ตอนที่ 2
ก้มหน้าก้มตาเก็บเงิน
2,103 คำ~11 นาที
ฉู่หมิงเฉิงเดาว่าไต้ฝุ่นที่พัดผ่านน่านน้ำแถวนี้เมื่อตอนกลางวันและเปลี่ยนทิศไปทางเหนือน่าจะเป็นตัวการพัดกุ้งโคลนพวกนี้ขึ้นมาบนฝั่ง
เขาลองสอบถามพ่อค้าปลาที่มารับซื้อดูแล้ว พวกนั้นจะเลือกเอาเฉพาะตัวที่ยาวเกินสิบสองเซนติเมตรและต้องเนื้อแน่นเท่านั้น
ราคารับซื้อกุ้งที่มีขนาดเกิน 12 เซนติเมตรอยู่ที่ตัวละ 12 หยวน ส่วนกุ้งไข่ที่มีขนาดเกิน 20 เซนติเมตรนั้นราคาค่อนข้างสูง โดยขายกันที่จินละ 40 หยวน
ราคานี้ถือว่ากดกันเกินไปหน่อย เกือบจะถูกกว่าราคาขายปลีกในตลาดถึงครึ่งหนึ่ง แต่ในสถานการณ์พิเศษแบบนี้ การโดนกดราคาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ตอนแรกฉู่หมิงเฉิงกะจะโทรศัพท์บอกที่บ้านและเพื่อนฝูงให้มาช่วยกันเก็บ แต่น่าเสียดายที่มันดึกมากแล้ว พ่อกับแม่ของเขาคงหลับไปแล้ว ส่วนเพื่อนสนิทก็มีดีลธุรกิจสำคัญในคืนนี้พอดี จึงมาไม่ได้
ในเมื่อเป็นอย่างนั้น เขาก็คงต้องก้มหน้าก้มตาเก็บเงินนี้ด้วยตัวเองคนเดียวแล้วล่ะ!
คิดได้ดังนั้น เขาก็รีบคัดกุ้งโคลนตัวเป็นๆ ที่ขนาดได้มาตรฐานโยนใส่ถัง พร้อมกับแยกขนาดพวกมันไว้คร่าวๆ
เพียงชั่วโมงเดียว ถังทั้งสองใบของเขาก็เต็มปรี่
เขาตัดสินใจเอาของพวกนี้ไปขายก่อน กุ้งไข่นั้นหาตัวได้ยากมาก หลังจากเดินเก็บมาครึ่งชั่วโมง เขาเพิ่งจะเจอตัวที่ยาวเกิน 20 เซนติเมตรแค่สามตัวเท่านั้น เลยยังไม่ได้ขายพวกมันไป
ส่วนกุ้งโคลนอีกสองถังที่มีน้ำหนักรวม 47 จิน ขายได้เงินมา 564 หยวน ซึ่งถูกโอนเข้าแอปฯ ในโทรศัพท์มือถือของเขาโดยตรง
นี่เขาเพิ่งหาเงินได้เท่ากับค่าจ้างสองวันครึ่งภายในเวลาแค่ชั่วโมงเดียวเองเหรอเนี่ย?
อารมณ์ขุ่นมัวในใจของฉู่หมิงเฉิงมลายหายไปเป็นปลิดทิ้งทันที วิธีคลายเครียดที่ดีที่สุดก็คือการก้มหน้าก้มตาเก็บเงินนี่แหละ!
แผงหน้าต่างข้อมูลของกุ้งโคลนในหัวของเขาก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
[กุ้งโคลน หรือที่รู้จักในชื่อ กุ้งกั้ง (เลเวล 11)]
[ค่าประสบการณ์ปัจจุบัน: 48/120]
[ขนาด +11%]
[ความอร่อย +11%]
[โอกาสการจับสำเร็จ +11%]
เลเวล 11 แล้วเหรอเนี่ย ง่ายขนาดนี้เลย?
ฉู่หมิงเฉิงถึงกับอึ้ง เลเวลเขามันขึ้นเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?
พอลองคำนวณค่าประสบการณ์ดู เขาก็พบว่าแต่ละเลเวลจะใช้ค่าประสบการณ์เพิ่มขึ้นทีละ 10 แต้ม ซึ่งหมายความว่าการจะขึ้นถึงเลเวล 10 ต้องใช้กุ้งโคลนเพียง 550 ตัวเท่านั้น
ตอนนี้เขาอยู่ที่เลเวล 11 พร้อมค่าประสบการณ์ 48 แต้ม แสดงว่าในหนึ่งชั่วโมงเขาจับกุ้งไปทั้งหมด 708 ตัว เฉลี่ยแล้วตกจินละประมาณ 15 ตัว
แต่น่าเสียดายที่ครั้งนี้เป็นกรณีพิเศษ ปกติแล้วสารานุกรมสัตว์น้ำจะปลดล็อกแค่มือเปล่ากับอุปกรณ์ตกปลาเท่านั้น การจะเพิ่มเลเวลจึงไม่ได้รวดเร็วขนาดนี้
ยิ่งไปกว่านั้น การจะอัปให้เต็มเลเวลต้องจับกุ้งโคลนมากกว่าหนึ่งหมื่นตัว ซึ่งถ้าไม่ใช้แหจับก็ต้องใช้เวลานานโขเลยทีเดียว
เมื่อพอจะเข้าใจรูปแบบการเพิ่มเลเวลของนิ้วทองคำแล้ว ฉู่หมิงเฉิงก็ก้มหน้าก้มตาเก็บเงินต่อไป
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเลเวลอัปหรือเปล่า แต่เขารู้สึกว่าตัวเองเจอตัวกุ้งโคลนขนาดใหญ่บ่อยกว่าเดิมมาก
ตามทฤษฎีแล้ว ในเมื่อทุกคนเดินเก็บกันมาตั้งนาน กุ้งที่เหลืออยู่น่าจะเป็นตัวเล็กๆ มากกว่า
เขาง่วนอยู่จนถึงประมาณตีสอง ซึ่งเป็นเวลาที่กุ้งโคลนตัวใหญ่ๆ ถูกเก็บไปจนเกือบเกลี้ยงหาดแล้ว
พวกตัวเล็กๆ ที่เหลืออยู่รวมถึงพวกที่เพิ่งตายไปนั้น ความจริงก็มีคนรับซื้อเหมือนกัน เพราะมีฟาร์มแถวชายฝั่งที่เอาพวกมันไปทำเป็นอาหารสัตว์
แต่พ่อค้าปลาพวกนี้ไม่ได้รับซื้อของพวกนั้น และฉู่หมิงเฉิงที่มาตั้งใจหาเงินก็ขี้เกียจเสียเวลาเก็บพวกมันแล้ว
ในช่วงเวลานี้ เขาขายของไปได้อีกสามถัง รวมน้ำหนัก 66 จิน ได้เงินมา 792 หยวน
เขายังจับกุ้งไข่ที่ยาวเกิน 20 เซนติเมตรได้ทั้งหมด 13 ตัว โดยแต่ละตัวมีน้ำหนักประมาณสี่เหลี่ยง
แต่น่าเสียดายที่กุ้งโคลนตัวใหญ่ได้แค่นี้ ถ้าเป็นกุ้งกั้งกระดานล่ะก็ ตัวที่ยาวเท่าแขนท่อนล่างถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งอาจจะมีน้ำหนักถึงแปดหรือเก้าเหลี่ยง หรือกระทั่งหนึ่งจินเลยด้วยซ้ำ
กุ้งทั้ง 13 ตัวที่เขาจับได้มีน้ำหนักรวม 5.6 จิน เมื่อคิดราคาจินละ 40 หยวน เขาจึงขายไปได้เงิน 224 หยวน
สรุปแล้ว หลังจากลงแรงไปหลายชั่วโมง เขากวาดเงินเข้ากระเป๋าไปได้ทั้งหมด 1,580 หยวนพอดีเป๊ะ ซึ่งเกือบจะเท่ากับเงินเดือนหนึ่งสัปดาห์ของเขาเลยทีเดียว
ส่วนกุ้งโคลนก็เลเวลอัปไปถึงระดับ 17 แล้ว โดยมีค่าประสบการณ์อยู่ที่ 168/180
เมื่อฉู่หมิงเฉิงเห็นดังนั้น เขาจึงคว้ากุ้งโคลนขึ้นมาอีกสิบสองตัวกะว่าจะปัดเศษให้เป็นเลขกลมๆ เพื่อให้เลเวลเลื่อนเป็น 18 ทว่าค่าประสบการณ์ของเขากลับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย กลายเป็นแค่ 169 เท่านั้น
เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?
ฉู่หมิงเฉิงงุนงง เขาตรวจดูความเรียบร้อยของกุ้งโคลนในถังแล้วก็พบว่ามีเพียงตัวเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนที่เหลือนั้นตายหมดแล้ว
พอเริ่มจะเข้าใจอะไรบางอย่าง เขาก็เทกุ้งโคลนในถังทิ้งทั้งหมดรวมตัวที่ยังเป็นอยู่ด้วย
เมื่อเห็นว่าค่าประสบการณ์ยังนิ่งอยู่ที่ 169 ไม่เปลี่ยนแปลง เขาก็เสียเวลาครู่ใหญ่เพื่อตามหาตัวที่ยังมีชีวิตอยู่ให้ครบสิบเอ็ดตัว
และเมื่อเห็นเลเวลพุ่งไปถึง 18 ได้สำเร็จ ในที่สุดฉู่หมิงเฉิงก็จับจุดการเลเวลอัปได้เสียที
พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องจับแบบเป็นๆ เท่านั้นถึงจะได้ค่าประสบการณ์ ส่วนไอ้พวกที่ตายน่ะไร้ค่า
และตอนนี้ กุ้งโคลนบนหาดน่าจะขึ้นมาเกยตื้นอยู่นานแล้ว ส่วนใหญ่เลยคอพับคออ่อนตายกันเกลี้ยง เขาต้องใช้เวลาตั้งหลายนาทีกว่าจะหาตัวเป็นๆ มาได้ครบสิบเอ็ดตัว โดยที่ไม่ได้สนขนาดของมันเลยด้วยซ้ำ
ถ้าดูจากประสิทธิภาพแค่นี้ ต่อให้เขาวิ่งกลับไปเอาพลั่วมาตักใส่กล่อง เขาก็ประเมินว่าเลเวลคงไม่ขึ้นไปกว่านี้เท่าไหร่แล้ว
นี่ก็ปาเข้าไปตีสองกว่าแล้ว ฉู่หมิงเฉิงที่หาเงินพันห้ามาได้แบบชิลๆ ก็เริ่มหมดความสนใจ เขาจึงตัดสินใจขับรถกลับหอพักในตัวเมืองทันที อาบน้ำอาบท่าแล้วรีบมุดเข้าผ้าห่มนอน
เขากลับถึงหอพักเกือบตีสี่ แต่งานเริ่มตอนแปดโมงเช้า
ทันทีที่เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ฉู่หมิงเฉิงก็ต้องต่อสู้ระหว่างความอยากนอนต่อกับค่าปรับที่ต้องโดนหักเงินหากไปสาย
แต่พอนึกถึงว่าทำไมเงินที่เขาหามาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายต้องโดนบอสเฉินริบไปแบบฟรีๆ เขาก็ดีดตัวลุกขึ้นนั่งทันที จากนั้นก็เดินตาปรือเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น
นับตั้งแต่ 'นิ้วทองคำ' ตื่นขึ้นเมื่อคืน ฉู่หมิงเฉิงก็เริ่มคิดเรื่องลาออก
แม้วิกฤตช่วงแรกของการหาเงินด้วยนิ้วทองคำอาจจะไม่ใช่งานง่ายนัก แต่ถ้าเลเวลของสัตว์ทะเลส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น ต่อให้มันไม่สามารถทำให้เขารวยล้นฟ้าได้ แต่มันก็ดีกว่าที่เป็นอยู่นี้แน่นอน
ที่สำคัญที่สุดคือความอิสระ ไม่ต้องมีใครมาคอยชี้นิ้วสั่งหัวโขนใส่เขา
แต่ถึงเขาจะลาออก เขาก็ไม่ยอมให้บอสเฉินหาข้ออ้างมาเอาเปรียบเขาได้หรอก
วันนี้วันที่ยี่สิบเก้ากันยายน และมะรืนนี้ก็จะเป็นวันหยุดยาววันชาติแล้ว ฉู่หมิงเฉิงวางแผนว่าจะยื่นลาออกหลังจากทำงานเสร็จในวันพรุ่งนี้
บริษัทเล็กๆ ที่เขาทำงานอยู่นี้ไม่มีสวัสดิการอย่าง 'ประกันสังคมห้าประเภทและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ' ด้วยซ้ำ เวลาลาออกก็แทบจะเดินออกไปได้เลย เงินเดือนของเขาก็จะเข้าบัญชีทุกวันที่สิบ บอสเฉินเองก็ไม่กล้าอมเงินหรอก
ก่อนหน้านี้มีพนักงานคนหนึ่งที่ผลงานไม่ค่อยดี บอสเฉินเลยบีบให้ออก พนักงานคนนั้นเขาก็ซื่อๆ ไม่ได้โวยวายอะไรที่โดนไล่ออก
แต่บอสเฉินกลับขี้เหนียวไม่ยอมจ่ายเงินเดือนให้ตามกำหนด นั่นแหละที่ทำให้คนซื่อๆ คนนั้นถึงกับฟิวส์ขาด
หลังจากคนนั้นไปเดินเรื่องที่กรมแรงงาน บริษัทก็โดนเปรียบเทียบปรับ แถมบอสเฉินยังต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มอีกเดือนหนึ่งด้วย
ตามกฎหมายแรงงาน ถ้าทำงานมามากกว่าหกเดือนแต่ไม่ถึงหนึ่งปี พนักงานมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเป็นเงินเดือนหนึ่งเดือน
แม้คนซื่อคนนั้นจะได้เงินเพิ่มมาหนึ่งเดือน แต่ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เขาก็หาพนักงานตำแหน่งเดิมไม่ได้อีกเลย
บริษัทของบอสเฉินไม่ได้ใหญ่อะไร แต่เส้นสายเขาน่ะไม่เบา พอข่าวแพร่ออกไป พนักงานคนนั้นก็โดนหลายบริษัทปฏิเสธจนสุดท้ายต้องระเห็จออกจากเมืองนี้ไปอย่างน่าเศร้า
นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ฉู่หมิงเฉิงพยายามเลี่ยงการปะทะกับบอสเฉินมาตลอด เพราะบ้านเกิดของเขาอยู่แถวนี้ และถ้าเขายังไม่อยากเปลี่ยนอาชีพ เขาก็ไม่กล้าเสี่ยงไปมีเรื่องกับบอสเฉินจริงๆ
ส่วนการเปลี่ยนบริษัทน่ะเหรอ... มันก็พอๆ กันหมดนั่นแหละ นอกจากว่าเขาจะยอมย้ายไปทำงานในเมืองใหญ่เพื่อหาบริษัทที่มีค่าโอที แม้เงินเดือนในเมืองใหญ่จะสูงกว่า แต่ค่าครองชีพก็สูงลิ่วตามไปด้วย พอนั่งคำนวณดูแล้วมันก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่
อีกอย่าง เขาทำงานที่บริษัทนี้มาสี่ปีแล้ว ต่อให้เขาจะทำงานตามเวลาปกติโดยไม่ทำโอที บอสเฉินก็คงไม่โง่พอที่จะไล่เขาออกหรอก
แต่ตัวฉู่หมิงเฉิงเองก็ไม่อยากจะทนทำงานในที่ที่อยู่แล้วไม่มีความสุขแบบนี้ต่อไป การลาออกเองจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
เขามาถึงออฟฟิศตอนแปดโมงเช้าพอดิบพอดี และบอสเฉินก็ยืนเสนอหน้าอยู่ที่ประตูทางเข้าพอดีเช่นกัน
เมื่อเห็นฉู่หมิงเฉิงตอกบัตรเข้างานได้ทันเวลา บอสเฉินก็ก้มมองนาฬิกาพร้อมกับแสยะยิ้มแล้วเอ่ยว่า "อาเฉิง วันนี้แกมาเกือบสายนะเนี่ย คราวหน้าคราวหลังหัดมาให้เร็วกว่านี้หน่อยล่ะ"
"ไม่ต้องห่วงครับบอส ไม่มีคราวหน้าแล้วล่ะ!" ฉู่หมิงเฉิงสวนกลับทันควัน แล้วเดินตรงไปที่โต๊ะทำงานของตัวเองทันที
บอสเฉินไม่ได้เอะใจถึงความนัยที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนั้น และเมื่อเห็นว่าได้เวลาแล้ว เขาก็สั่งให้พนักงานต้อนรับจดชื่อพวกที่มาหลังจากนี้ให้หมด เพื่อไปรายงานฝ่ายการเงินทีหลัง
จากนั้นเขาก็เดินเอ้อระเหยกลับเข้าห้องทำงาน ชงชา แล้วใช้ชีวิตแบบรักสุขภาพต่อไป
ส่วนไอ้แผนงาน 'ด่วนจี๋' เมื่อวานน่ะเหรอ... จู่ๆ บอสเขาก็ไม่รีบขึ้นมาเสียดื้อๆ ซะงั้น
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน