ตอนที่ 3

หลิงเหยียน แกกล้าด่าฉันเหรอ! มู่หรงเสวี่ยผู้ถูกกระชากหน้ากาก!

2,028 คำ~11 นาที
ในขณะเดียวกัน พ่อบ้านอู๋ที่ยืนอยู่ด้านข้างมองดูหลิงเหยียนด้วยความตื่นเต้นจนล้นพ้น เมื่อสามปีก่อน หลิงเหยียนได้เดินทางไปท่องเที่ยวที่เมืองฉ่ายอวิ๋นอันห่างไกล และได้พบกับมู่หรงเสวี่ยโดยบังเอิญ แม้ว่าเขาจะเคยพบผู้หญิงที่สวยกว่ามู่หรงเสวี่ยนับไม่ถ้วน แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ทันทีที่เห็นเธอ เขากลับตกหลุมรักจนถอนตัวไม่ขึ้น วันต่อมาเขาถึงกับย้ายโรงเรียนมาที่โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดของเมืองฉ่ายอวิ๋นเพื่อเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับเธอ และเริ่มใช้ชีวิตเป็น ‘สายเลีย’ อย่างบ้าคลั่งตลอดสามปีที่ผ่านมา ตระกูลมู่หรงในเมืองเล็กๆ อย่างเมืองฉ่ายอวิ๋นเป็นเพียงตระกูลชั้นสามเท่านั้น แต่ด้วยการพึ่งพาหยาดน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากทรัพยากรที่หลิงเหยียนโยนให้ประหนึ่งเป็นเศษขยะ เพียงช่วงเวลาสั้นๆ สามปี พวกเขาก็กลายเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองฉ่ายอวิ๋นไปได้ แน่นอนว่าหลิงเหยียนไม่เคยเปิดเผยฐานะที่แท้จริงของตระกูลหลิง เขาเพียงบอกว่าที่บ้านทำธุรกิจ และมีฐานะดีกว่าตระกูลมู่หรงในช่วงแรกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะเขาตั้งใจจะใช้ ‘ความจริงใจ’ ของตัวเองเพื่อเอาชนะใจมู่หรงเสวี่ย ดังนั้นแม้เขาจะมอบทรัพยากรให้เธอ แต่มันก็มักจะเป็นของที่เขามองว่าเหมือนของตามแผงลอยข้างทางที่ไม่มีค่าอะไรมากนัก ทว่าในสายตาของมู่หรงเสวี่ย ของเหล่านั้นคือสิ่งที่ตระกูลหลิงต้องทุ่มเทขายทรัพย์สินจนเกลี้ยงตัวเพื่อหามาให้หลิงเหยียนเอาไว้จีบเธอ ด้วยเหตุนี้ ในช่วงแรกที่หลิงเหยียนทำตัวเป็นสายเลียเปย์หนัก มู่หรงเสวี่ยจึงยังพอมีรอยยิ้มให้บ้าง แต่หลังจากตระกูลมู่หรงรุ่งเรืองขึ้น ท่าทีของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ เธอคิดว่าตัวเองที่เป็นถึงบุตรสาวของมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเมืองฉ่ายอวิ๋นนั้น สูงส่งเกินกว่าที่ขยะรุ่นสองจากตระกูลชั้นรองอย่างหลิงเหยียนจะคู่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่หลิงเหยียนตื่นรู้พลังล้มเหลว มู่หรงเสวี่ยก็เลิกสวมหน้ากาก เธอมอบอาวุธระดับจักรพรรดิสงครามที่หลิงเหยียนให้ไปให้หลินเฟิงต่อหน้าต่อตาเขาเสียอย่างนั้น แน่นอนว่าเป็นเพราะเธอตาไม่ถึง ของชิ้นนี้เป็นของดีที่สุดชิ้นเดียวที่หลิงเหยียนเคยมอบให้ตลอดสามปี เม็ดเงินที่แลกมันมาได้นั้นมากพอจะซื้อตระกูลมู่หรงได้หลายสิบตระกูลเลยทีเดียว พอมองเห็นอดีตสายเลียที่เคยยอมสยบแทบเท้าบังอาจมาด่าตน มู่หรงเสวี่ยจึงรู้สึกราวกับถูกเหยียดหยามอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “แกกล้าด่าฉันเหรอ! หลิงเหยียน แกนี่มันเก่งขึ้นเยอะเลยนะ! ตั้งแต่วันนี้ไปถ้าแกกล้ามาหาฉันอีก ก็อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจ! ฉันไม่เชื่อหรอกว่าด้วยพรสวรรค์ของพี่หลินเฟิง พอพวกยอดฝีมือจากเมืองหลวงได้เห็นแล้วเขาจะไม่ลงมือช่วย!” มู่หรงเสวี่ยแผดเสียงด่าหลิงเหยียนด้วยความโมโห ก่อนจะสะบัดหน้าหวังจะเดินจากไป “เดี๋ยวก่อน!!!” ทว่าจังหวะนั้น หลิงเหยียนกลับส่งเสียงรั้งไว้ มู่หรงเสวี่ยได้ยินดังนั้นก็นึกเหยียดหยามในใจ ‘หึ สุดท้ายก็ยังตัดใจจากฉันไม่ได้สินะ พวกสายเลียก็ยังเป็นสายเลียวันยังค่ำ’ “ทำไม? เสียใจแล้วล่ะสิ? ถ้าเสียใจก็รีบไปถอนแจ้งความพี่หลินเฟิงซะ แล้วปล่อยตัวเขาออกจากคุก เดี๋ยวนี้! แบบนั้นฉันอาจจะยอมยกโทษให้แกชั่วคราวก็ได้!” มู่หรงเสวี่ยหันกลับมามองหลิงเหยียนด้วยใบหน้าจองหอง อย่างไรเสียเธอก็ยังไม่อยากเสียสายเลียกระเป๋าหนักที่ระบายอารมณ์ได้ง่ายแบบนี้ไป แต่แล้วคำพูดต่อมาของหลิงเหยียนกลับทำให้เธออึ้งจนทำตัวไม่ถูก “ฉันว่าสมองเธอต้องมีปัญหาแน่ๆ ที่ฉันเรียกไว้ก็เพื่อบอกว่า ในเมื่อจะตัดขาดกันแล้ว ของกำนันทั้งหมดที่ฉันเคยให้เธอไปตลอดหลายปีมานี้ เธอควรจะคืนมาให้หมดจะดีกว่า นี่คือรายการของทั้งหมด!” พูดจบหลิงเหยียนก็ใช้นิ้วปัดบนนาฬิกาข้อมืออัจฉริยะส่งข้อมูลรายการหนึ่งไปยังเครื่องของมู่หรงเสวี่ยทันที พอมู่หรงเสวี่ยเห็นเนื้อหาในรายการนั้นเธอก็รู้สึกหน้ามืดตามัวขึ้นมาทันที มูลค่ารวมกันนี่มันทะลุพันล้านไปแล้วไม่ใช่หรือไง! และนี่ยังไม่รวมถึงหยกสถิตวิญญาณที่เธอให้หลินเฟิงไปอีก! “เป็นไปไม่ได้ มันจะเยอะขนาดนี้ได้ยังไง! แล้วอีกอย่าง หลิงเหยียน ของพวกนี้แกเป็นคนอ้อนวอนให้ฉันรับไว้เองนะ ตอนนี้จะมาขอคืน แกยังเป็นผู้ชายอยู่หรือเปล่า!?” เมื่อเห็นรายการสิ่งของล้ำค่าที่ยาวเป็นหางว่าว มู่หรงเสวี่ยก็ด่าทออกมาด้วยความร้อนรน หลิงเหยียนมองท่าทางฟาดงวงฟาดงาของมู่หรงเสวี่ยด้วยความรังเกียจที่ทวีคูณขึ้น จากความทรงจำและพล็อตนิยายในชาติก่อน เขารู้ดีว่ามู่หรงเสวี่ยคนนี้ แม้ภายนอกจะดูเสแสร้งเป็นสาวน้อยผู้อ่อนแอไร้เล่ห์เหลี่ยม แต่จริงๆ แล้วนั่นคือนิสัยธาตุแท้ที่เห็นแก่ผลประโยชน์เป็นที่สุด ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวลาที่ร่างเดิมมอบทรัพยากรใดๆ ให้ ปากเธอก็บอกว่าไม่เอา แต่สุดท้ายพอร่างเดิมอ้อนวอนเข้าหน่อย เธอก็ทำท่าทีเหมือนลำบากใจเสียเต็มประดาแต่กลับเก็บของเหล่านั้นไว้ทุกชิ้นไม่มีขาดตกบกพร่อง แถมยังลักลอบส่งทรัพยากรบางส่วนไปให้หลินเฟิงอีกต่างหาก แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเธอรักหลินเฟิงจนยอมตายถวายหัว แต่ที่เธอใส่ใจหลินเฟิงขนาดนี้ ก็เพราะเมื่อไม่นานมานี้เธอประสบอุบัติเหตุแล้วถูกหลินเฟิงช่วยชีวิตไว้ และเธอก็พบว่าเขานั้นตื่นรู้ในอาชีพปรมาจารย์จิตวิญญาณมานานแล้ว อาชีพปรมาจารย์จิตวิญญาณนั้น อย่างต่ำที่สุดก็เป็นอาชีพระดับ A-! เป็นอาชีพที่หายากยิ่ง ในดาวมังกรอัคคีทั้งดวงปีหนึ่งอาจจะมีปรากฏออกมาไม่กี่คนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เธอจึงเริ่มเอาทรัพยากรของร่างเดิมไป ‘ประเคน’ ให้หลินเฟิง ส่วนหลินเฟิงเองแม้จะพูดปาวๆ ว่าลูกผู้ชายต้องสร้างตัวด้วยตัวเอง แต่ลึกๆ เขากับมู่หรงเสวี่ยก็เป็นคนประเภทเดียวกัน ตราบใดที่เป็นทรัพยากรที่มู่หรงเสวี่ยนำมาให้ เขาก็รับไว้ไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว เพียงเวลาไม่กี่เดือน หลินเฟิงจากที่เป็นเพียงศิษย์นักรบ ก็เติบโตขึ้นจนกลายเป็นนักรบขั้นที่ห้าที่ทรงพลัง มีพละกำลังถึง 5,000 กิโลกรัม แถมด้วยเขตแดนวิญญาณจากพลังจิต แม้อยู่ในระดับนักรบขั้นที่สอง เขาก็มีพลังต่อสู้เทียบเท่ากับนักรบระดับยอดเขาแล้ว พรสวรรค์ระดับนี้คาดว่ายอดฝีมือจากเมืองหลวงคงได้รับรู้ข่าวแล้ว คนที่ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังต่างก็คิดว่าหลินเฟิงมีพรสวรรค์สูงส่งด้วยตัวเอง เพียงแต่ติดที่ตระกูลหลิงทำให้ยอดฝีมือเหล่านั้นยังไม่กล้าลงมือช่วยอย่างเปิดเผย ในนิยายเดิม มู่หรงเสวี่ยขอร้องจนหลิงเหยียนยอมถอนแจ้งความหลินเฟิง ยอดฝีมือจากเมืองหลวงคนนั้นถึงได้กล้าเปิดตัวและทุ่มเททรัพยากรปั้นหลินเฟิงอย่างเต็มที่ ทว่าหลินเฟิงไม่เพียงไม่สำนึกในบุญคุณ แต่กลับผูกใจเจ็บที่หลิงเหยียนส่งเขาเข้าคุกไปสองวัน เมื่อเขามีพลังกล้าแกร่งขึ้น เขาจึงจัดการคนของตระกูลหลิงอย่างลับๆ ผลสุดท้ายคือหลินเฟิงที่ได้รับบทพระเอกนั้นแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จากโชคลาภนานัปการ ส่วนตระกูลหลิงที่ทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายเพื่อเผ่าพันธุ์มนุษย์มาตลอดกลับถูกทำลายล้างจนสิ้นซาก มิหนำซ้ำยังถูกใส่ร้ายว่าเป็นไส้ศึกของเผ่าพันธุ์ต่างดาวอีกด้วย ‘น่าเสียดายที่ชาตินี้ฉันมาแล้ว เรื่องพรรค์นั้นไม่มีวันเกิดขึ้นแน่ หลินเฟิง... แกก็นอนเป็นอัจฉริยะอยู่ในคุกต่อไปเถอะ!’ หลิงเหยียนคิดพลางจ้องมองมู่หรงเสวี่ย เขาแตะที่นาฬิกาข้อมือเบาๆ ทันใดนั้นโฮโลแกรมวิดีโอหลายจอก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ เป็นภาพที่หลิงเหยียนกำลังอ้อนวอนขอให้มู่หรงเสวี่ยช่วยรับของขวัญ “เห็นไหม แกนั่นแหละที่อ้อนวอนให้ฉันรับไว้ ของขวัญที่ให้มาแล้วจะมาขอคืนได้ยังไง?” มู่หรงเสวี่ยยังดูวิดีโอไม่ทันจบก็รีบแค่นเสียงเหี้ยมมองหลิงเหยียนด้วยสายตาดูแคลน เธอเกลียดท่าทางต่ำต้อยของหลิงเหยียนที่สุด แบบพี่หลินเฟิงที่ทำหน้าบึ้งตึงใส่ตลอดเวลาต่างหากถึงจะดูเป็นลูกผู้ชาย หลิงเหยียนไม่ยอมเสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง เขาเลื่อนวิดีโอทั้งหมดไปที่ช่วงท้าย ภาพปรากฏชัดเจนว่ามู่หรงเสวี่ยรับของไปด้วยท่าทีจองหอง พร้อมกับอ้างว่า ‘จะช่วยหลิงเหยียนเก็บรักษาไว้ให้’ เมื่อภาพนี้ปรากฏ มู่หรงเสวี่ยก็หน้าถอดสีประหนึ่งกินอุจจาระเข้าไปจนพูดไม่ออก ท่าทางประเภท ‘อยากได้จนตัวสั่นแต่ทำเป็นตั้งแง่รักษาภาพพจน์’ ทำเอาเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์โดยรอบถึงกับอึ้ง สายตาของผู้สังเกตการณ์รอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป พวกเขามองดูมู่หรงเสวี่ยด้วยความรู้สึกแปลกๆ เพราะเพียงแค่มองก็รู้แล้วว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้แค่จะเอาผลประโยชน์ แต่ยังพยายามวางตัวข่มอีกคนให้ดูต่ำต้อยกว่า “นี่คือวิดีโอทุกครั้งที่เธอรับของไป ทุกครั้งเธอบอกว่าจะเป็นคน ‘เก็บรักษา’ ไว้ให้ฉันเสมอ ดังนั้นคุณหนูมู่หรงเสวี่ย ได้โปรดคืนของทุกอย่างของฉันมาด้วย ถ้าขาดไปแม้แต่ชิ้นเดียว ฉันจะใช้กฎหมายในยุคนี้ฟ้องเธอในข้อหายักยอกทรัพย์สินโดยมิชอบ! และวิดีโอพวกนี้แหละจะเป็นหลักฐานมัดตัวเธอเอง!” หลิงเหยียนเอ่ยออกมาอย่างช้าๆ “แม่หนูนี่หน้าตาก็สวยนะ ไม่นึกเลยว่าเป็นคนแบบนี้!” “นั่นสิ ไม่ชอบเขาก็อย่ารับของสิ รับไปแล้วยังมีหน้ามาบอกว่าเก็บรักษาให้เขาอีก” “เฮ้อ... ไม่รู้ลูกเต้าเหล่าใคร พ่อแม่สั่งสอนมายังไงถึงเป็นเด็กแบบนี้ได้นะ!” บรรดาหมอและพยาบาลต่างพากันชี้ชวนกันวิพากษ์วิจารณ์มู่หรงเสวี่ยไม่หยุด คำพูดเหล่านั้นทำให้มู่หรงเสวี่ยโกรธจนหน้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ “หลิงเหยียน แก... แกบังอาจวางแผนใส่ร้ายฉัน แกวางแผนแบบนี้มาตั้งนานแล้วใช่ไหม! ไม่อย่างนั้นทำไมแกถึงมีวิดีโอตอนส่งของทุกครั้งได้!”
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
AVAV