ตอนที่ 4

สวี่เหยียนกับจินตนาการล้ำเลิศ

1,824 คำ~10 นาที
ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่าง สวี่เหยียนก็เริ่มฝึกฝนด้วยการยืนม้าเสียแล้ว “ท่านอาจารย์บอกว่า ให้เน้นที่การหยั่งรู้และเจตจำนง อย่าเน้นเพียงรูปแบบ สัมผัสถึงปราณเลือด ชักนำปราณเลือด แล้วจึงหลอมผิวหนัง...” “อัจฉริยะกาลก่อนใช้เวลาเพียงห้าวันก็หลอมผิวหนังสำเร็จ แต่ข้าจนป่านนี้ยังสัมผัสปราณเลือดไม่ได้เลย ช่างห่างชั้นกันเหลือเกิน ท่านอาจารย์บอกว่าห้ามใจร้อน ยิ่งใจร้อนก็ยิ่งสัมผัสปราณเลือดได้ยาก...” สวี่เหยียนรวบรวมสมาธิ จดจ่ออยู่กับร่างกายของตนเอง ค่อยๆ สัมผัสและค้นหาปราณเลือดอย่างละเอียด เส้นขอบฟ้าเริ่มปรากฏแสงสีขาวรำไร ขณะที่ดวงตะวันกำลังจะเคลื่อนขึ้น สวี่เหยียนที่จมดิ่งอยู่กับการสัมผัสปราณเลือดพลันรู้สึกถึงกระแสความร้อนสายหนึ่งผุดขึ้นที่ทรวงอกและช่องท้อง มันเป็นความรู้สึกอุ่นๆ ที่แผ่ซ่านอย่างแผ่วเบา ไหลเวียนไปตามจังหวะการหายใจ “ปราณเลือด!” “ข้าสัมผัสถึงปราณเลือดได้แล้ว!” วินาทีนั้นสวี่เหยียนตื่นเต้นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ “ใจเย็นไว้ ต้องทำจิตใจให้สงบ ห้ามว้าวุ่นเด็ดขาด...” “ชักนำปราณเลือดไปหลอมผิวหนัง... แต่จะชักนำอย่างไรล่ะ? ท่านอาจารย์ไม่ได้บอกวิธีเจาะจงไว้เสียด้วย หรือจะไปถามท่านอาจารย์ดี?” “ไม่ได้! ท่านอาจารย์บอกแล้วว่ามันอยู่ที่การหยั่งรู้และเจตจำนง ข้าต้องคว้าความรู้สึกในตอนนี้ไว้ให้ได้ หากปล่อยวางตอนนี้ การจะสัมผัสปราณเลือดอีกครั้งคงเป็นเรื่องยาก...” “อีกอย่าง ถ้าเรื่องแค่วิธีชักนำปราณเลือดยังต้องไปทูลถามท่านอาจารย์อย่างละเอียด ข้าจะไม่ทำให้ท่านอาจารย์ผิดหวังหรือ? ท่านจะมองว่าข้าด้อยปัญญาเอาได้” เมื่อคิดได้ดังนั้น สวี่เหยียนจึงล้มเลิกความคิดที่จะไปขอคำชี้แนะจากหลี่เสวียนทันที เขายังคงยืนม้าต่อไป พยายามชักนำปราณเลือดซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมกับทบทวนคำอธิบายเกี่ยวกับการชักนำปราณเลือดที่หลี่เสวียนเคยถ่ายทอดไว้ เขารวบรวมสมาธิทั้งหมดไว้ที่ร่างกาย จมดิ่งอยู่กับการชักนำปราณเลือด ลมหายใจเริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามจังหวะการเคลื่อนที่ของพลังโดยไม่รู้ตัว ในที่สุดปราณเลือดสายหนึ่งก็เริ่มแผ่กระจายไปทั่วร่าง ผิวหนังเริ่มแดงระเรื่อประหนึ่งมีกระแสความร้อนกำลังขัดเกลาและหลอมผิวหนังอยู่ “แบบนี้คงถือว่าเข้าสู่ขั้นหลอมผิวหนังแล้วสินะ?” สวี่เหยียนลิงโลดใจยิ่งนัก ในที่สุดเขาก็สัมผัสปราณเลือดและชักนำมันมาหลอมผิวหนังได้สำเร็จ ... หลี่เสวียนหาวหวอด ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาเสร็จก็เดินออกจากห้องเพื่อเตรียมทำมื้อเช้า ในหมู่บ้านนี้เหลือเขาอยู่เพียงคนเดียว การพึ่งพาตนเองทำทุกอย่างด้วยตัวเองจึงกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว พอเดินพ้นประตูบ้าน ก็เห็นสวี่เหยียนกำลังยืนม้าฝึกฝนอย่างหนัก มุมปากของเขากระตุกวูบ ศิษย์คนนี้ช่างขยันขันแข็งเสียจริง แต่น่าเสียดายที่ต่อให้ขยันแค่ไหนก็คงไม่มีประโยชน์ ก็วิชาที่เขาสอนมันเป็นของที่ ‘มั่ว’ ขึ้นมาเองทั้งนั้น ถ้าฝึกสำเร็จก็คงเป็นผีหลอกแล้ว “รอให้มันทนไม่ไหวจนมาถามข้าก่อนเถอะ ค่อยมโนเรื่องอื่นมาหลอกต่อไป” หลี่เสวียนส่ายหัวพลางเดินเลี่ยงไป สวี่เหยียนเห็นท่านอาจารย์เดินออกมาก็รู้สึกตื่นเต้น ตั้งใจจะเข้าไปบอกว่าเขาสัมผัสปราณเลือดได้แล้ว และก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมผิวหนังเรียบร้อย! ทว่าเมื่อเห็นท่านอาจารย์ส่ายหัว หัวใจเขาก็พลันตกวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม “ท่านอาจารย์ไม่พอใจข้าอย่างนั้นหรือ?” “จริงสิ ด้วยระดับพลังของท่านอาจารย์ มีหรือจะไม่รู้ว่าข้าสัมผัสปราณเลือดได้และเข้าสู่คัดหลอมผิวหนังแล้ว?” “ต้องเป็นเพราะท่านอาจารย์เห็นว่าข้าทำตัวลับๆ ล่อๆ ดูจองหองพองขนและไม่อยู่กับร่องกับรอยแน่ๆ...” หลังจากมโนไปเองชุดใหญ่ สวี่เหยียนก็เลิกคิดที่จะบอกหลี่เสวียนเรื่องพลังของตนทันที เขา สูดลมหายใจลึก สงบจิตใจ และตั้งหน้าตั้งตาชักนำปราณเลือดเพื่อหลอมผิวหนังต่อไป “ท่านอาจารย์ช่างหยั่งถึงยากนัก เพียงแค่มองปราดเดียวก็เห็นทะลุปรุโปร่ง ข้าจะลำพองใจไม่ได้เด็ดขาด... ความคืบหน้าในการฝึกของข้าเป็นอย่างไร ท่านอาจารย์ย่อมเห็นอยู่แก่ใจ ไม่จำเป็นต้องให้ข้าเอ่ยปากบอกเลยสักนิด” สวี่เหยียนบรรลุสัจธรรมในใจว่าเรื่องการฝึกตนนั้น ท่านอาจารย์มองเห็นหมดแล้ว ไม่ต้องเสนอหน้าไปบอกให้เสียเรื่อง หลี่เสวียนเดินไปที่เล้าไก่ จับไก่มาหนึ่งตัวเพื่อจะนำมาตุ๋นกับเห็ดหลินจือเก้าใบต่อ มันคือยอดสมุนไพรที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า หลังจากได้กินไก่ตุ๋นเมื่อวานเขาก็รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นไม่น้อย เขาหยิบมีดออกมาเตรียมจะเชือดไก่ แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ “เดี๋ยวก่อน ข้ามีศิษย์แล้วนี่นา จะให้คนเป็นอาจารย์มาปรนนิบัติศิษย์ได้ยังไง มันต้องศิษย์ปรนนิบัติอาจารย์สิถึงจะถูก!” “ไหนๆ ก็หลอกมาแล้ว ตอนนี้เขาเป็นศิษย์ข้า ให้เขามาคอยรับใช้อาจารย์มันก็สมเหตุสมผลดีไม่ใช่หรือ?” คิดได้ดังนั้น เขาก็หิ้วไก่ข้างหนึ่ง ถือมีดอีกข้างหนึ่ง เดินตรงไปหาสวี่เหยียน “ศิษย์รัก มานี่สิ เอาไก่ไปเชือด ใส่เห็ดหลินจือเก้าใบลงไปตุ๋นด้วย แล้วก็ไปทำกับข้าวมา” สวี่เหยียนคลายท่าม้า รับไก่และมีดมาจากมือหลี่เสวียนด้วยอาการมึนงงเล็กน้อย “ทำไม ทำฟืนทำไฟทำอาหารไม่เป็นหรือ?” หลี่เสวียนเห็นเขายืนทื่อจึงขมวดคิ้วถาม เขาลืมนึกไปว่าสวี่เหยียนเป็นลูกเศรษฐี จะไปทำกับข้าวเป็นได้อย่างไร? แต่ถึงอย่างนั้น ในเมื่อรับเป็นศิษย์แล้ว ไม่ใช้งานเสียหน่อยจะคุ้มค่าได้อย่างไร “ศิษย์รัก ทุกย่างก้าว ทุกการนั่ง การนอนหรือการกิน ล้วนคือการฝึกฝน ถึงแม้เจ้าจะยังไม่เข้าสู่ประตูวรยุทธ และระดับพลังยังห่างไกลจากอาจารย์ผู้นี้นัก แต่การทำความคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้ไว้ก่อนย่อมเป็นผลดีต่อเจ้า” หลี่เสวียนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ศิษย์ทราบแล้ว จะรีบไปเดี๋ยวนี้ขอรับ!” สวี่เหยียนขานรับด้วยความเคารพ “ระดับพลังของท่านอาจารย์ช่างสูงส่งนัก ดูเหมือนจะเป็นเรื่องทางโลกธรรมดาทั่วไป แต่แท้จริงแล้วนี่แหละคือวิถีของยอดคน คือสถานะของผู้เร้นกายที่แท้จริง!” ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าอาจารย์ผู้นี้ลึกลับสุดหยั่ง ดูภายนอกแสนจะธรรมดา ไม่แผ่ซ่านลมปราณของผู้กล้าออกมาเลยแม้แต่น้อย แต่นี่แหละคือสุดยอดฝีมือเร้นกายตัวจริงเสียงจริง! สวี่เหยียนไปเตรียมอาหาร หลี่เสวียนไม่วางใจจึงยืนคุมอยู่พักหนึ่ง พบว่าแม้สวี่เหยียนจะเชือดไก่และทำอาหารดูเก้ๆ กังๆ ไปบ้าง แต่ภายใต้คำชี้แนะของเขา รสชาติที่ออกมาก็คงไม่ถึงกับกินไม่ได้ เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงยกเก้าอี้ไปวางใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้าน นอนเอนหลังอย่างสุขใจ รอเวลาอาหารถูกยกมาเสิร์ฟ “มีศิษย์คอยรับใช้แบบนี้ ชีวิตช่างรื่นรมย์เหลือเกิน” “ด้วยสมองอันชาญฉลาดของสวี่เหยียน ในระยะสั้นคงดูไม่ออกหรอก แต่ข้าเองก็ต้องเตรียมทางหนีทีไล่ไว้บ้างเหมือนกัน...” หลังมื้ออาหาร สวี่เหยียนกลับไปฝึกฝนต่อ “นี่มัน... ความเร็วในการหลอมผิวหนังเพิ่มขึ้น ปราณเลือดแข็งแกร่งขึ้นอย่างน้อยห้าส่วน...” “ด้วยความเร็วขนาดนี้ แม้จะทำไม่สำเร็จภายในห้าวัน แต่ภายในหนึ่งเดือนต้องหลอมผิวหนังเสร็จสิ้นแน่นอน” สวี่เหยียนรู้สึกได้ว่าความเร็วในการฝึกเพิ่มขึ้นพรวดพราดจนตื่นเต้นแทบคลั่ง “ทำไมจู่ๆ ถึงหลอมผิวหนังได้เร็วขนาดนี้? หรือว่า...” เขานึกถึงซุปไก่ตุ๋นเห็ดหลินจือเก้าใบ! เห็ดหลินจือเก้าใบคือสุดยอดหยูกยาหายาก ตระกูลสวี่ของเขามีเก็บไว้เพียงชุดเดียวเท่านั้น หากเขาไม่ใช่บุตรชายเพียงคนเดียวที่พ่อแม่ตามใจสุดๆ คงไม่มีทางนำมาเป็นของกำนัลกราบอาจารย์ได้ “ท่านอาจารย์!” วินาทีนั้นสวี่เหยียนตื้นตันใจจนบอกไม่ถูก “ท่านอาจารย์รู้ว่าเห็ดหลินจือเก้าใบจะช่วยในการฝึกของข้าได้ จึงได้นำมันออกมาให้ข้าตุ๋นกิน!” “ข้าจะทำให้ความปรารถนาดีของท่านอาจารย์สูญเปล่าไม่ได้เด็ดขาด ข้าต้องขยันฝึกฝน เพื่อที่จะได้เข้าสู่ประตูวรยุทธให้เร็วที่สุด!” สวี่เหยียนผู้มโนไปเองชุดใหญ่มีความเคารพรักต่ออาจารย์ล้นพ้นปานตะวันและจันทรา ตื้นตันใจจนน้ำตาแทบไหล เขาชักนำปราณเลือดเข้าหลอมผิวหนังอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฝึกไปเรื่อยๆ เขาเริ่มรู้สึกว่าร่างกายแข็งแกร่งขึ้น ปราณเลือดพลุ่งพล่านมากขึ้น ผิวหนังเริ่มเหนียวแน่นทนทาน ดูเหมือนว่าจะเริ่มเข้าสู่ขั้นเริ่มแรกของการหลอมผิวหนังแล้ว “ข้ารู้สึกว่าพละกำลังเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว นี่ขนาดเพิ่งจะเริ่มต้นหลอมผิวหนังเท่านั้นนะ ถ้าหลอมสำเร็จจนสมบูรณ์ พลังจะมหาศาลขนาดไหน?” “ข้าต้องเข้าสู่ระดับวรยุทธให้ได้ภายในหนึ่งปี!” แววตาของสวี่เหยียนเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “สรรพคุณของเห็ดหลินจือเก้าใบนี่มันเยี่ยมจริงๆ ข้ารู้สึกเหมือนมีพละกำลังเพิ่มขึ้นเลยแฮะ” “จะเก็บไว้กินคนเดียวดีไหมนะ? ช่างเถอะ เดิมทีมันเป็นของที่สวี่เหยียนให้มา ตุ๋นแบ่งกันกินนี่แหละ คนเราจะใจดำเกินไปไม่ได้!” หลี่เสวียนสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกายตนเอง ชั่วพริบตาหนึ่งเขาก็แอบมีแวบที่อยากจะเก็บเห็ดหลินจือเก้าใบไว้กินคนเดียว แต่สุดท้ายความละอายใจก็มีมากกว่า จึงล้มเลิกความคิดนั้นไป
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
AVAV