ตอนที่ 3
ตรงสายงานเป๊ะ
1,610 คำ~9 นาที
ฟางเจี่ยวเจี่ยวโยนใบปลิวในมือลงถังขยะข้างๆ สีหน้าของเธอที่เห็นความหวังเริ่มดูผ่อนคลายลงไม่น้อย
ใบปลิวในถังขยะถูกลมพัดจนพลิกด้าน บนนั้นระบุชัดเจนว่า 'สำนักฌาปนกิจรับสมัครพนักงานเคลื่อนย้ายศพ'
[สำนักฌาปนกิจรับสมัครพนักงานเคลื่อนย้ายศพ:
กะกลางวัน 800 กะกลางคืน 1000
มีอาหารและที่พักให้ น้ำไฟฟรี สำหรับผู้ที่มีดวงแข็งเท่านั้น]
……
ทันทีที่เดินผ่านประตูใหญ่ของสำนักฌาปนกิจ รปภ.ที่อยู่ข้างๆ ก็เดินตรงเข้ามาหาเธอทันที
“หนูเอ๊ย มาทำอะไรที่นี่ล่ะ?”
“ลุงคะ หนูมาสมัครงานค่ะ ไม่ทราบว่าเถ้าแก่หรือเจ้าของอยู่ที่ไหนคะ?”
“สมัครงาน?”
รปภ.คนนั้นดูแปลกใจอย่างเห็นได้ชัด สายตาของเขาอดไม่ได้ที่จะสำรวจรูปร่างผอมบางของฟางเจี่ยวเจี่ยว แม้แต่โทนเสียงยังดูซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย
“แม่หนู ที่นี่ช่วงนี้เรารับแค่คนเคลื่อนย้ายศพนะ หนู...”
ฟางเจี่ยวเจี่ยวสัมผัสได้ถึงความลังเลในน้ำเสียงของรปภ. เธอจึงเอ่ยปากอย่างเด็ดขาด
“หนูมาสมัครเป็นพนักงานเคลื่อนย้ายศพนี่แหละค่ะ ลุงช่วยพาหนูไปพบเจ้าของได้ไหมคะ? ขอบคุณนะคะลุง ลุงเป็นคนดีจริงๆ”
“เอ่อ... ก็... ได้สิ ตามลุงมา”
คำชมว่าเป็นคนดีชุดใหญ่ของฟางเจี่ยวเจี่ยวทำให้รปภ.วัยกลางคนปฏิเสธไม่ลง
ไม่มีทางเลือก เขาจึงปิดประตูห้องป้อมยามแล้วพานางเดินเข้าไปยังอาคารที่อยู่ด้านข้าง
“ที่นี่แหละ เข้าไปได้เลย”
รปภ.พาฟางเจี่ยวเจี่ยวขึ้นไปชั้นสามและชี้ไปยังประตูห้อง
ฟางเจี่ยวเจี่ยวกล่าวขอบคุณรปภ.แล้วเดินตรงเข้าไป
ก๊อก ก๊อก ก๊อก—
“เชิญครับ”
ฟางเจี่ยวเจี่ยวได้ยินเสียงจึงผลักประตูเข้าไป คนข้างในเงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่งก่อนจะเหลือบไปมองด้านหลังเธอด้วยความสงสัย
เมื่อเผชิญกับสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของคนที่อยู่หลังโต๊ะทำงาน ฟางเจี่ยวเจี่ยวกลับดูใจเย็นเป็นปกติ เธอหมุนตัวปิดประตูเบาๆ แล้วถอดหน้ากากอนามัยออกก่อนจะเดินมาถึงหน้าโต๊ะทำงาน
“สวัสดีค่ะเถ้าแก่ หนูมาสมัครเป็นพนักงานเคลื่อนย้ายศพค่ะ”
ถึงแม้จะพอคาดเดาได้บ้าง แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่ฟางเจี่ยวเจี่ยวพูดออกมาจริงๆ เจ้าของก็ยังอดประหลาดใจไม่ได้
“นี่... แม่หนู งานที่เราประกาศรับคือพนักงานเคลื่อนย้ายศพนะ ต้องสัมผัสกับศพในระยะใกล้เลยนะ”
เจ้าของพูดอย่างนุ่มนวล แต่ความหมายที่สื่อนั้นชัดเจนมาก
ฟางเจี่ยวเจี่ยวไม่ได้รู้สึกผิดหวัง เธอยังคงแนะนำตัวเองต่อ
“หนูเรียนจบนิติเวชมาค่ะ เลยไม่รู้สึกกลัวศพ ดังนั้นเรื่องนี้วางใจได้เลยค่ะ แล้วก็...”
เมื่อสิ้นคำพูด สายตาของฟางเจี่ยวเจี่ยวก็จับจ้องไปที่โต๊ะทำงานเบื้องหน้า
ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความงุนงงของเจ้าของ เธอออกแรงยกมุมหนึ่งของโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งขึ้น
“แถมร่างกายหนูยังแข็งแรงพอสมควร รับรองว่าทำงานนี้ได้สบายค่ะ คิดว่ายังไงคะ?”
“เอา... เอาสิ วางโต๊ะลงก่อนเถอะ”
เมื่อวางโต๊ะกลับที่เดิม ฟางเจี่ยวเจี่ยวตบฝุ่นที่ติดมือออก สายตาจับจ้องไปที่เจ้าของอย่างมุ่งมั่น
เจ้าของคว้าถ้วยน้ำชาที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาจิบเพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนจะกล่าวต่อ
“ร่างกายแข็งแรงดี แถมเรียนมาตรงสายด้วย แต่อาจจะต้องบอกก่อนว่าเงินเดือนช่วงทดลองงาน... อาจจะต่ำกว่าปกติหน่อย รับได้ไหม?”
พอได้ยินประโยคนี้ ฟางเจี่ยวเจี่ยวก็รู้ว่าเรื่องนี้สำเร็จไปกว่าครึ่งแล้ว เธอถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“รับได้ค่ะ แล้วเรื่องที่พักและอาหาร รวมถึงน้ำไฟฟรี เป็นเรื่องจริงใช่ไหมคะ?”
“เรื่องนั้นวางใจได้เลย เราเป็นบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีโรงอาหารและหอพักพนักงานโดยเฉพาะ ไม่ต้องกังวลเรื่องกินอยู่เลย”
คำพูดของเจ้าของทำให้ฟางเจี่ยวเจี่ยวพยักหน้าไม่หยุด
“แล้วเริ่มงานได้เมื่อไหร่คะ?”
เจ้าของยังไม่เคยเจอใครที่กระตือรือร้นอยากทำงานขนาดนี้มาก่อน เขาถึงกับอึ้งไปพักใหญ่กว่าจะตั้งสติได้
“อืม ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ก็เริ่มงานได้ทันที ช่วงทดลองงานไม่มีประกันสังคมนะ กะกลางวันห้าร้อย กะกลางคืนแปดร้อย”
เห็นฟางเจี่ยวเจี่ยวตอบตกลงทันที เจ้าของก็คว้าโทรศัพท์บนโต๊ะโทรเรียก รปภ.ขึ้นมา
“คุณหวังครับ ขึ้นมาที่ชั้นสามหน่อย มาพาคนไปทำเรื่องเข้างานหน่อย ใช่ครับๆ”
รปภ.วัยกลางคนมาถึงอย่างรวดเร็ว แทบจะในทันทีที่เจ้าของวางสาย เขาก็เคาะประตูห้อง
ฟางเจี่ยวเจี่ยวหันไปมองที่ประตูด้วยความสงสัย เธอสงสัยว่าเมื่อครู่เขาไม่ได้ไปไหนไกล แต่รออยู่หน้าห้องตลอดเวลา
“ไปเถอะ ทำเรื่องเข้างานเสร็จแล้ววันนี้ก็เริ่มงานได้เลย”
“ขอบคุณค่ะเถ้าแก่”
ฟางเจี่ยวเจี่ยวกล่าวขอบคุณเจ้าของแล้วเดินออกจากห้องตามหลังรปภ.ลงไปข้างล่าง ทั้งสองเดินนำหน้าและตามหลังกันอยู่สักพัก รปภ.ที่ขี้สงสัยในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามก่อน
“หนูเอ๊ย หนูจะมาเป็นพนักงานเคลื่อนย้ายศพที่นี่จริงๆ เหรอ?”
“ใช่ค่ะ ก็เถ้าแก่ให้ลุงพาหนูไปทำเรื่องเข้างานไม่ใช่เหรอคะ?”
ฟางเจี่ยวเจี่ยวพูดพลางสวมหน้ากากอนามัยกลับเข้าที่เดิมอย่างไม่ใส่ใจ
สำหรับรปภ.ที่นิสัยไม่ได้เลวร้ายคนนี้ เธอก็ไม่รังเกียจที่จะคุยด้วยสักสองสามคำ
ทว่าเมื่อสิ้นคำของเธอ รปภ.ที่เคยขี้สงสัยกลับเงียบเสียงลงอย่างประหลาด ไม่ได้ถามต่อแต่อย่างใด
หลังจากพาฟางเจี่ยวเจี่ยวไปทำเอกสารง่ายๆ และเซ็นชื่อเรียบร้อย โดยนัดแนะว่าให้เอาบัตรประชาชนมาให้ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าเมื่อบรรจุเป็นพนักงานประจำ ฟางเจี่ยวเจี่ยวก็ลากลับรปภ.และเดินตามพนักงานหญิงอีกคนไปยังโรงอาหาร
รปภ.วัยกลางคนยืนมองดูฟางเจี่ยวเจี่ยวทำเรื่องเสร็จแล้วเดินตามคนอื่นไปจริงๆ เขายังคงรู้สึกไม่อยากเชื่อและพึมพำกับตัวเองไม่หยุด
“แม่เจ้าโว้ย แม่หนูนี่มาเป็นพนักงานเคลื่อนย้ายศพจริงๆ ด้วย...”
……
“เอาล่ะ นี่คือโรงอาหารพนักงาน ตอนนี้ใกล้ถึงเวลาอาหารเย็นแล้วเธอไปทานข้าวเถอะ ทานเสร็จแล้วค่อยไปหาฉันที่เดิมนะ ฉันจะพาไปดูหอพัก”
พนักงานหญิงพาส่งฟางเจี่ยวเจี่ยวที่โรงอาหารแล้วกำชับสองสามคำก่อนจะเดินจากไป
ได้กลิ่นหอมของอาหารที่คุ้นเคยหลังจากไม่ได้ทานมานาน ฟางเจี่ยวเจี่ยวที่หิวและเหนื่อยสุดๆ รู้สึกได้ว่าท้องของเธอกำลังร้องประท้วงไม่หยุด
ในที่สุดก็ได้กินข้าวสักที
เธอหยิบถาดอาหารและเข้าแถวตักอาหาร จากนั้นก็ตักข้าวพูนจานเดินไปนั่งที่มุมโรงอาหาร ถอดหน้ากากออกแล้วเริ่มกินอย่างรวดเร็ว
ไม่ใช่ว่าเธอไม่เห็นสายตาแปลกประหลาดของคนรอบข้าง แต่ด้วยความที่หิวมาหลายวัน เธอจึงไม่สนใจที่จะปิดบังความเร็วในการกินอีกต่อไป เธอจัดการอาหารกองพูนตรงหน้าเข้าท้องไปอย่างรวดเร็ว
ยกชามซุปขึ้นซดจนหมดเกลี้ยง ฟางเจี่ยวเจี่ยวก็ถือถาดเดินไปตักอาหารเพิ่มอีกรอบ
จนกระทั่งซุปถ้วยที่สองหมดลง เธอถึงรู้สึกเหมือนว่าตัวเองได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ความรู้สึกหิวโซมันช่างทรมานจริงๆ ตอนนี้เธอมีมิติเก็บของไร้ขีดจำกัดแล้ว แถมยังได้งานทำ คงต้องหาทางตุนอาหารไว้ให้มากๆ
เธอสำรวจมิติเก็บของไร้ขีดจำกัดที่ว่างเปล่าในใจ แล้วความรู้สึกเร่งด่วนเหมือนหนูตัวน้อยที่ต้องสะสมเสบียงก็ผุดขึ้นมา
หลังจากนำถาดอาหารไปคืนที่จุดรับคืน เธอก็หยิบผลไม้และโยเกิร์ตติดมือมาด้วย ก่อนจะสวมหน้ากากแล้วเดินค่อยๆ ออกจากโรงอาหารมุ่งหน้าไปยังอาคารสำนักงาน
ร่างกายเล็กๆ ของเธอสามารถกินอาหารได้มากมายขนาดนั้น ทำให้พนักงานคนอื่นๆ ที่ได้เห็นปริมาณการกินของฟางเจี่ยวเจี่ยว ต่างก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานใหม่คนนี้ขึ้นมาอย่างหาที่สุดไม่ได้
ทางด้านนี้
เดินไปถึงมุมอับที่มั่นใจว่าไม่มีกล้องวงจรปิด ฟางเจี่ยวเจี่ยวก็ส่งผลไม้และโยเกิร์ตในกระเป๋าเข้าไปในมิติเก็บของ ก่อนจะเดินกลับไปหาพนักงานหญิงคนเดิม
หลังจากเดินตามพนักงานหญิงไปดูเส้นทางคร่าวๆ ในสำนักฌาปนกิจและรับของใช้จำเป็นมาส่วนหนึ่ง
ฟางเจี่ยวเจี่ยวก็ได้ห้องพักส่วนตัวที่ชั่วคราวเป็นของเธอเพียงคนเดียว
มองดูห้องพักขนาดประมาณสิบตารางเมตรที่มีเตียงนอนอยู่ด้านบนและโต๊ะทำงานอยู่ด้านล่าง ฟางเจี่ยวเจี่ยวรู้สึกเคลิบเคลิ้มเหมือนได้กลับไปใช้ชีวิตในหอพักนักศึกษาอีกครั้ง
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน