ตอนที่ 4

ไม่ต้องลำบากหรอก เดี๋ยวผมจัดการเอง!

1,749 คำ~9 นาที
หลังจากอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าตัวเองไม่เป็นอะไร พร้อมทั้งกระโดดโลดเต้นโชว์ให้เห็นกับตา ในที่สุดหวังเยว่หลิงก็ยอมวางใจและไปทำงานทั้งที่ยังมีเครื่องหมายคำถามเต็มหัว ฉินอี้มองส่งเธอเดินจากไป พลางฉายแวลแห่งความยินดีในดวงตา การดิ่งพสุธาจากความสูงสิบเมตรได้ผลจริงๆ วิวัฒนาการสำเร็จอีกครั้ง! [เซลล์ของท่านปรับตัวเข้ากับแรงกระแทกรุนแรงได้สำเร็จ ท่านได้รับทักษะติดตัว — ต้านทานแรงสั่นสะเทือน LV1] [กระดูกของท่านปรับตัวเข้ากับการถูกบดขยี้รุนแรงได้สำเร็จ ท่านได้รับทักษะติดตัว — กระดูกเหล็ก LV1] [ตรวจพบพรสวรรค์ติดตัวประเภทเดียวกัน ระบบทำการหลอมรวมทักษะ ต้านทานแรงสั่นสะเทือน และ กระดูกเหล็ก โดยอัตโนมัติ] [ท่านได้รับทักษะติดตัว — ทองแดงกำบัง กระดูกเหล็ก (ทองแดงกระดูกเหล็ก) LV1!] ทักษะติดตัวประเภทเดียวกันยังหลอมรวมกันได้ด้วยเหรอ? นี่ถือเป็นลาภลอยโดยแท้ ฉินอี้กำหมัดขวาแล้วลองชกเข้าที่หน้าท้องตัวเองดู ผลคือหมัดของเขารู้สึกเจ็บแปล็บเหมือนชกเข้ากับโลหะแข็งๆ ในขณะที่หน้าท้องกลับไม่เป็นอะไรเลย ไม่ต่างจากการถูกเกา พลังป้องกันเพิ่มขึ้นมหาศาล! เขาเดินกลับไปยังห้องเช่าของตน พลางเปิดแผงหน้าต่างสถานะส่วนบุคคลขึ้นมาดูไปด้วย [ชื่อ: ฉินอี้] [เผ่าพันธุ์: มนุษย์ระดับดาวเคราะห์ (3%)] [พละกำลัง: 4] [ร่างกาย: 10] [ความว่องไว: 4] [จิตวิญญาณ: 6] [พรสวรรค์: วิวัฒนาการเซลล์แบบปรับตัว] [ทักษะ: การแบ่งตัวของเซลล์เพื่อฟื้นฟู LV2, ความทนทานต่อความเจ็บปวด LV3, ทองแดงกระดูกเหล็ก LV1...] [ประเมินพลังรบ: หนังหนาหน้าทน ต่อให้นักสู้หนึ่งดาราลงมือสุดกำลังก็ฆ่าคุณไม่ได้ ไม่กลัวเจ็บ ฟื้นตัวไว ฉันขอเรียกคุณว่า แมลงสาบในร่างมนุษย์ผู้ฆ่าไม่ตาย!] “พละกำลังกับความว่องไวยังไม่กลับสู่ระดับคนปกติ แต่ค่าร่างกายเกือบจะเท่ากับพวกนักสู้สองดาราแล้ว” ฉินอี้พยักหน้าเล็กน้อย สายตาจดจ้องไปที่แถบเผ่าพันธุ์ ตัวเลขในวงเล็บของมนุษย์ระดับดาวเคราะห์ดูเหมือนจะเป็นระดับวิวัฒนาการ ตอนแรกมันไม่ได้แสดงผล ต่อมากลายเป็น 2% และตอนนี้คือ 3% ถ้าถึงหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่อไหร่ เขาจะวิวัฒนาการเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งกว่าเดิมใช่ไหม? เขาเองก็ไม่รู้ ตอนนี้มีสิ่งที่ไม่ชัดเจนมากเกินไป คงต้องค่อยๆ ก้าวไปทีละขั้น เมื่อกลับมาถึงห้องเช่าซอมซ่อ ฉินอี้ก็แทะโซฟาหนังเข้าไปอีกสองคำเพื่อประทังหิว พลางขบคิดว่าจะวิวัฒนาการอย่างไรต่อไป เขาหยิบโทรศัพท์มือถือมาจากโต๊ะหัวเตียง ตั้งใจจะลองค้นหาวิธีเพิ่มความแข็งแกร่ง (หาเรื่องตาย) แบบอื่นๆ แต่แล้วก็สังเกตเห็นข้อความที่มีคนส่งมาให้แต่เช้ามืด [ผู้ส่ง: เฉินซวน] เมื่อเห็นชื่อนี้ หัวใจของฉินอี้ก็สั่นไหว เกิดความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูกขึ้นมา เฉินซวนคนนี้คือพี่น้องที่ดีที่สุดของเขา ทั้งคู่เป็นเด็กกำพร้า เติบโตมาด้วยกันในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าอวี๋หาง คอยช่วยเหลือพึ่งพากันและกันในยามยากลำบาก หลังจากรู้ว่าฉินอี้เป็นมะเร็ง เฉินซวนก็พยายามยืมเงินไปทั่วจนแบกหนี้สินนับแสนแทนเขา [เฉินซวน: พี่อี้ อย่าเพิ่งร้อนใจไปนะ ห้ามยอมแพ้เด็ดขาด ตอนนี้ผมเป็นนักสู้ฝึกหัดแล้ว ผมจะหาวิธีรักษาพี่ให้ได้แน่นอน] เมื่อเห็นข้อความทั้งสองนี้ ฉินอี้รู้สึกหนักอึ้งในอกจนพูดไม่ออกครู่หนึ่ง แม้เขาจะเป็นผู้ทะลุมิติมา แต่เขาก็ได้รับความทรงจำทั้งหมดของร่างเดิมมาด้วย รวมถึงพันธะกรรมต่างๆ ทำให้เขารู้สึกร่วมไปกับสิ่งที่เจ้าของร่างเดิมได้รับ เขารู้ดีว่าพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ของเฉินซวนดีกว่าเขามาก อย่างน้อยก็น่าจะกลายเป็นนักสู้อย่างเป็นทางการได้ไม่ยาก แต่เพื่อหาเงินมารักษาเขา เฉินซวนกลับยอมทิ้งช่วงเวลาทองในการฝึกฝนไป ฉินอี้ถอนหายใจยาว ก่อนจะรีบพิมพ์ตอบกลับไปว่า: ‘โรคของฉันมีทางแก้แล้ว นายตั้งใจฝึกฝนไปเถอะไม่ต้องเป็นห่วง’ หลังจากส่งข้อความไป เขาเอรออยู่สองสามนาทีแต่ก็ไม่มีการตอบกลับจากเฉินซวน คงกำลังยุ่งกับการฝึกอยู่ล่ะมั้ง? ฉินอี้เกาหัว เขารู้สึกว่าควรจะหาวิธีหาเงินก่อนเพื่อล้างหนี้ของตัวเองกับเฉินซวน และเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีอาหารเพียงพอ เพราะการวิวัฒนาการแบบปรับตัวนั้นก็ต้องการพลังงานจากการกินเพื่อดำเนินการเช่นกัน ‘พรสวรรค์ของฉัน จะหาเงินยังไงให้เร็วที่สุดนะ?’ ฉินอี้จมลงสู่ห้วงความคิด ทว่าคิดได้ไม่นาน เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเขา เวลานี้ ใครจะมาหาเขากัน? ฉินอี้ขมวดคิ้ว... ... ... ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่สกปรกและกลิ่นเหม็นอับ อู๋จื้อหมิงยืนอยู่หน้าประตูไม้ด้วยสีหน้าขยะแขยง ระหว่างที่รอเจ้าของห้องเปิดประตู เขาก็บ่นกับคนข้างๆ ว่า “งานห่วยๆ แบบนี้ ทำไมต้องเลือกฉันมาด้วยนะ?” “ฉันน่ะเป็นถึงนักสู้สองดารานะ แค่คนธรรมดาที่ป่วยใกล้ตายคนเดียว ถึงกับต้องเรียกฉันมาเชียวเหรอ?” ข้างกายอู๋จื้อหมิง มีชายหนุ่มในชุดกาวน์สีขาวถือกระเป๋าเดินทางใบนึง เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ส่ายหัวเบาๆ กฎของสมาคมเทพต่างภพคือต้องรอบคอบไว้ก่อน แม้จะเป็นการทวงหนี้คนธรรมดา ก็ต้องมีนักสู้กุมบังเหียนนำทีมมาด้วยเสมอ ใช่แล้ว ทั้งสองคนนี้มาเพื่อทวงหนี้ ก่อนหน้านี้ในโทรศัพท์ คนของสมาคมเทพต่างภพได้แจ้งฉินอี้ไว้แล้ว ให้เตรียมตัวต้อนรับพนักงานทวงหนี้ แอ๊ด— ประตูไม้ค่อยๆ เปิดออก ฉินอี้เดินออกมา เมื่อเห็นอู๋จื้อหมิงและหมอหนุ่ม เขายังไม่ทันได้อ้าปากพูด อู๋จื้อหมิงก็โบกมืออย่างรำคาญ พลางมองเหยียดฉินอี้จากมุมสูงแล้วหัวเราะเบาๆ “พวกเรามาทวงหนี้ แกติดหนี้สมาคมเทพต่างภพอยู่ห้าแสนแล้วยังไม่คืน วันนี้ถึงเวลาต้องใช้หนี้แล้ว” “แน่นอน พวกเรารู้ว่าแกไม่มีเงิน เพราะงั้น... แกสามารถเลือกจ่ายหนี้ในรูปแบบอื่นได้” พูดจบ อู๋จื้อหมิงก็ส่งสายตาให้หมอหนุ่ม หมอหนุ่มเข้าใจทันที เขาเปิดกระเป๋าเดินทางออก ไอเย็นสายหนึ่งพวยพุ่งออกมา เผยให้เห็นมีดผ่าตัดสามเล่มเรียงรายอยู่อย่างเงาวับ “เซลล์มะเร็งของแกยังไม่ลามไปถึงไต ไตสองข้างแลกกับเงินห้าแสน ถือว่ายุติธรรมแล้ว” หมอหนุ่มสวมถุงมือพลาสติกโดยไม่สนใจว่าฉินอี้จะตกลงหรือไม่ เขาหยิบมีดผ่าตัดเดินเข้าไปในห้อง พลางชี้ไปที่เตียงของฉินอี้ “ผ่าที่นี่แหละ ดูสะอาดดี” “...” ฉินอี้นิ่งเงียบ จ้องมองหมอและมีดผ่าตัดในมือด้วยสายตาครุ่นคิด อู๋จื้อหมิงเห็นเขาเป็นแบบนั้นก็นึกว่ากลัวจนเซ่อไปแล้ว จึงหัวเราะเยาะ “อย่ามัวแต่บื้อ เวลาของนักสู้มีค่ามาก เข้าไปผ่าตัดซะ” “คงไม่ได้คิดจะหนีหรอกนะ?” อู๋จื้อหมิงหรี่ตาลง แววตาแฝงความข่มขู่ราวกับเสือดาวที่จ้องมองเหยื่อ ในฐานะนักสู้สองดารา เขามีพลังเลือดลมถึง 20 คาร์ (Car) พลังหมัดหนักถึง 300 กิโลกรัม ชกเปรี้ยงเดียวก็กระดูกแตกได้ คนธรรมดาย่อมไม่มีทางขัดขืน นอกจากนี้ ความเร็วในการวิ่งของเขายังสูงถึง 12 เมตรต่อวินาที ซึ่งเกินขีดจำกัดของมนุษย์ทั่วไป ต่อให้ฉินอี้วิ่งถวายชีวิตก็ไม่มีวันหนีพ้น ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายของเขาก็เกิดขึ้น ชายหนุ่มที่ดูป่วยรุนแรงคนนี้กลับส่ายหัว แล้วเดินตรงไปข้างๆ หมอหนุ่ม หยิบมีดผ่าตัดออกมาจากกระเป๋าใบนันเล่มหนึ่ง “หมายความว่าไง? แกคิดว่าถือมีดเล่มเดียวแล้วจะสู้ฉันได้เหรอ?” อู๋จื้อหมิงตลกกับท่าทางของฉินอี้ แต่ในวินาทีถัดมา สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปกะทันหัน รอยยิ้มค้างเติ่งอยู่บนใบหน้า ภายใต้สายตาของทั้งคู่ ฉินอี้ไม่ได้ใช้มีดขัดขืน แต่กลับลงมีดอย่างแรงแทงเข้าที่เอวของตัวเอง แล้วเฉือนเปิดเป็นแผลเล็กๆ สดๆ เลือดสดพุ่งกระฉูดนองพื้น แม้จะโดนเข้าไปขนาดนั้น ฉินอี้กลับมีสีหน้าเรียบเฉย เขาวางมีดผ่าตัดลงอย่างใจเย็น ก่อนจะยกมือขวาขึ้นสอดเข้าไปในร่างกายตามรอยแผลนั้น แล้วเริ่มคลำหาสิ่งที่ต้องการ ไม่นานนัก ฉินอี้ก็เจอสิ่งที่ต้องการ เขาดึงไตสดๆ ออกมาเสียดัง ‘ฉัวะ’ แล้วยื่นให้กับหมอที่ยืนอ้าปากค้างอยู่ตรงหน้า หมอหนุ่ม: “...?!” “อย่ามัวแต่บื้อสิ ตอนยังสดๆ อยู่ รีบเก็บไปเร็ว” ฉินอี้ยิ้มเตือน พูดจบ เขาก็หันไปมองอู๋จื้อหมิงที่ยืนแข็งทื่ออยู่ตรงประตู แล้วอธิบายด้วยสีหน้าขอไปทีว่า “พวกคุณสองคนเป็นเจ้าหนี้ จะให้ลำบากทำงานได้ยังไง?” “อีแค่การควักเครื่องในเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ผมจัดการเองได้!” “พวกคุณรอเดี๋ยวนะ ไตข้างที่สองกำลังจะตามมาแล้ว!” พูดไปหัวเราะไป ฉินอี้ก็เฉือนแผลที่เอวอีกครั้ง แล้วล้วงมือเข้าไปปลิดไตข้างที่สองออกมา! ไตข้างนั้นยังสดจนเส้นเลือดบนนั้นยังเต้นตุบๆ! พอควักไตออกมาครบสองข้าง เขายังทำท่าเหมือนยังไม่จุใจ หันไปถามหมอหนุ่มด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนว่า “ไตสองข้างห้าแสน แล้วพวกคุณยังอยากได้ส่วนอื่นอีกไหม?” “วางใจเถอะ ผมยังมีเหลืออีก ของผมเพียบ!”
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
AVAV