ตอนที่ 4
เข้าเมืองและวิถีแห่งการฝึกตน!
1,738 คำ~9 นาที
“โอ้ อาหย่วน ไปตัดฟืนมางั้นหรือ?”
“ได้ยินว่าเจ้าเจ็บหนักนี่นา ยังไงก็ระวังตัวหน่อยล่ะ!”
เมื่อกู้หย่วนแบกฟืนกลับมาถึงหมู่บ้านตระกูลกู้ เพื่อนบ้านหลายคนก็ร้องทักทายเขา กู้หย่วนทำเพียงยิ้มตอบและรีบมุ่งหน้ากลับบ้านทันที
พอมองตามหลังกู้หย่วนไป หลายคนก็ได้แต่ลอบอุทานในใจว่าเจ้าเด็กนี่ช่างดวงแข็งนัก ขณะที่บางคนก็เริ่มถอนหายใจ
“ได้ยินว่าเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของอาหย่วน ตาแก่กู้ถึงขนาดขายเสบียงที่จะเก็บไว้กินหน้าหนาวไปจนหมดเลยใช่ไหม?”
“ก็ใช่น่ะสิ!”
“ดูท่าว่าฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้ ครอบครัวสามคนนั่นคงใช้ชีวิตลำบากแน่ๆ”
“เฮ้อ ยุคสมัยนี้บ้านไหนก็ลำบากกันทั้งนั้น แม้แต่บ้านท่านเศรษฐีเองก็ยังแทบไม่มีเสบียงเหลือเลย...”
ไม่ไกลจากตรงนั้น ดงกุ้ยและซุนเอ้อก็กำลังลอบสังเกตการณ์กู้หย่วนเช่นกัน ทั้งคู่กระซิบกระซาบกันอยู่สองคน
“เจ้าเด็กนั่นไปตัดฟืนมาจริงๆ ด้วย”
“เหอะ มันจะโง่ไปถึงไหน ข้าวจะไม่มีกรอกหม้ออยู่แล้วยังจะมัวแต่ไปตัดฟืน แทนที่จะไปหาเงินหาทองทำมาหากิน... ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป อีกไม่นานคงได้อดตายกันทั้งบ้าน!”
“เอาเถอะ จะไปสนใจมันทำไม เดี๋ยวเราเข้าเมืองไปซื้อเนื้อพะโล้สักครึ่งจินมาแกล้มเหล้าคืนนี้ดีกว่า!”
“ดื่มเหล้าหรือ? ดีเลยๆ! พี่กุ้ยช่างใจกว้างจริงๆ!”
เพียงแต่ดงกุ้ยทั้งสองคนไม่ได้สังเกตเลยว่า กู้หย่วนหันกลับมาปรายตามองพวกเขาด้วยแววตาเย็นชา พร้อมกับรอยยิ้มหยันที่มุมปาก
เมื่อกลับมาถึงบ้าน พ่อและแม่ของกู้หย่วนก็กลับมาพอดี เมื่อเห็นลูกชายแบกกองฟืนหนักอึ้งมา สองตายายต่างก็แสดงสีหน้าประหลาดใจแกมตกใจ
“ลูกคนนี้ บาดเจ็บยังไม่ทันหายดี ไปตัดฟืนทำไมกัน!”
แม่กู้บ่นอุบ “ตาแก่ มัวยืนบื้ออยู่ทำไม รีบไปช่วยลูกรับฟืนมาเร็ว”
“ช้าก่อนท่านพ่อ!”
พ่อกู้ที่กำลังจะเข้ามาช่วยแบกฟืนถูกกู้หย่วนรั้งไว้ก่อน
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านรีบนำของสิ่งนี้เข้าไปในบ้านก่อน เบาเสียงหน่อยนะขอรับ อย่าให้ใครได้ยินเป็นอันขาด”
พูดจบ เขาก็หยิบห่อผ้าที่พองโตออกมาจากกองฟืนแล้วส่งให้พ่อกู้
ทันทีที่เข้าบ้านมา พ่อกู้ก็รีบเปิดห่อผ้าดู เขาถึงกับชะงักไป ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะรีบหันไปมองกู้หย่วนแล้วกระซิบถามเสียงต่ำ “เสบียงมากมายขนาดนี้! ลูกไปเอามาจากไหนกัน?”
“อาหย่วน... ลูกคงไม่ได้ไปทำเรื่องอันตรายอะไรมาใช่ไหม?”
แม่กู้ที่ยืนอยู่ข้างๆ แม้จะดีใจ แต่ก็อดกังวลไม่ได้
“ท่านพ่อ ท่านแม่ วางใจเถอะขอรับ เสบียงพวกนี้ข้าขุดมาจากรังหนูนากลางป่าน่ะ”
กู้หย่วนเอ่ยปลอบใจ พร้อมกับหยิบหนูนาที่อบจนสุกออกมาจากอกเสื้อพลางอธิบายว่า “วันนี้ตอนที่ข้าไปตัดฟืน บังเอิญไปเจอพรานป่าคนหนึ่ง เขาเห็นข้าน่าสงสารเลยสอนเคล็ดวิชาการแกะรอยและล่าสัตว์ให้ข้านิดหน่อย ข้าเลยลองทำตามดู ปรากฏว่ามันได้ผลจริงๆ!”
กู้หย่วนไม่คิดจะบอกเรื่องความสามารถในการสื่อสารกับสัตว์อสูรให้พ่อแม่รู้
ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจ แต่มันคือความลับที่ควรรู้เพียงคนเดียว
หากมีคนรู้เพิ่มอีกเพียงคนเดียว มันก็ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป และเสี่ยงที่จะถูกเปิดเผย! อีกอย่าง เรื่องนี้อาจจะไม่ส่งผลดีต่อสองตายายนัก
เขาจึงกุเรื่องพรานป่าขึ้นมาเพื่อปัดสอยไป
เมื่อเห็นเนื้อหนูนาและได้กลิ่นหอมกรุ่น สองตายายก็แสดงสีหน้าทั้งตกใจและดีใจอย่างปิดไม่มิด
พ่อกู้ลอบกลืนน้ำลาย “เขาว่ากันว่ารอดตายมาได้ย่อมมีวาสนาตามมา ลูกข้าช่างเป็นคนมีวาสนาจริงๆ!”
“แต่เรื่องนี้เจ้าห้ามไปป่าวประกาศให้ใครรู้นะ ไม่อย่างนั้นจะถูกคนอิจฉาเอาได้! และเพื่อความปลอดภัย เราจะเอาเสบียงพวกนี้ไปใส่ในถังข้าวทั้งหมดไม่ได้ ต้องหาที่ซ่อนให้มิดชิด”
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ
“ไม่อย่างนั้นหากคนภายนอกรู้ว่าบ้านเรามีข้าวปลาอาหารมากมาย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังขัดสน มันจะอธิบายลำบาก”
“ยายแก่ แล้วเจ้าเองก็ต้องไปรับจ้างซักผ้าตามปกติด้วยนะ อย่าให้ใครสงสัยได้”
แม่กู้ค้อนขวับ “ข้ารู้อยู่แล้วล่ะน่า ไม่ต้องให้ตาแก่แกมาเตือนหรอก!”
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เมื่อได้ของที่กู้หย่วนหามา ทุกคนในครอบครัวต่างก็มีความสุข ความหม่นหมองที่เคยกดทับหัวใจก็มลายหายไปจนหมด
มื้อค่ำวันนี้จึงพิเศษกว่าทุกวัน มีทั้งหัวไชเท้าดองเค็ม และเนื้อหนูนา แม้แต่ข้าวต้มก็ยังข้นกว่าปกติมาก
ด้วยคำรบเร้าของกู้หย่วน สองตายายจึงยอมกินหนูนาไปคนละตัว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมกินเพิ่ม และคะยั้นคะยอให้กู้หย่วนกินอีกสองตัวที่เหลือแทน
ทั้งคู่ให้เหตุผลว่า “พวกข้ามันคนแก่หนังเหี่ยว จะกินของดีๆ ไปทำไมกัน อาหย่วนเจ้ากำลังโต แถมบาดเจ็บยังไม่หายดี ต้องบำรุงร่างกายให้มากๆ เข้าไว้!”
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กู้หย่วนมักจะออกไปตัดฟืนบ่อยครั้ง แต่ความจริงแล้วเขาใช้การตัดฟืนเป็นฉากบังหน้าเพื่อไปขุดรังหนูนาและรังหนูภูเขา ซึ่งเขาก็ได้ของติดไม้ติดมือกลับมาแทบทุกวัน
เมื่อเทียบกับมนุษย์แล้ว อาหวงซึ่งเป็นหนูภูเขาตัวเล็กจิ๋ว ย่อมไม่ทำให้พวกสัตว์ป่าในป่าลึกตื่นตระหนกตกใจ
บางครั้งกู้หย่วนจึงให้อาหวงช่วยนำทาง แล้วใช้เชือกป่านทำกับดักง่ายๆ จนสามารถจับไก่ป่า กระต่ายป่า หรือแม้แต่พวกงูได้ ทำให้กับข้าวบนโต๊ะอาหารของครอบครัวเริ่มสมบูรณ์และมีเนื้อหนังมังสามากขึ้น
ที่น่าสนใจคือ ในช่วงเวลาหนึ่งที่กู้หย่วนจับงูพิษได้ตัวหนึ่ง เขาคิดจะทำให้มันเชื่อง แต่ใครจะไปรู้ว่าแผงคุณสมบัติกลับแจ้งเตือนมาว่า เขายังไม่มีสิทธิ์ที่จะทำให้สัตว์เลี้ยงตัวที่สองเชื่องได้ ซึ่งเขาก็ไม่รู้สาเหตุแน่ชัดว่าเพราะเหตุใด
ผ่านไปสิบกว่าวัน บาดแผลตามร่างกายของกู้หย่วนก็หายสนิท เหลือทิ้งไว้เพียงรอยแผลเป็นที่ดูน่ากลัวอยู่หลายจุด
ในวัยสิบเจ็ดปีซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต
ด้วยการได้กินอิ่มหนำสำราญ แถมยังได้กินเนื้อบ่อยครั้ง ร่างกายที่เคยผอมแห้งแรงน้อยของกู้หย่วนจึงเริ่มดูมีน้ำมีนวลและกำยำแข็งแรงขึ้น ผิวพรรณที่เคยซีดเหลืองก็กลับมามีเลือดฝาด
เมื่อร่างกายฟื้นฟูดีแล้ว กู้หย่วนจึงวางแผนจะเข้าป่าลึกเพื่อจับสัตว์ป่าตัวใหญ่ๆ นำไปขายในเมืองเพื่อแลกเป็นเงิน
เรื่องหาเงินนั้นเป็นเรื่องรอง จุดประสงค์หลักคือเขาต้องการเข้าเมืองไปสืบข่าวเกี่ยวกับหนทางในการฝึกวรยุทธ์
กู้หย่วนมีความสนใจในวิถีแห่งการฝึกวรยุทธ์ของโลกนี้เป็นอย่างมาก เพราะได้ยินมาว่าสิ่งนี้สามารถทำให้มนุษย์มีพละกำลังมหาศาลขนาดฉีกเสือเบียดสิงห์ได้ ทั้งยังช่วยให้ผลัดกระดูกเปลี่ยนเอ็นก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่ความเหนือชั้น!
กู้หย่วนสงสัยว่า บางทีหากเขาได้ฝึกวรยุทธ์ เขาอาจจะสามารถทำให้สัตว์เลี้ยงตัวที่สอง หรือตัวที่สามเชื่องได้!
นอกจากนี้ เขายังวางแผนจะหาโอกาสสัมผัสกับวัตถุโบราณเพื่อรับ “แต้มวิญญาณเต๋า” มาใช้ในการวิวัฒนาการอาหวงด้วย
ในเมื่อตอนนี้ยังเพิ่มสัตว์เลี้ยงตัวที่สองไม่ได้ เขาก็ต้องหาทางเพิ่มระดับให้อาหวงก่อน
ถึงตอนนั้น เขาอาจจะได้รับพรสวรรค์จาก “หนูฟันเหล็ก” มาเสริมพลังให้ตัวเองด้วยก็ได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าพรสวรรค์ของหนูฟันเหล็กนั้นคืออะไร
ฤดูหนาวเริ่มมาเยือน อากาศจึงเย็นลงเรื่อยๆ
เช้าตรู่วันนี้ กู้หย่วนสวมเสื้อผ้าหนาๆ พกเสบียงแห้งและมีดเดินป่า พร้อมกับซุกอาหวงไว้ในอกเสื้อ แล้วจึงออกเดินทาง
ที่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน ดงกุ้ยมองตามหลังกู้หย่วนที่ค่อยๆ ลับตาไปพลางขมวดคิ้ว
“เจ้ากู้หย่วนนี่มันเสียสติไปแล้วหรือไง ทำไมถึงขยันออกไปตัดฟืนได้ทุกวันแบบนั้น?”
“นั่นสิพี่กุ้ย ข้าเองก็ว่ามันแปลกๆ ขนาดเจ้าเฒ่าอู๋เจ็ดในหมู่บ้านที่ไม่มีข้าวกินจนต้องซดแต่น้ำข้าวต้มทุกวันยังเดินแทบจะไม่ไหวเลย”
ซุนเอ้อเกาหัวอย่างงุนงง “แต่เจ้าเด็กนี่ นอกจากผิวพรรณจะดูดีขึ้นทุกวันแล้ว ยังมีเรี่ยวแรงออกไปตัดฟืนได้ทั้งวันอีก สภาพแบบนี้มันใช่คนไม่มีข้าวกินที่ไหนกัน? พี่ว่ามันแอบไปทำเรื่องลับลมคมในอะไรอยู่หรือเปล่า?”
“ไม่ต้องบอกข้าก็คิดแบบนั้น เจ้าเด็กนี่ทำตัวลับๆ ล่อๆ ต้องมีพิรุธแน่!”
ดงกุ้ยยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัย แววตาฉายแวววูบวาบ “ไม่ได้การ เราต้องรู้ให้ได้ว่ามันทำอะไร ไม่อย่างนั้นถ้าพ่อบ้านอู๋รู้ว่าเราทำงานบกพร่อง แล้วสั่งลงโทษขึ้นมา พวกเราสองคนคงรับผิดชอบไม่ไหวแน่”
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน