ?” ในฐานะผู้ย้อนเวลากลับมา ถานจิ่นเฉิงรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว เพียงแต่เขาแสดงออกไม่ได้ เขาไม่เพียงรู้ว่าแม่ตั้งท้อง แต่เขายังรู้ด้วยว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เขาจะได้น้องสาวตัวน้อยเพิ่มมาอีกหนึ่งคน ชาติที่แล้วหลังจากเขาหนีออกไป ช่วงแรกยังพอหาโทรศัพท์สาธารณะโทรกลับบ้านได้บ้าง แต่พอขึ้นเรือไปแล้วก็ขาดการติดต่อยาว เรื่องนี้ทำเอาพ่อแม่ร้อนใจแทบตายจนถึงขั้นไปแจ้งความ ถานลี่หัวและจางซู่จือต่างก็เป็นพนักงานในรัฐวิสาหกิจ ในยุคสมัยที่เคร่งครัดเรื่องการวางแผนครอบครัว พวกเขาจึงมีลูกเพียงคนเดียวคือถานจิ่นเฉิง พอลูกคนเดียวในวัยกลางคนเกิดหายตัวไปกะทันหัน มีหรือที่คนเป็นพ่อแม่จะไม่ร้อนรน แต่ตอนนั้นถานจิ่นเฉิงไปลอยคออยู่กลางทะเลหลวงแล้ว จะติดต่อกลับมามันง่ายที่ไหนกันล่ะ แถมประสิทธิภาพการทำงานในยุคนี้ โดยเฉพาะในเมืองเล็กๆ ก็พอจะจินตนาการได้ หลังพยายามสืบหาผ่านความสัมพันธ์ต่างๆ อยู่นานหลายเดือน สองสามีภรรยาถึงได้รู้ว่าไอ้ลูกชายไม่ได้ความคนนี้หนีไปทำงานบนเรือเสียแล้ว! เรื่องนี้ทำเอาทั้งคู่โกรธจนแทบกระอักเลือด ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นใจ ดังนั้นสองสามีภรรยาจึงปรึกษากันว่า ในเมื่อนโยบายเริ่มผ่อนปรนและอายุของทั้งคู่ก็ยังไม่มากจนเกินไปนัก ก็ขอลองเสี่ยงดูสักตั้งว่าจะสามารถมีลูกอีกคนได้หรือไม่ ถานจิ่นเฉิงมีญาติคนหนึ่งที่คลอดลูกคนที่สองตอนอายุขึ้นเลขสี่ พ่อแม่ของเขาคงได้รับแรงบันดาลใจจากตรงนั้นถึงได้มีความคิดนี้ขึ้นมา ปีนี้จางซู่จืออายุครบ 40 ปีพอดี การตั้งครรภ์ในวัยนี้ถือว่าลำบากมาก หลังจากท้องได้สามเดือนเธอก็ไม่ได้ไปทำงานอีกเลยและพักผ่อนอยู่บ้านเป็นหลัก จะว่าไปแล้ว ความเอาแต่ใจของถานจิ่นเฉิงที่หนีไปขึ้นเรือครั้งนี้ ได้เปลี่ยนชะตาชีวิตของคนทั้งครอบครัวไปจริงๆ “แกหายเงียบไปอยู่บนเรือ พ่อกับแม่ไม่รู้เลยว่าแกจะกลับมาเมื่อไหร่ ก็เลยถือซะว่าไม่มีลูกอย่างแกแล้วตัดสินใจมีลูกใหม่เสียเลย” เมื่อเห็นจางซู่จือไม่พูดอะไร ถานลี่หัวก็กล่าวเสริมด้วยเสียงขรึม จริงๆ แล้วมันก็น่ากระดากอายอยู่บ้าง ลูกชายก็โตจนเกือบจะยี่สิบแล้ว หายไปปีเดียวกลับมาดันมีน้องเพิ่มมาให้อีกคน คนเป็นพ่อแม่เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้ ย่อมมีความขัดเขินอยู่ไม่น้อย “เป็นเรื่องดีสิครับ! แล้วตรวจดูหรือยังว่าเป็นน้องชายหรือน้องสาว?” ถานจิ่นเฉิงที่มีวิญญาณชายวัยกลางคนซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าวัยหนุ่มย่อมมองออกว่าพ่อแม่กำลังลำบากใจ “ยังจ้ะ แต่อีกไม่ถึงสองเดือนก็น่าจะคลอดแล้ว” จางซู่จือกล่าวอย่างเขินอาย “ผมว่าต้องเป็นน้องสาวแน่ๆ บ้านเราจะได้มีทั้งลูกชายลูกสาว เป็นคำว่า ‘ดี’ พอดีเลย” ถานจิ่นเฉิงกล่าวเสริมต่อ “ถ้าอย่างนั้นช่วงนี้แม่ต้องพักผ่อนเยอะๆ นะครับ มีงานหนักอะไรในบ้านบอกผมได้เลย ผมจัดการเอง” “หายไปปีกว่าๆ ก็ไม่เสียเปล่าแฮะ รู้จักเป็นห่วงคนอื่นกับเขาด้วย เอาละ เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ ไปเก็บของแล้วเตรียมตัวกินข้าว” “ได้ครับ ผมขอไปอาบน้ำก่อนนะ คิดถึงฝีมือทำกับข้าวของแม่ที่สุดเลย” เมื่อเห็นพ่อแม่ทำตัวไม่ถูก ถานจิ่นเฉิงก็ไม่คิดจะจี้จุดต่อ ขืนพูดต่อไป มีหวัง ‘เซเว่นวูล์ฟส์’ ได้ออกมาเริงระบำอีกรอบแน่ อ้อ จริงด้วย ยุคนี้เซเว่นวูล์ฟส์ถือเป็นของเกรดพรีเมียม พ่อคงไม่กล้าใช้ฟาดสุ่มสี่สุ่มห้าหรอกมั้ง เมื่อเห็นลูกชายเดินออกไป สองสามีภรรยาก็สบตากันพลางถอนหายใจอย่างโล่งอก ถานลี่หัวลุกขึ้นบอกจางซู่จือว่า “คุณไปนั่งพักเถอะ เดี๋ยวผมไปยกกับข้าวเอง” พอถานจิ่นเฉิงออกมาจากห้องน้ำ บนโต๊ะก็ถูกจัดวางด้วยอาหารสี่อย่างซุปหนึ่งอย่าง: แกงจืดลูกชิ้นหมูใส่ผักกาดเขียว, ลูกชิ้นแป้งมันเทศผัดหมู, ปลาจิลิเบรสน้ำแดง, ไก่ตุ๋นเกาลัด และหมูเส้นผัดถั่วแระญี่ปุ่น ทั้งหมดเป็นอาหารพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์ของอี๋เฉิงอย่างเต็มเปี่ยม ว่ากันว่าการต้อนรับแขกที่ยอดเยี่ยมที่สุดของชาวอี๋เฉิงคือการทำเมนูลูกชิ้นแป้งมันเทศผัดหมู ไม่นึกเลยว่ามื้อแรกที่เขากลับถึงบ้านจะได้ทานเมนูนี้ ทั้งลูกชิ้นแป้งมันเทศผัดหมูและไก่ตุ๋นเกาลัด สองเมนูนี้ทำยากและต้องใช้เวลามาก โดยเฉพาะลูกชิ้นแป้งมันเทศผัดหมูที่ต้องควบคุมไฟให้ดีเป็นพิเศษ ถ้าเวลาสั้นไปแป้งก็จะไม่สุก กินไม่ได้ แต่ถ้าใช้เวลานานไปก้นหม้อก็จะไหม้ ในฐานะคนอี๋เฉิงแท้ๆ แม้จะไม่มีประสบการณ์ทำงานในครัวเรือสำราญ ถานจิ่นเฉิงก็มองปราดเดียวออกว่าลูกชิ้นแป้งมันเทศจานนี้ใช้ไฟได้พอดิบพอดีอย่างยิ่ง แม่กำลังท้องแก่ การลงครัวทำจานนี้คงลำบากไม่น้อย และพ่อก็คงช่วยไปมากทีเดียว นี่คงเป็นเหตุผลที่พ่อกลับมาอยู่บ้านในเวลานี้สินะ ความรักที่พ่อแม่มีต่อเขายังคงอยู่เสมอ อาหารสี่อย่างที่ดูเรียบง่าย คือความรักอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่พ่อแม่เตรียมไว้เพื่อต้อนรับลูกผู้พลัดพรากที่เพิ่งกลับคืนรัง ถานจิ่นเฉิงจ้องมองอาหารบนโต๊ะนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อจางซู่จือสังเกตเห็นความผิดปกติและกำลังจะอ้าปากถาม ถานจิ่นเฉิงก็ชิงพูดขึ้นก่อน เขาทิ้งท่าทางยียวนกวนประสาทตอนแรกที่มาถึงบ้าน และพูดกับพ่อแม่ด้วยน้ำเสียงที่จริงจังอย่างยิ่งว่า “พ่อครับ แม่ครับ ผมขอโทษนะครับที่ทำให้ต้องเป็นห่วง” คำขอโทษนี้ ไม่เพียงแต่เพื่อความเอาแต่ใจในชาตินี้เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความรู้สึกผิดต่อชาติก่อนที่เขามัวแต่ยุ่งกับการทำธุรกิจจนละเลยพ่อแม่และครอบครัวไป คำขอโทษที่จู่ๆ ก็พรั่งพรูออกมา ทำเอาสองสามีภรรยาตระกูลถานถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ภาพตรงหน้าคือลูกชายที่ร่างกายกำยำขึ้น ผิวคล้ำขึ้น แตกต่างจากลูกชายที่หนีออกจากบ้านไปเมื่อปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ประหลาดใจที่สุด คือลูกชายดูจะเปลี่ยนไปจากเดิม เขามีวุฒิภาวะขึ้นอย่างรวดเร็ว ในหลายๆ ครั้ง พ่อแม่คือคนที่เข้าใจลูกที่สุด ถานจิ่นเฉิงอาจจะหลอกคนนอกได้ แต่สำหรับพ่อแม่ที่นี่ ไม่ต้องมีคำพูดมากมาย เพียงแค่ความรู้สึกก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ถานลี่หัวก็เอ่ยขึ้นว่า “เอาละ กลับมาก็ดีแล้ว กินข้าวก่อนเถอะ เดี๋ยวค่อยมาคุยเรื่องอนาคตต่อว่าแกจะเอายังไงต่อไป”
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
AVAV