ตอนที่ 3
การลาออก
2,178 คำ~11 นาที
แม้จะตั้งใจว่าจะลาออก แต่ฉู่หมิงเฉิงก็ยังคงตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ในวันนี้
เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลาเลิกงานแล้ว เขาก็หยิบแผนงานที่อุตส่าห์ทำล่วงเวลาเมื่อคืนเดินเข้าไปหาบอสเฉินที่กำลังนั่งดูหนังอย่างเพลิดเพลินอยู่ในห้องทำงาน
"บอสเฉินครับ นี่คือแผนงานที่บอสมอบหมายให้ผมเมื่อวานครับ"
บอสเฉินรับไปแบบส่งๆ พลิกดูผ่านตาไม่กี่วินาทีก็โยนกลับมาให้ "แผนงานนี้ยังใช้ไม่ได้ ไปแก้มาใหม่"
"รับทราบครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะแก้ให้"
เขาพลิกดูแค่แวบเดียวเนี่ยนะ? แล้วยังจะให้แก้เพิ่มอีก?
ทั้งวันบอสไม่เห็นจะพูดถึงแผนงานนี้สักคำ แถมยังดูไม่รีบเลยสักนิด!
แต่พอนึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้ตนเองจะยื่นใบลาออกแล้ว ฉู่หมิงเฉิงจึงสะกดกลั้นอารมณ์อยากสวนกลับเอาไว้ แล้วหยิบแผนงานเตรียมจะเดินออกจากห้อง
ทว่าบอสเฉินที่ได้ยินคำว่า 'พรุ่งนี้' กลับไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ "เฮ้ยๆๆ พรุ่งนี้ไม่ได้นะ คืนนี้แกต้องอยู่ทำโอที ลูกค้ารีบ!"
ตอนนี้ฉู่หมิงเฉิงมีทางเลือกที่ดีกว่าแล้ว เขาจึงส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน "คืนนี้ผมมีธุระครับ ทำโอทีให้ไม่ได้จริงๆ"
พอโดนปฏิเสธ บอสเฉินก็ดีดตัวลุกขึ้นนั่งตัวตรงแล้วเริ่มพ่นวาทกรรมเดิมๆ ออกมา "อาเฉิง ทำไมแกถึงเป็นคนไม่มีจิตสำนึกแบบนี้! คุณหม่าเยวี่ยเคยบอกไว้ว่า 'ระบบทำงาน 996 คือพรลาภ' แกควรจะรู้จักขอบคุณที่ได้รับโอกาสนี้นะ!"
996 คือพรลาภงั้นเหรอ?
นั่นมันก็แค่วาทกรรมล้างสมองของพวกนายทุนขี้ขูดรีดชัดๆ!
ฉู่หมิงเฉิงหัวเราะหยันในใจ ต่อให้ 996 จะเป็นพรลาภจริงๆ แต่มันก็ต้องมาพร้อมกับค่าโอทีด้วยสิโว้ย!
"ตามกฎหมายแรงงาน การทำงานเกิน 8 ชั่วโมงถือเป็นเวลาล่วงเวลา และค่าจ้างต้องไม่น้อยกว่า 150% ของอัตราปกติ ผมไม่เกี่ยงหรอกนะถ้าจะให้ทำโอที แต่บอสต้องจ่ายค่าตอบแทนมาให้ครบด้วย"
"ไม่ต้องมาพ่นเรื่องโอกาสในการเรียนรู้อะไรนั่นหรอกครับ ผมมาที่นี่เพื่อหาเงิน ไม่ได้มาฟังอุดมการณ์เพ้อเจ้อของใคร"
"อีกอย่าง พรุ่งนี้ผมทำงานเป็นวันสุดท้ายแล้วจำไว้ด้วยนะว่าวันที่สิบเดือนหน้าช่วยโอนเงินเดือนเข้าบัญชีผมให้ครบ ไม่งั้นเราไปเจอกันที่กรมแรงงานได้เลย"
จะให้มานั่งเถียงหาเหตุผลอะไรตอนนี้?
ฉู่หมิงเฉิงหมดความสนใจไปนานแล้ว เดิมทีเขาตั้งใจจะจากกันด้วยดีแท้ๆ แต่ในเมื่อบอสเฉินยังหาเรื่องกดขี่ให้เขาอยู่ทำโอทีไม่เลิกแบบนี้ ก็ถือว่าหาเรื่องใส่ตัวเองแล้วกัน
"แก..." บอสเฉินถึงกับใบ้กินไปชั่วขณะ พอตั้งสติได้หน้าเขาก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำด้วยโทสะ "นี่แกจะลาออกด้วยเหรอ?"
"บริษัทมีกฎว่าต้องยื่นลาออกล่วงหน้าหนึ่งเดือนนะเว้ย แกจะปุ๊บปั๊บลาออกตามใจตัวเองไม่ได้ ไม่งั้นฉันจะถือว่าแกขาดงาน!"
ฉู่หมิงเฉิงหัวเราะหึๆ พลางส่ายหน้า "บริษัทของบอสไม่ได้เซ็นสัญญาจ้างงานด้วยซ้ำ แถมพนักงานส่วนใหญ่ก็ไม่มีสวัสดิการอย่างประกันสังคมหรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ถ้าจะให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาจริงๆ คนที่เดือดร้อนน่ะคือบอส ไม่ใช่ผม"
เมื่อเห็นว่าขู่ไม่สำเร็จ เฉินเจี๋ยก็หรี่ตาลงแล้วเอ่ยเสียงเข้มข่มขู่ "ฉันจำได้ว่าแกเป็นคนแถวนี้ใช่ไหม? ไม่กลัวหรือไงว่าถ้าทำแบบนี้แล้วแกจะหา งานทำในย่านนี้ไม่ได้อีก?"
"นั่นไม่ใช่เรื่องที่บอสต้องเป็นห่วงครับ ตอนแรกผมกะว่าจะทำถึงพรุ่งนี้เพื่อให้เรื่องมันจบลงด้วยดี แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว... พรุ่งนี้ผมคงไม่มาแล้วล่ะ งั้นบอสช่วยโอนเงินค่าจ้างของ 29 วันที่ผมทำงานมาเข้าบัญชีผมภายในวันพรุ่งนี้เลยแล้วกันนะครับ"
พูดจบ ฉู่หมิงเฉิงก็เมินสีหน้าบูดบึ้งของเฉินเจี๋ย เดินกลับไปที่โต๊ะ เก็บข้าวของส่วนตัวแล้วเดินออกจากออฟฟิศไปทันที
เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ เพื่อนที่นั่งโต๊ะข้างๆ อยากจะเอ่ยปากถาม แต่พอเห็นหน้าบอสเฉินที่มืดครึ้มราวกับพายุเข้าก็พากันหุบปากเงียบและรีบถอยฉากออกมา...
...
หลังจากก้าวพ้นจากบริษัท ฉู่หมิงเฉิงก็รู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก
การลาออกนี่มันรู้สึกดีชะมัด! เขาไม่ต้องกังวลเรื่องหางานใหม่ด้วยซ้ำ ติดอยู่แค่อย่างเดียวคือจะอธิบายกับที่บ้านยังไงดี เห็นทีคงต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับไปก่อน
ถ้าจนปัญญาจริงๆ ก็แค่ย้ายออกไปอยู่ที่อื่น แล้วหลอกพวกท่านว่าได้งานดีๆ ในเมืองอื่นแทน
พอกลับถึงหอพัก ฉู่หมิงเฉิงก็โทรหาเจ้าของห้องเพื่อขอยกเลิกสัญญาเช่า
เขาเริ่มเช่าห้องนี้ตั้งแต่วันที่สามของเดือน ซึ่งตอนนี้ก็ใกล้จะถึงกำหนดอีกรอบแล้ว เขาเลยไม่ได้รู้สึกว่าขาดทุนอะไร
เขาได้เงินมัดจำคืนมาหนึ่งพันหยวน หลังจากหักค่าค่าน้ำค่าไฟของเดือนนี้แล้ว ก็เหลือเงินกลับมา 854 หยวน สาเหตุหลักๆ ก็เพราะช่วงนี้อากาศร้อนจัด เขาเปิดแอร์บ่อยจนค่าไฟพุ่งสูงไปหน่อย
คืนนั้น ฉู่หมิงเฉิงขนข้าวของทั้งหมดขึ้นรถมุ่งหน้ากลับไปยังบ้านเกิด เพื่อเตรียมใช้เวลาพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาววันชาติที่นั่น
ไม่ว่าเขาจะต้องย้ายไปที่อื่นหรือไม่ เขาก็คงไม่ไปไหนในช่วงวันหยุดยาววันชาตินี้แน่ๆ
ป่านนี้ตั๋วรถไฟความเร็วสูงกับตั๋วเครื่องบินคงถูกจองจนเกลี้ยงแล้ว ส่วนถ้าจะขับรถไปเองก็มีหวังได้ไปติดแหง็กอยู่บนทางหลวงแสนติดหนึบแน่นอน สู้รอให้ผ่านช่วงเทศกาลไปก่อนน่าจะดีกว่า
บ้านเก่าของครอบครัวฉู่หมิงเฉิงตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางเขา หลังบ้านมีทางเดินกว้างประมาณยี่สิบกว่าเมตรที่พอจะให้รถวิ่งผ่านได้
สุดทางเดินฝั่งนั้นคือถนนขึ้นเขา เขาจึงย้ายของเข้าบ้านได้โดยไม่ต้องขับผ่านหน้าบ้านเพื่อนบ้านให้เป็นที่สังเกต แต่สามารถถอยรถเข้าไปจอดในสวนหลังบ้านได้เลย
บนเกาะแห่งนี้แทบจะไม่เหลือคนหนุ่มสาวอยู่อาศัยแล้ว ส่วนมากก็พากันออกไปแสวงโชคในเมืองใหญ่กันหมด เพราะอยู่ที่นี่ก็มองไม่เห็นอนาคตทางการเงินที่สดใสเท่าไหร่นัก
ดังนั้น คนที่ยังอยู่อาศัยจึงมีแต่คนแก่เฒ่า พ่อของเขาน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ฉู่หมิงเฉิงกลัวพวก 'ป้าข้างบ้าน' แถวนี้เป็นที่สุด ถ้าลองได้เจอเข้าสักคนล่ะก็ เป็นอันต้องโดนล็อกตัวรัวคำถามใส่ไม่หยุดแน่ๆ
แต่อย่าคิดว่าพวกป้าเขาอยากจะคุยกับคุณจริงๆ เชียวล่ะ
ที่จริงก็แค่อยากจะมาอวดลูกหลานตัวเองที่ไปได้ดีในเมือง เพื่อเอามาเปรียบเทียบกับคุณต่างหาก พอพวกป้าเขาได้เหยียดคุณจนจมดินแล้ว พวกเขาก็จะรู้สึกอิ่มเอมใจขึ้นมาทันที
ยิ่งฉู่หมิงเฉิงอายุใกล้จะสามสิบแล้วแต่ยังไม่แต่งงานด้วยแล้วล่ะก็ เขาคือ 'เหยื่ออันโอชะ' ชั้นดีที่พวกป้าๆ ชอบเอาไปนินทาเลยล่ะ
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาหยิบกุญแจออกมาเปิดประตู แล้วเริ่มขนย้ายสัมภาระเข้าไปข้างใน
ตัวบ้านอาจจะดูเก่าจากภายนอก แต่ข้างในเพิ่งรีโนเวทใหม่ไปเมื่อปีก่อนนี่เอง
นอกจากนี้ เขากับครอบครัวมักจะกลับมาพักผ่อนที่นี่สั้นๆ อยู่บ่อยครั้ง ภายในบ้านจึงสะอาดสะอ้าน ไม่ได้รกร้าง
บ้านเก่าหลังนี้มีสองชั้น เมื่อเดินเข้าจากประตูหลังจะเจอโถงทางเดินที่ยาวตรงไปจนถึงห้องนั่งเล่นหน้าบ้าน ทางซ้ายมือเป็นห้องครัวขนาดใหญ่ ส่วนใต้บันไดทางขวาที่นำขึ้นไปชั้นบนนั้นมีห้องน้ำอยู่หนึ่งห้อง
เมื่อเดินตามโถงทางเดินไปจนสุดก็จะพบกับห้องนั่งเล่น ซึ่งเป็นจุดที่พวกเขาใช้รับประทานอาหารกันเป็นประจำ
ติดกับห้องนั่งเล่นคือห้องที่เคยเป็นห้องนอนของปู่กับย่า แต่หลังจากท่านทั้งสองเสียชีวิตไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ห้องนี้ก็ถูกเปลี่ยนเป็นห้องเก็บของที่อัดแน่นไปด้วยข้าวของสารพัดอย่าง
เมื่อเดินออกจากห้องนั่งเล่นไปด้านหน้าจะเป็นสวนหน้าบ้านที่กว้างขวางไม่ใช่น้อย พื้นที่เกือบเท่าตัวบ้านเลยทีเดียว ประมาณเจ็ดสิบถึงแปดสิบตารางเมตรได้
ทางฝั่งซ้ายของสวนมีบ่อน้ำและลานซักล้าง
ฉู่หมิงเฉิงขนกระเป๋าขึ้นไปยังชั้นสอง ซึ่งเลย์เอาต์เรียบง่ายมาก มีเพียงสองห้องนอนและหนึ่งห้องน้ำ
เดิมทีชั้นบนมีสามห้องนอน แต่ห้องที่อยู่ติดกับห้องน้ำนั้นเล็กมาก แค่วางเตียงขนาด 1.2 เมตรก็แทบไม่เหลือที่ว่างแล้ว ซึ่งนั่นคือห้องนอนสมัยเขายังเด็ก
ตอนนี้ไม่มีใครนอนห้องนั้นแล้ว ตอนรีโนเวทพ่อเลยสั่งทุบพนังทิ้ง แล้วทำเป็นห้องอาบน้ำขนาดใหญ่ที่มีทั้งฝักบัวและอ่างอาบน้ำให้ครบชุด
ส่วนห้องของฉู่หมิงเฉิงน่ะเหรอ แน่นอนว่าต้องไม่ใช่หนึ่งในสองห้องนอนใหญ่ด้านหน้า เขาขนสัมภาระเข้าไปไว้ใน 'ห้องใต้หลังคา' เล็กๆ แทน
เขาเป็นคนชอบความเงียบเวลาหลับ เสียงดังนิดๆ หน่อยๆ ก็รบกวนการพักผ่อนของเขาแล้ว
เมื่อก่อนเขานอนห้องนอนใหญ่ฝั่งหน้าบ้าน แต่พวกยายแก่ในละแวกนั้นพอยิ่งอายุเยอะก็ยิ่งนอนน้อย ชอบมาจับกลุ่มเม้าท์มอยกันแต่เช้าตรู่หน้าบ้าน...
เสียงเซ็งแซ่อย่างกับพระถังซัมจั๋งสวดมนต์ก็ไม่ปาน พอนอนหลับไม่เต็มอิ่ม อารมณ์ของฉู่หมิงเฉิงก็เริ่มฉุนเฉียวขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเลยไม่มีทางเลือก ตอนรีโนเวทเขาเลยสั่งทำห้องใต้หลังคาที่เงียบสงบขึ้นมา ซึ่งช่วยแก้ปัญหาได้เป็นปลิดทิ้ง
ในห้องใต้หลังคานี้ เพียงแค่เขาปิดม่านและประตูนอน เขาก็สามารถหลับลึกได้จนถึงบ่ายวันรุ่งขึ้นจนลืมไปเลยว่าโลกใบนี้เช้าแล้ว คุณภาพการนอนดีเยี่ยมสุดๆ
เมื่อเข้ามาในห้อง ฉู่หมิงเฉิงก็หยิบผ้าห่มและเสื่อที่ตากแดดจนหอมกรุ่นออกมาปูที่นอน เอาเป็นว่าคืนนี้ขอนอนแบบง่ายๆ ไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยเอาไปตากอีกรอบ
เขาเก็บเสื้อผ้าเข้าตู้ วางโน้ตบุ๊กไว้บนโต๊ะทำงาน ส่วนข้าวของอื่นๆ ค่อยตื่นมาจัดพรุ่งนี้
หลังจากอาบน้ำเสร็จและล้มตัวลงนอน ฉู่หมิงเฉิงก็นั่งคำนวณเงินเก็บที่มีอยู่ในตอนนี้
เมื่อวานหาได้ 1,580 หยวน วันนี้ได้เงินมัดจำคืนมาอีก 854 หยวน รวมๆ แล้วตอนนี้เขามีเงินติดตัวอยู่สองหมื่นสามพันหยวนนิดๆ
เขาเดาว่าบอสเฉินคงไม่กล้าเบี้ยวค่าจ้างหรอก ดังนั้นพอบวกกับเงินอีกหกพันเจ็ดร้อยหยวนที่จะเข้าในวันที่สิบ เขาก็จะมีเงินรวมเกือบสามหมื่นหยวน
เงินจำนวนนี้พอประทังชีวิตไปได้สักพัก และเขาหวังว่า 'นิ้วทองคำ' จะช่วยรับประกันว่าเขาจะไม่ต้องอดตาย
ส่วนเรื่องอนาคต เขาไม่กังวลเรื่องการหาเงินเลยสักนิด
แค่ลำพังการอัปเกรดระดับปลาธรรมดาๆ ที่หาได้ง่ายทั่วไปให้มีคุณภาพสูงขึ้น เขาก็คงสามารถรักษามาตรฐานความเป็นอยู่ให้สุขสบายไปได้ตลอดแล้ว
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน