ตอนที่ 4
นายน้อยหลิงเหยียนช่างหล่อเหลายิ่งนัก! ตระกูลมู่หรงไม่มีความจำเป็นต้องอยู่อีกต่อไป!
2,078 คำ~11 นาที
ในเวลานี้ มู่หรงเสวี่ยได้มองเห็นตัวตนของหลิงเหยียนอย่างกระจ่างแจ้งเสียที
เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา หลิงเหยียนจะวางแผนเล่นงานเธอมาโดยตลอด คาดว่าเขาคงกะจะใช้วิดีโอพวกนี้มาข่มขู่เพื่อให้เธอต้องยอมคบกับเขาแน่ๆ!
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา เหล่าเจ้าหน้าที่การแพทย์ที่อยู่รายล้อมต่างก็ถึงกับพูดไม่ออก
ถ้าแกไม่รับของมา เขาจะวางแผนเล่นงานแกได้ยังไงล่ะ? อีกอย่าง การที่เขาจะอัดวิดีโอตอนส่งของให้มันผิดตรงไหน?
“ใส่ร้ายงั้นเหรอ? คำพูดที่บอกว่าจะช่วยเก็บรักษาของไว้ให้ฉันเนี่ย ฉันบังคับให้เธอพูดงั้นเหรอ? หรือมีครั้งไหนที่เธอไม่เอาของแล้วฉันบังคับยัดเยียดให้?”
“วิดีโอพวกนี้ ฉันแค่บันทึกไว้เพื่อที่ว่าในอนาคตตอนที่เธอยอมตกลงคบกับฉันจริงๆ ฉันจะได้เอามาตัดต่อเป็นความทรงจำที่สวยงามของเราก็เท่านั้น”
“แต่น่าเสียดาย... ฉันมองคนผิดไปจริงๆ มู่หรงเสวี่ย เธอจะมองว่าฉันเป็นแค่สายเลียคนหนึ่งฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่เธอกลับเอาทรัพยากรของฉันไปประเคนให้ผู้ชายคนอื่น!”
“ฉันทำผิดอะไร? ถ้าเธอไม่ชอบฉัน เธอก็บอกมาตรงๆ สิ? แต่เธอกลับดึงเช็งฉันไว้ตลอด แล้วแอบไปกุ๊กกิ๊กกับไอ้หลินเฟิงนั่นลับหลัง!”
“แค่นำทรัพยากรที่ฉันให้ไปเลี้ยงดูมันฉันยังพอทน แต่พอฉันไปเห็นเข้าและแค่อยากจะได้ของของฉันคืน มันกลับลอบโจมตีจนเกือบจะฆ่าฉันตาย! และตอนนี้เธอยังจะมาขอให้ฉันยกโทษให้มันอีกงั้นเหรอ?”
หลิงเหยียนยิ่งพูดยิ่งดูมีอารมณ์ร่วม ช่วงท้ายเขายังแสดงสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าวราวกับคนที่ความรักอันมั่นคงถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี!
เมื่อบวกกับรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาของหลิงเหยียนแล้ว เพียงพริบตาเดียว บรรดาพยาบาลสาวที่อยู่แถวนั้นถึงกับน้ำตาคลอเบ้าด้วยความสงสาร!
ผู้ชายที่ทั้งหล่อ ทั้งมั่นคง แถมยังรวยขนาดนี้ ทำไมพวกเธอถึงไม่ยักษ์เจอแบบนี้บ้างนะ?
ส่วนเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ต่างก็มองมู่หรงเสวี่ยด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์
ให้ตายเถอะ เอาของของสายเลียไปเลี้ยงผู้ชายคนอื่นนี่ยังพอว่า แต่พอถูกจับได้ดันคิดจะฆ่าปิดปากอีก
“ถุย! ผู้หญิงคนนี้น่าขยะแขยงจริงๆ!”
“มิน่าล่ะ ญาติคนไข้เห็นหน้ายัยนี่แล้วถึงทนไม่ได้จนต้องลงไม้ลงมือ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง”
“เปิดหูเปิดตาจริงๆ ไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนใจคออำมหิตได้ขนาดนี้มาก่อนเลย”
บรรดาเจ้าหน้าที่การแพทย์ต่างพากันก่นด่าสิ่งที่อยู่ในใจออกมาอย่างไม่ไว้หน้า
ในเมื่อหลักฐานจากวิดีโอมันตำตาขนาดนั้น ต่อให้เป็นคนโง่ก็ดูออกว่าสิ่งที่หลิงเหยียนพูดนั้นเป็นความจริงแทบทั้งหมด
“นายน้อยครับ!!!”
พ่อบ้านอู๋ที่เห็นหลิงเหยียนแสดงท่าทีเศร้าเสียใจขนาดนั้นถึงกับตาแดงก่ำด้วยความสงสารและโกรธแค้น
วินาทีนี้เขาแทบอยากจะบุกเข้าไปในคุกเพื่อสังหารหลินเฟิง และจัดการนังผู้หญิงมู่หรงเสวี่ยที่อยู่ตรงหน้านี้ทิ้งเสียเดี๋ยวนี้เลย
“แก... แก...!”
มู่หรงเสวี่ยโกรธจนพูดไม่ออก และที่จริงเธอก็ไม่มีอะไรจะโต้แย้งได้เลย
เธออยากจะเถียง แต่หลักฐานวิดีโอทุกอย่างมันตั้งเด่นอยู่ตรงหน้า แม้แต่ตอนที่หลิงเหยียนไปเจอเธอกับหลินเฟิงจนถูกหลินเฟิงลงมือสังหารก็ยังมีวิดีโอบันทึกไว้
เธอจะไปรู้ได้ยังไงว่าหลิงเหยียนคนก่อน เพื่อที่จะบันทึกทุกช่วงเวลาอันสวยงามระหว่างเขากับมู่หรงเสวี่ย จึงได้ซื้อ ‘กล้องมุมมองที่สาม’ มาใช้
ขอเพียงมีมู่หรงเสวี่ยปรากฏตัวอยู่ในละแวกนั้น กล้องจะทำการบันทึกภาพโดยอัตโนมัติทันที
และสิ่งเหล่านี้เองที่กลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีให้กับหลิงเหยียนผู้ข้ามมิติมา
“พอเถอะ ฉันไม่อยากเห็นหน้าเธออีก เชิญออกไปได้แล้ว”
“จำคำฉันไว้ สามวัน... ถ้าภายในสามวันเธอยังไม่คืนของทั้งหมดมา เราไปเจอกันที่ศาลเมืองหลวง! ด้วยมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด โทษจำคุกของเธอไม่ต่ำกว่า 50 ปีแน่นอน!”
หลิงเหยียนพูดตัดบทพร้อมโบกมือไล่แขกทันที
พูดจบเขาก็หันหลังกลับไม่ยอมมองมู่หรงเสวี่ยอีก เพราะเกรงว่าฝ่ายตรงข้ามจะเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของเขาเข้า
เมื่อเห็นท่าทีเด็ดขาดของหลิงเหยียน มู่หรงเสวี่ยก็รู้สึกปวดแปลบในใจ ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญได้สูญสลายไปตลอดกาล
“คุณหนูมู่หรง เชิญครับ!”
พ่อบ้านอู๋เอ่ยปากไล่
ในขณะเดียวกัน กลิ่นอายพลังบางเบาก็แผ่ออกมาจากร่างของเขาโดยไม่ตั้งใจ
แรงกดดันนั้นทำให้มู่หรงเสวี่ยหน้าซีดเผือดลงทันที
“หลิงเหยียน แกจะต้องเสียใจ!”
มู่หรงเสวี่ยตะโกนด่าทอแผ่นหลังของหลิงเหยียน ก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
เหล่าเจ้าหน้าที่การแพทย์เมื่อเห็นว่าหลิงเหยียนไม่เป็นอะไรแล้วต่างก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่
วิชาการแพทย์ในยุคนี้ ตราบใดที่ยังไม่ตายสนิทก็มักจะยื้อชีวิตกลับมาได้เสมอ!
บาดแผลของหลิงเหยียนหายดีนานแล้ว เพียงแต่เขายังไม่ฟื้นขึ้นมาเท่านั้น โรงพยาบาลจึงจำเป็นต้องใช้ ‘ยาปลุกประสาทรุนแรง’ เข้าช่วย
ยาชนิดนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นยาต้องห้าม เพราะจะใช้กับผู้ที่สติสัมปชัญญะเกือบจะดับสูญไปแล้วเท่านั้น
โชคดีที่หลิงเหยียนฟื้นขึ้นมาได้สำเร็จ จึงถือว่าไม่มีปัญหาอะไรแล้ว
“นายน้อยครับ...”
พ่อบ้านอู๋มองหลิงเหยียนพลางอ้าปากจะพูดเพื่อปลอบใจไม่ให้นายน้อยเศร้าจนเกินไป
“พ่อบ้านอู๋ หลินเฟิงจะได้รับโทษยังไงบ้าง?”
แต่หลิงเหยียนกลับหันมาถามคำถามเขาก่อน
“ตามกฎหมายล่าสุด หลินเฟิงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารทายาทวีรบุรุษแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ หากนายน้อยยืนกรานจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด อย่างเบาที่สุดมันก็ต้องถูกทำลายวรยุทธ์และพรสวรรค์ทิ้ง”
“แน่นอนครับว่าถ้านายน้อยต้องการ ผมสามารถไปคุยกับผู้พิพากษาเพื่อให้ตัดสินโทษประหารชีวิตมันได้ โดยที่รับรองว่าไม่มีใครหาช่องโหว่เจอแน่นอน!”
พ่อบ้านอู๋กล่าวออกมาอย่างช้าๆ!
แน่นอนว่าเขาเองก็อยากจะกำจัดหลินเฟิงให้พ้นทางอยู่แล้ว
“ดี งั้นก็เอาตามนั้นแหละ!”
“นอกจากนี้ ทรัพยากรทั้งหมดที่เคยให้ตระกูลมู่หรงไปตลอดหลายปีมานี้ ให้เรียกคืนมาให้หมด แล้วช่วยกดดันพวกมันหน่อย ฉันไม่อยากเห็นตระกูลมู่หรงรอดไปได้เกินสามวัน!”
“อ้อ แต่อย่าเพิ่งให้ตระกูลมู่หรงตายไวเกินไปนักล่ะ ตายท่ามกลางความสิ้นหวังนี่แหละถึงจะสนุกที่สุดจริงไหม?”
หลิงเหยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้ม
โทษประหารชีวิตหลินเฟิง... ก็ใช่ว่าจะฆ่ามันได้จริงๆ
เพราะยังไงหมอนั่นก็คือพระเอก
แต่ถึงจะเป็นพระเอก หากถูกตัดสินโทษประหารแล้วไม่ตาย ก็ต้องชดใช้ด้วยราคาที่แสนแพง
เผลอๆ อาจจะต้องกลายเป็นศัตรูกับสหพันธ์เผ่าพันธุ์มนุษย์ไปเลยด้วยซ้ำ
และเมื่อไม่มีการสนับสนุนอย่างบ้าคลั่งจากเขาอีกต่อไป
หลินเฟิงที่คิดจะผงาดขึ้นมาเหมือนในเนื้อเรื่องเดิม ความยากลำบากคงจะเพิ่มขึ้นเป็นหมื่นเท่าทวีคูณ
ต้องรู้ก่อนว่าทรัพยากรของหลิงเหยียนนั้นประเคนให้ฝ่ายตรงข้ามจนสามารถไต่เต้าไปถึงระดับเทพสงครามได้เลยเชียวนะ
“รับทราบครับนายน้อย! ผู้น้อยจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยครับ”
เมื่อได้ยินคำสั่งของหลิงเหยียน พ่อบ้านอู๋ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที นี่เป็นสิ่งที่เขาอยากทำมานานแล้ว
ดูเหมือนว่านายน้อยจะวางมือได้จริงๆ เสียที แบบนี้เขาก็เบาใจ
น่าเสียดายที่นายน้อยไม่สามารถปลุกอาชีพขึ้นมาได้ ต่อให้มีทรัพยากรมหาศาลจากตระกูลหลิงหนุนหลังในอนาคต แต่ความสำเร็จก็คงจะไม่สูงส่งนัก...
....................
ไม่นานนัก พ่อบ้านอู๋ก็เดินออกจากห้องพักไป
ภายในห้องพักเหลือเพียงหลิงเหยียนอยู่คนเดียว
เมื่อเห็นว่าพ่อบ้านอู๋ไปแล้ว ดวงตาของหลิงเหยียนก็เป็นประกายขึ้นมา
“เจตจำนงสูงสุด! เปิดหน้าต่างอาชีพของฉันขึ้นมา!”
หลิงเหยียนเรียกหา ‘เจตจำนงสูงสุด’ ในใจทันที
สิ่งที่เรียกว่า ‘เจตจำนงสูงสุด’ คือสิ่งที่ทำให้ทุกคนบนโลกนี้สามารถปลุกอาชีพ พลังพิเศษ และพรสวรรค์ขึ้นมาได้
มันสามารถช่วยให้ทุกคนใช้ความสามารถในอาชีพของตัวเองได้ คล้ายกับระบบสนับสนุนผู้ใช้
*วิ้ง!!!*
ทันใดนั้น หน้าจอภาพก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าหลิงเหยียน
....................
ชื่อ: หลิงเหยียน
ระดับ: นักสู้ฝึกหัดขั้นสูงสุด
เลือดลม: 9.9
วิญญาณ: 1.0
อาชีพ: ผู้สร้างกฎ (หนึ่งเดียว)
วิชา: เคล็ดลับขัดเกลากายาระดับสูงของสหพันธ์ (ไม่มีระดับ! ชำนาญ)
ทักษะต่อสู้: วิชาหมัดพื้นฐานสหพันธ์ (ไม่มีระดับ! ชำนาญ)
กฎที่สร้าง: ไม่มี
คะแนนกฎ: 2.38 แสน
....................
เมื่อมองดูคุณสมบัติตรงหน้า แววตาของหลิงเหยียนก็สั่นไหวเล็กน้อย
โลกใบนี้เป็นโลกที่ให้ความสำคัญกับการฝึกยุทธ์เป็นหลัก
วิถียุทธ์คือพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก เผ่าพันธุ์มนุษย์พัฒนามาหลายหมื่นปี ตั้งแต่เริ่มต้นที่ดาวแม่คือโลก จนปัจจุบันรอยเท้าของมนุษย์ได้แผ่ขยายไปทั่วกาแล็กซีทางช้างเผือก
และเหตุผลที่คนในโลกนี้สามารถก้าวเข้าสู่วิถียุทธ์ได้ ก็เป็นเพราะการปลุกอาชีพนั่นเอง
ขอเพียงมีอายุครบ 15 ปี ก็มีโอกาสที่จะปลุกอาชีพขึ้นมาได้ในวันใดวันหนึ่ง
และหากอายุเกิน 18 ปีแล้ว โอกาสที่จะปลุกอาชีพได้แทบจะเป็นศูนย์
แต่หลิงเหยียนหลังจากข้ามมิติมา เขากลับโชคดีสุดขีดที่สามารถปลุกอาชีพขึ้นมาได้ในวินาทีที่มู่หรงเสวี่ยเดินเข้ามา
แถมยังเป็น ‘อาชีพหนึ่งเดียว’ อีกด้วย!
อาชีพหนึ่งเดียว... ระดับนี้หลิงเหยียนไม่เคยได้ยินมาก่อน
ระดับอาชีพในโลกนี้ ต่ำที่สุดคือระดับ E จากนั้นก็เป็นระดับ D, C, B, A และ S!
ในแต่ละระดับจะแบ่งย่อยออกเป็นสามขั้น เช่น E-, E และ E+!
สำหรับปรมาจารย์จิตวิญญาณ อย่างต่ำที่สุดก็เริ่มต้นที่ระดับ A- แล้ว!
ทั้งดาวมังกรอัคคี ในหนึ่งปีอาจจะมีปรมาจารย์จิตวิญญาณโผล่มาแค่คนสองคนเท่านั้น
ความสำเร็จขั้นต่ำของพวกเขาคือระดับจักรพรรดิสงคราม หรืออาจจะไปถึงระดับเทพสงครามเลยก็ได้!
นี่คือเหตุผลที่มู่หรงเสวี่ยยอมเป็นสายเลียประจบประแจงหลินเฟิงสุดชีวิต
แต่น่าเสียดายที่มู่หรงเสวี่ยไม่รู้เลยว่า ระดับจักรพรรดิสงคราม สำหรับตระกูลหลิงแล้ว... ก็เป็นได้แค่ระดับบอดีการ์ดหรือคนคุ้มกันเท่านั้น!
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน