ตอนที่ 2
คนชั่วต้องถูกคนชั่วกว่าขยี้
2,980 คำ~15 นาที
เจ็บ! ทั่วทั้งร่างเจ็บร้าวราวกับถูกรถบดขยี้! ความเจ็บปวดนั้นแผดเผาเหมือนถูกโยนลงไปในภูเขาไฟไม่มีผิด!
ความรู้สึกที่คุ้นเคยยิ่งนัก... หลินรั่วขมวดคิ้วพลางลืมตาขึ้น สิ่งที่ปรากฏแก่สายตามหาใช่แสงไฟสีขาวซีดในห้องแล็บ แต่เป็นแสงนวลตาที่ส่องมาจากโคมไฟระย้าคริสตัล
เธอไม่สนความเจ็บปวดตามร่างกาย รีบยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง กวาดตามองไปรอบๆ ด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะชะงักค้างไป... นี่มัน... บ้านของเธอไม่ใช่เหรอ?!
เป็นไปไม่ได้ บ้านของเธอถูกคนบุกรุกยึดครองไปตั้งแต่ช่วงเริ่มเข้าสู่ยุคเยือกแข็งสุดขั้ว จนสภาพบ้านเละเทะไม่เหลือชิ้นดี แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
สมองยังคงมึนงง เธอสะบัดศีรษะแรงๆ เพื่อไล่ความไม่สบายตัว ก่อนจะเหลือบไปเห็นปฏิทินบนโต๊ะข้างเตียง วันที่ 19 สิงหาคม ปี ค.ศ. 2207! เธอย้อนกลับมาเมื่อห้าปีก่อน!
เธอระเบิดตัวเองไปแล้วพร้อมกับไอ้พวกที่คิดจะหลอกใช้เธอทุกคน แต่เธอยังไม่ตาย! แถมยังได้ย้อนเวลากลับมาในอดีตอีกงั้นเหรอ?!
หลินรั่วกะพริบตาถี่ๆ แววตาที่เคยเย็นชาเริ่มสั่นคลอนด้วยความสับสน นี่คือการเกิดใหม่จริงๆ หรือว่าเรื่องราวก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่ความฝันตื่นหนึ่งกันแน่?
เธอยกมือขึ้น ลองโคจรพลังจิตเพียงครู่เดียว ลูกบอลน้ำขนาดเท่ากำปั้นก็รวมตัวกันบนฝ่ามือทันที วินาทีต่อมาลูกบอลน้ำนั้นก็จับตัวเป็นน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงจนเกิดชั้นน้ำแข็งบางๆ ปกคลุมไปทั่ว ยิ่งหลินรั่วเร่งพลังพิเศษออกมามากเท่าไหร่ ชั้นน้ำแข็งก็ยิ่งหนาขึ้นเท่านั้น
ในที่สุด ทั้งห้องก็กลายสภาพไม่ต่างจากถ้ำน้ำแข็ง อุณหภูมิเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก
รูม่านตาของเธอหดเกร็ง พลังพิเศษของเธอยังอยู่! แถมยังอยู่ระดับเดิมด้วย!
เรื่องราวก่อนหน้านี้ไม่ใช่ความฝัน เธอเกิดใหม่แล้วจริงๆ!
ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว หลินรั่วรีบถอนพลังกลับ เพียงพริบตาเดียว ห้องก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติราวกับภาพลวงตาเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
เธอทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านแกนรอยขาวนวล
เรื่องราวในชาติก่อนผุดขึ้นมาในหัวทีละฉาก ทั้งความสุข ความแค้น และความเศร้าโศก แต่มันผ่านไปแล้ว ตอนนี้เธอได้รับโอกาสให้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง!
ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามา เธอรีบกระโจนลงจากเตียงตรงไปยังกระจกเงาบานใหญ่ในห้อง เด็กสาวในกระจกมีผมยาวสีดำขลับปรกบ่า ดวงตาแดงก่ำและมีเส้นเลือดฝอย ใบหน้าซีดเซียวดูอิดโรยราวกับเพิ่งผ่านการสูญเสียครั้งใหญ่มา
หลินรั่วค่อยๆ ลูบไล้ใบหน้าของตัวเอง นี่คือสภาพของเธอในช่วงที่พ่อกับแม่เพิ่งเสียชีวิตใหม่ๆ
ในชาติก่อน พ่อแม่ของเธอขับรถไปเที่ยวเมื่อเดือนที่แล้ว แต่กลับโชคร้ายประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งใหญ่เสียชีวิตทั้งคู่
ตอนนั้นเธอต้องจัดการงานศพให้ท่านทั้งสองเพียงลำพัง แถมยังต้องรับมือกับครอบครัวของอาที่จ้องจะฮุบสมบัติจนสายตัวแทบขาด
ประกอบกับความเสียใจที่ยอมรับความจริงไม่ได้ ทำให้เธอใช้ชีวิตเลื่อนลอยอยู่ในบ้านเหมือนคนไร้วิญญาณ จนกระทั่งวันสิ้นโลกมาถึง เธอถูกอาแท้ๆ ที่เคียดแค้นเธอเป็นทุนเดิมบุกมายึดบ้าน แถมยังจะขายเธอให้คนอื่นเพื่อแลกกับอาหาร นั่นแหละถึงทำให้เธอได้สติและฮึดสู้จนรอดพ้นจากการถูกย่ำยีมาได้
ความทรงจำถาโถมเข้ามาดั่งกระแสน้ำ หลินรั่วมองดูรูปถ่ายของพ่อแม่บนโต๊ะหัวเตียงด้วยความอาลัย เธอมาไม่ทันจริงๆ สุดท้ายก็ยังไม่ได้เห็นหน้าคนสองคนที่มีรักแท้ให้เธอที่สุดบนโลกนี้
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ เธอค่อยๆ เดินสำรวจไปทั่วบ้าน ปลายนิ้วสัมผัสเครื่องเรือนทีละชิ้น มันเนิ่นนานมาแล้ว... นานจนเธอเกือบลืมไปแล้วว่าบ้านหน้าตาเป็นอย่างไร
การตกแต่งในบ้านยังคงเหมือนเดิมก่อนที่พ่อแม่จะจากไป เธอค่อยๆ รำลึกถึงวันวาน น่าเสียดายที่หลังจากเกิดพิบัติภัย ที่นี่ก็ถูกคนยึดไปจนเสียโฉม
ทันใดนั้นความสงสัยก็ผุดขึ้นมา พลังสายวารียังอยู่ แล้วพลังสายมิติล่ะ?
หลินรั่วหลับตาลงพยายามเชื่อมต่อกับมิติ ทันใดนั้นพื้นที่ขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า มันยังคงเป็นมิติในระดับ 5 ของเธอเหมือนเดิม แม้แต่ของที่เก็บไว้ข้างในก็ยังอยู่ครบ!
เธอเป็นผู้มีพลังพิเศษสองสายคือสายวารีและสายมิติ เพราะพลังจิตที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ ทำให้เธอควบคุมน้ำได้เหนือชั้นกว่าคนอื่น เธอสามารถควบคุมโมเลกุลน้ำทุกอย่างที่สัมผัสได้อย่างใจนึก
และมิติของเธอเองก็เป็นผลมาจากพลังจิต ทำให้มันมีพื้นที่ไม่จำกัด เธอไม่เคยสัมผัสได้ถึงขอบเขตของมันเลยสักครั้ง
ชาติที่แล้วเธอปลุกพลังสายมิติได้ก่อน และตอนนั้นเธอยังไม่รู้จักการเก็บซ่อนมันจึงถูกพบเห็นได้โดยง่าย พอนึกดูแล้ว เจี่ยงฮ่าวเฉิน หัวหน้าฐานเอเมือง A ก็เข้ามาตีสนิทเธอในช่วงนั้น ซึ่งการเข้าหาก็เพื่อมองหาผลประโยชน์เท่านั้นเอง
หลังจากเริ่มรู้ทันคนอื่น เมื่อเธอปลุกพลังสายวารีขึ้นมาได้ เธอจึงเลือกที่จะปกปิดมันไว้ ใครจะไปคิดว่าสุดท้ายมันจะกลายเป็นไพ่ตายใบสุดท้ายของเธอ
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินรั่วก็หยิบรูปคู่ของพ่อแม่ขึ้นมาลูบเบาๆ ขอบตาแดงระเรื่อ บนโลกใบนี้คงมีเพียงพ่อแม่เท่านั้นที่รักเธอโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน
เธอแนบหน้าผากเกาะรูปภาพนั้นไว้ อย่างน้อยเธอก็เคยมีคนที่รักเธอจริงๆ แม้ว่าพวกท่านจะไปอยู่บนสวรรค์แล้วก็ตาม
เดิมทีเธอเริ่มเหนื่อยหน่ายกับวันสิ้นโลกจนคิดว่าตายไปเสียก็จบๆ กันไป แต่ใครจะรู้ว่าสวรรค์จะให้โอกาสเธอได้เริ่มต้นใหม่!
ครั้งนี้ คนที่เคยหักหลังและทำร้ายเธอ เธอจะไม่ยอมปล่อยไปแม้แต่คนเดียว!
"ปัง! ปัง! ปัง!"
เสียงทุบประตูห้องดังสนั่นราวกับโจรป่า เจ้าของมือนั่นออกแรงมากเสียจนเหมือนจะรื้อประตูบ้านทิ้ง
"หลินรั่ว! เปิดประตู!"
เสียงตะโกนแหลมของ จ้าวหมิ่นฉี อาสะใภ้ของเธอดังรอดออกมาจากหลังประตู
แววตาของหลินรั่วฉายแววเย็นเยียบ กลิ่นอายสังหารแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ถ้าพวกมันไม่เสนอหน้ามาหาถึงที่ เธอก็เกือบลืมล้างแค้นพวกมันไปแล้ว แต่นี่รนหาที่ตายเองแท้ๆ ดี! ดีมาก!
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปรับสีหน้าให้กลายเป็นเด็กสาวที่โศกเศร้าระทมทุกข์เพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะรีบเดินไปเปิดประตู
ข้างนอกนั้นคือ หลินบิน อาของเธอ จ้าวหมิ่นฉี และ หลินเยว่ ลูกชายวัยสิบสี่ปีของพวกมัน
ทันทีที่หลินรั่วเปิดประตู จ้าวหมิ่นฉีก็ชี้หน้าด่าตามความเคยชินทันที "นี่มันเรื่องอะไรกัน?! อาแท้ๆ ของแกมาหา ตั้งนานกว่าจะเปิดประตู! ไม่อยากต้อนรับพวกเราหรือไง! น่าสงสารพวกเราจริงๆ ที่อุตส่าห์ช่วยวิ่งเต้นจัดการงานศพพ่อแม่แกจนหัวหมุน แกมันคนไร้สำนึก!"
หลินรั่วปรายตามอง เห็นว่านอกจากพวกมันสามคนแล้ว ยังมีเพื่อนบ้านในชั้นเดียวกันยืนดูอยู่ด้วย เธอจึงพลิกบทบาท น้ำตาไหลร่วงเผาะทันตา "อาเล็ก อาสะใภ้ หนูบอกแล้วไงคะว่าบ้านหลังนี้คือสมบัติชิ้นสุดท้ายที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ พวกอาเอาไปไม่ได้หรอก ปล่อยหนูไปเถอะนะคะ!"
"แกเป็นแค่เด็กผู้หญิง อีกหน่อยก็ต้องแต่งงานออกไป! ของตระกูลหลินจะปล่อยให้คนนอกได้ไปง่ายๆ ได้ยังไง! บ้านหลังนี้ต้องเก็บไว้ให้ฮ่าวหรง (หลินเยว่) แต่งงานในอนาคต!" พอเห็นว่าหลินรั่วไม่ยอมยกบ้านให้ จ้าวหมิ่นฉีก็ปรี๊ดแตกทันที ที่นางมาเต้นแร้งเต้นกาอยู่เนี่ยก็เพื่อเงินกับบ้านทั้งนั้น ถ้าไม่ได้นางไม่ยอมเลิกราแน่!
หลินรั่วแสร้งทำหน้าเศร้ากว่าเดิม พลางเหลือบมองเพื่อนบ้านและครอบครัวอา ก่อนจะเอ่ยอย่างจำใจ "พวกอาเข้ามาคุยข้างในก่อนเถอะค่ะ อย่าไปรบกวนคนอื่นเลย"
หลินบินส่งสัญญาณทางสายตาให้จ้าวหมิ่นฉี แล้วเดินตามหลินรั่วเข้าบ้านไป โดยมีจ้าวหมิ่นฉีลากหลินเยว่ตามมาติดๆ
พอเข้าบ้านมา หลินเยว่ก็เชิดหน้ามองไปทั่วอย่างโอหังราวกับกำลังตรวจตราสมบัติของตัวเอง
พริบตาที่ประตูปิดลง ใบหน้าของหลินรั่วก็กลับมาเย็นชาทันควัน แววตาแฝงไว้ด้วยรังสีฆ่าฟันรุนแรง
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอปอัดเสียงอย่างแนบเนียนแล้ววางไว้ข้างประตู
"เลิกลีลาแล้วเอาโฉนดออกมา! ฉันจะบอกแกให้นะว่าอาแกน่ะเป็นถึงหัวหน้าแผนก! จะจัดการเด็กอย่างแกน่ะมันเรื่องกล้วยๆ อย่าทำตัวหาเรื่องใส่ตัวจะดีกว่า!"
เมื่อประตูปิดไปแล้ว จ้าวหมิ่นฉีก็สลัดหน้ากากทิ้งอย่างไม่เกรงใจ "เดี๋ยวพวกฉันจะหาคู่ที่เหมาะสมให้แกเอง เรียนจบเมื่อไหร่ก็แต่งออกไปซะ แล้วไม่ต้องมาติดต่อกันอีก!"
หลินรั่วทำเสียงอ้อนวอนน่าสงสาร แต่ท่วงท่านั้นกลับรวดเร็วปานสายฟ้า เธอถลาเข้าหาจ้าวหมิ่นฉี ใช้มือซ้ายอุดปากนางไว้ ส่วนมือขวาคว้าหมับที่ยอดแขนขวาแล้วออกแรงบิดเพียงนิดจนได้ยินเสียง กริก! กระดูกหัวไหล่หลุดออกจากเบ้าทันที
หน้าของจ้าวหมิ่นฉีถอดสีขาวซีด เหงื่อกาฬไหลพรากด้วยความเจ็บปวด แต่นางส่งเสียงไม่ได้แม้แต่นิดเดียวเพราะถูกหลินรั่วอุดปากไว้
"อาสะใภ้ หนูขอโทษ! อย่าทำแบบนี้เลยนะคะ! หนูยกบ้านให้ไม่ได้จริงๆ อย่าทำแบบนี้เลย"
พวกหลินบินพากันอึ้งกับภาพตรงหน้า เขารีบปรี่เข้ามาจะกระชากมือหลินรั่วออก "แกทำอะไรน่ะ! อย่าบีบให้ฉันต้องใช้กำลังกับแกนะ!"
หลินรั่วหัวเราะขำเบาๆ มือนิ่งสนิท ก่อนจะออกแรงดันขึ้นไปนิดเดียว เสียงกระดูกเข้าที่ดังลั่น จ้าวหมิ่นฉีร้องฮึดฮัดในคอเพราะมือถูกต่อเข้าที่เดิมแล้ว แต่นางเจ็บจนตัวสั่นพราก เหงื่อไหลโชก หลินรั่วใช้มือซ้ายที่เร็วปานลมกรดคว้าหมับที่กรามแล้วออกแรงกระชากจนกรามหลุด จากนั้นก็หยิบผ้าขนหนูแถวนั้นมายัดปากนางไว้
หลินรั่วละมือหันมาหิ้วคอเสื้อจ้าวหมิ่นฉีที่ตอนนี้อ่อนปวกเปียกเหมือนกระสอบเน่า เจ็บจนสิ้นฤทธิ์ขัดขืน
"อ๊าก! ฉันจะฆ่าแก!" หลินเยว่ตะโกนลั่น ตาแดงก่ำพุ่งเข้ามาจะชกหลินรั่ว
เธอถีบเข้าที่เข่าของมันหนึ่งปึก หลินเยว่ทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความเจ็บปวด ขณะที่มันกำลังจะเอื้อมไปลูบขา หลินรั่วก็ไม่เปิดโอกาส เธอเหยียบหลังมันไว้แล้วจัดการถอดกรามมันทิ้งด้วยมือซ้าย ก่อนจะคว้าเสื้อผ้าแถวประตูมาฉีกออกเป็นริ้วๆ มัดปากมันไว้ แล้วจัดการมัดมันรวมกับจ้าวหมิ่นฉีในเวลาไม่กี่อึดใจ
ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา กว่าหลินบินจะตั้งสติได้ ลูกเมียก็ถูกจัดการเรียบวุธ
เขารีบถกแขนเสื้อเดินดุ่มเข้ามาพร้อมจะวางมวย
หลินรั่วยิ้มให้เขา แล้วสวนกลับด้วยการถีบยอดอกเข้าที่หน้าท้อง หลินบินรู้สึกเหมือนโดนค้อนพะเนินทุบจนอวัยวะภายในแทบสลับที่กันหมด เขาหน้ามืดทรุดลงไปคลานกับพื้น หอบหายใจโรยริน
"อาเล็ก อย่าตีหนูเลยนะคะ หนูทำให้พ่อแม่เสียใจไม่ได้จริงๆ นี่คือสิ่งเดียวที่พวกท่านทิ้งไว้ให้หนูดูต่างหน้า!"
เธอเดินเข้าไปหา กระชากคอเสื้อหลินบินลุกขึ้นด้วยมือเดียวราวกับยกปุยฝ้าย มือขวาอุดปากเขาไว้แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก "ถ้ามารนหาที่ตายอีก ฉันจะฆ่าพวกแกทิ้งซะ"
พูดพลาวมือซ้ายก็วางที่แขนของหลินบินแล้วบิดเบาๆ จนกระดูกหลุด หลินบินตาเหลือกกำลังจะสลบไป แต่หลินรั่วกลับกดจุดเหนือริมฝีปาก (จุดเหรินจง) ของเขาไว้แน่น บังคับให้เขายังมีสติสัมปชัญญะรับรู้ความเจ็บปวดต่อ
รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอเริ่มดูอ่อนโยนขึ้นเรื่อยๆ แต่เสียงกลับเย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง "จำความเจ็บนี้ไว้ให้ดี ถ้าครั้งหน้ายังกล้ามาหาเรื่องอีก ฉันรับรองเลยว่าจะทำให้เจ็บกว่านี้ร้อยเท่า จำใส่หัวไว้..."
พูดจบเธอก็ออกแรงดันกระดูกที่หลุดให้เข้าที่อีกครั้ง ความเจ็บปวดครั้งนี้ทวีคูณยิ่งกว่าเดิมหลายเท่านัก หลินบินรู้สึกเหมือนแขนขาไม่มีชิ้นดี เขาโดนอุดปากไว้จึงทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ
ใบหน้าของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำเพราะขาดอากาศ
หลินรั่วรอจนเขาเริ่มหายใจได้คล่องขึ้น จึงจัดการถอดกรามและมัดปากเขาไว้อีกคน จากนั้นก็เริ่มเล็งไปที่ขาของเขา บิดเข้าบิดออกสลับไปมาจนข้อต่อหลุดแล้วใส่กลับใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เป็นเช่นนี้อยู่นานครึ่งชั่วโมง หลินรั่วถอดและต่อข้อต่อทั่วร่างของหลินบินจนครบทุกจุด เมื่อเธอรามือ หลินบินก็หน้าซีดเป็นไก่ต้ม นอนขดเป็นกุ้งอยู่ที่มุมห้อง เหงื่อชุ่มไปทั้งตัว แถมที่เป้ากางเกงยังมีรอยเปียกโชกเป็นวงกว้าง
หลินรั่วประดับรอยยิ้มสดใสราวกับดอกไม้บาน ความอัดอั้นจากชาติก่อนเริ่มมลายไปบ้างแล้ว เธอมองร่างที่กองอยู่แทบเท้าเหมือนซากสุนัขตายด้วยสายตาสมเพช พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแสนเศร้า "อาเล็ก อาเป็นญาติผู้ใหญ่ของหนูแท้ๆ ทำไมถึงทำกับหนูแบบนี้ล่ะคะ!"
ตอนนี้หลินบินมองเธอราวกับเห็นปิศาจ เขาพยายามกระถดกายหนีไปด้านหลังพลางส่ายหัวรัวๆ แต่เพราะกรามหลุดและถูกมัดปากจึงส่งเสียงไม่ได้
หลินรั่วหัวเราะเบาๆ โน้มตัวลงไปกระซิบข้างหู "ทีนี้... เชื่อหรือยังว่าฉันฆ่าพวกแกได้จริงๆ?"
หลินบินเข้าใจความหมายนั้นทันที รูม่านตาหดเล็กลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด พลางพยักหน้าหงึกๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย
ขณะที่จ้าวหมิ่นฉีกับหลินเยว่ที่ถูกมัดอยู่ข้างๆ ก็ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตา ร่างกายสั่นสะท้านเหมือนเจ้าเข้า พวกนี้มันพวกประเภทเก่งกับคนซื่อ แต่พอเจอของจริงเข้าหน่อยก็ขี้หดตดหาย
หลินรั่วตบมือเบาๆ หยิบโทรศัพท์ที่อัดเสียงไว้ขึ้นมา กดหยุดบันทึกแล้วชูให้คนทั้งสามดู "ฉันอัดเสียงไว้หมดแล้ว ในนี้ระบุชัดเจนว่าพวกคุณคุกคามฉันยังไงบ้าง ฉันยินดีนะถ้าพวกคุณจะกลับมาหาฉันอีก เพราะมันจะเป็นโอกาสให้ฉันได้ 'กำจัด~เสี้ยน~หนาม' ให้พ้นทางซะที"
คำว่ากำจัดเสี้ยนหนาม หลินรั่วเน้นทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ ทุกคำที่ผ่านปากเธอทำเอาครอบครัวของหลินบินสะดุ้งเฮือกไปตามๆ กัน
คราวนี้พวกมันเชื่อสนิทใจแล้วว่าหลินรั่วกล้าฆ่าพวกมันจริงๆ! ความเจ็บปวดที่หลินบินและจ้าวหมิ่นฉีเพิ่งเจอจะติดตราตรึงใจไปชั่วชีวิต! มันเจ็บเกินจะบรรยาย!
หลินรั่วเดินไปแก้มัดให้จ้าวหมิ่นฉีและหลินเยว่อย่างเนิบนาบ เมื่อเห็นทั้งสามยังคงนั่งนิ่ง เธอก็เลิกคิ้วขึ้น "ทำไม? ยังไม่อยากไปอีกเหรอ? หรืออยากให้ฉันช่วยนวดเส้นสายให้อีกรอบ?"
สิ้นคำนั้น ครอบครัวหลินบินแทบจะคลานเข่าหนีเตลิดออกจากห้องไปทันที ท่ามกลางสายตาเพื่อนบ้านที่ยืนชี้หน้าด่าด้วยความโกรธแค้นแทนหลินรั่ว
เธอยิ้มออกมาบางๆ หากไม่ใช่เพราะตอนนี้การฆ่าคนจะทำให้แหวกหญ้าให้งูตื่น เธอคงส่งพวกมันลงนรกไปกราบขอโทษพ่อกับแม่ของเธอไปแล้ว
หลินรั่วหลับตาลงสูดลมหายใจลึก ระบายความอัดอั้นในใจออกมา พร้อมกับกดข่มสัญชาตญาณฆ่าฟันที่กำลังร่ำร้องอยู่ข้างในให้สงบลง
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน