ตอนที่ 1
มุกหยกขาวลายมังกร
2,153 คำ~11 นาที
มุกหยกขาวลายมังกร
ราชวงศ์ต้าเฉียน แคว้นเป่ย เมืองอันเหอ
ปีศักราชเก่า 541
ต้นเดือนแรกของปี อสูรโกวเหลียนนำพากองทัพอสูรนับหมื่นตนบุกมาจากทิศเหนือ บุกทำลายเมืองไปหลายสิบแห่ง สร้างความเสียหายล้มตายแก่ชาวบ้านนับไม่ถ้วน
จนกระทั่งฤดูใบไม้ผลิ เซียนมนุษย์กู่ทงเทียนได้ใช้กระบี่เซียนสังหารอสูรตนนั้น แล้วแขวนหัวมันไว้ที่ประตูเมืองทางทิศเหนือ เพื่อข่มขวัญเหล่าอสูรร้ายนับพันนับหมื่น
หลังจากนั้นไม่กี่เดือน เหล่าอสูรก็แตกกระเจิง หลบซ่อนตัวตามเมืองและหมู่บ้านต่างๆ ในแคว้นเป่ย
……
เมื่อย่างเข้าฤดูหนาว สายลมเย็นเยียบพัดโชย
ยามบ่ายที่ไร้แสงอาทิตย์ ท้องฟ้าดูหม่นหมอง
ภายในหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองอันเหอ กลุ่มเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งกำลังล้อมวงกันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่หัวหมู่บ้าน
“พวกเจ้าได้ข่าวกันหรือยัง จางปิ่งที่อยู่ท้ายหมู่บ้านเมื่อวานนี้ถูกเซียนอาจารย์ท่านหนึ่งพาตัวไปแล้วนะ”
“จริงเหรอ!? อย่างนั้นเขาก็จะได้เป็นเซียนแล้วน่ะสิ”
“มันจะง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ มีเพียงผู้ที่มีรากฐานเต๋าเท่านั้นถึงจะแสวงเต๋าได้ นั่นเป็นเพียงแค่เขามีคุณสมบัติเบื้องต้นเท่านั้นเอง”
“พวกเราคงไม่ต้องไปหวังหรอก สู้ตั้งใจฝึกวรยุทธ์ให้ดี เผื่อว่าจะได้เข้าสำนักวรยุทธ์สักแห่งยังจะดีกว่า”
“……”
เด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งกำลังกระซิบกระซาบกัน
หลินลี่ในวัยเพียงสิบสามปีที่นั่งอยู่ข้างๆ กำลังคาบหญ้าหางสุนัขไว้ที่มุมปาก เขากำลังเอนกายพิงรากไม้ที่คดเคี้ยวอยู่ข้างๆ นั้น
“มีรากฐานเต๋า ถึงจะแสวงเต๋าได้……”
เขาข้ามภพมายังโลกอันแปลกประหลาดนี้ได้ไม่รู้กี่วันแล้ว
โลกใบนี้ไม่เคยปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ยุคสมัยใดที่เขาเคยรู้จักมาก่อน
เพราะไม่มีราชวงศ์ไหนที่ใช้ชื่อว่าต้าเฉียน
ไม่เพียงเท่านั้น โลกนี้ยังเต็มไปด้วยอสูรที่สร้างความวุ่นวาย แม้ว่ามนุษย์จะมีเซียนมนุษย์คอยจัดการ แต่ในสายตาของพวกเซียน ชีวิตของชาวบ้านทั่วไปก็ไม่ต่างอะไรกับต้นหญ้าต้นหนึ่ง
ไม่มีใครสนใจความเป็นความตายของชาวบ้านตาดำๆ
แม้จะมีผู้ฝึกวรยุทธ์อยู่มากมาย แต่ในโลกที่วิถีเซียนเป็นใหญ่และวิถีวรยุทธ์กำลังเสื่อมถอยเช่นนี้ วรยุทธ์ก็ไม่อาจนับว่าเป็นวิถีที่สูงส่งได้
“วิถีเซียนบ้าบออะไรกัน!”
หลินลี่ถ่มน้ำลายออกมาหนึ่งคำก่อนจะลุกขึ้นยืน
หญ้าหางสุนัขที่คาบอยู่ร่วงลงสู่พื้น
“พี่หลิน จะกลับแล้วเหรอ?”
เด็กหนุ่มคนอื่นๆ หยุดคุยกัน แล้วหันมาส่งยิ้มให้หลินลี่
ตั้งแต่หลินลี่ฟื้นจากอาการธาตุไฟเข้าแทรก พวกเขาก็รู้สึกได้ชัดเจนว่าจิตวิญญาณและท่าทีของเขาดูเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน
ถ้อยคำบางคำที่เขาพูดออกมา พวกเขาก็ฟังไม่ค่อยเข้าใจนัก
อย่างคำว่า ‘ข้ามภพ’ หรือ ‘นิ้วทองคำ’ อะไรนั่น ฟังแล้วดูงุนงงไปหมด
“ถ้าไม่รีบกลับ หมอกสีขาวก็จะมาเยือนแล้ว”
เขามองออกไปนอกหมู่บ้าน ก่อนจะเดินมุ่งหน้าตรงกลับบ้านของตน
เมื่อได้ยินคำพูดของหลินลี่ สีหน้าของเด็กหนุ่มคนอื่นๆ ก็เปลี่ยนไปในทันที
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็ทำให้รู้สึกขนพองสยองเกล้าขึ้นมา
“พี่หลิน! พรุ่งนี้สำนักวรยุทธ์เปิดรับสมัคร อย่าลืมไปนะ!”
เด็กหนุ่มร่างอวบคนหนึ่งตะโกนไล่หลังมา จากนั้นต่างคนต่างรีบแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน
ตั้งแต่เข้าฤดูหนาวมา ทุกยามเย็นมักจะมีหมอกหนาปกคลุม
มีข่าวลือว่าในตัวเมืองมีผู้คนกว่าสิบคนเสียชีวิตภายในหมอกหนานั้น
สภาพศพดูน่าเวทนา บางคนถูกควักไส้ บางคนถูกตัดหัวถลกหนัง
……
เมื่อกลับมาถึงบ้านดินเผา ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงแล้ว
บ้านของเขาตั้งอยู่ในมุมที่ค่อนข้างเงียบเหงาที่ท้ายหมู่บ้าน พอเริ่มค่ำ รอบข้างก็เงียบกริบ
หลินลี่จุดตะเกียงน้ำมัน
แสงไฟสลัวส่องกระทบไปทั่วบริเวณ
พ่อแม่ของเขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน
น้องสาวเพียงคนเดียวก็ถูกผู้ที่เรียกตนเองว่าเซียนอาจารย์พาตัวไปตั้งแต่ยังเด็ก
เขาจึงต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง
เมื่อนั่งลงแล้ว เขาก็หยิบหนังสือเล่มเก่าๆ เล่มหนึ่งขึ้นมาพลิกอ่านต่อ
นี่คือหนังสือที่ผู้ใหญ่บ้านได้รับมาจากสำนักวรยุทธ์แล้วนำมาแจกจ่าย
บนหน้าปกเขียนอักษรเรียบง่ายไว้สามตัวว่า—เคล็ดวิชาฝึกกาย
เส้นทางแห่งวรยุทธ์ล้วนเริ่มต้นจากการฝึกกาย
การฝึกกายแบ่งออกเป็นเก้าระดับ
สามระดับแรกคือหลอมกล้ามเนื้อ ระดับกลางคือหลอมเอ็น และสามระดับสุดท้ายคือหลอมกระดูก
การฝึกกายเป็นเพียงรากฐาน ยังต้องอาศัยวิชาภายนอกเข้ามาเสริมถึงจะดึงพลังที่แข็งแกร่งกว่าออกมาได้
แม้ว่าวิถีวรยุทธ์ของโลกนี้จะแข็งแกร่งกว่าวิชายุทธ์ในชาติก่อนไม่รู้กี่เท่า แต่ก็ยังไม่อาจเทียบได้กับวิถีเซียนที่มีฤทธานุภาพดั่งเทพเจ้า เหาะเหินเดินอากาศได้
ทว่าเคล็ดวิชาฝึกกายเล่มนี้ แม้จะมีเพียงเคล็ดฝึกสามระดับแรก แต่สำหรับคนทั่วไปแล้วก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
“ฝึกไว้เยอะๆ อย่างน้อยก็พอมีกำลังเอาตัวรอดได้”
โลกใบนี้อันตรายเกินกว่าจะจินตนาการ
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนที่เขาจะหมดสติจากอาการธาตุไฟเข้าแทรก ก็มีข่าวว่าคนในหมู่บ้านหายตัวไปและยังหาไม่พบจนถึงทุกวันนี้
“ข้าไม่อยากตาย……”
หลินลี่วางหนังสือลงหลังจากอ่านไปได้สักพัก แล้วเริ่มฝึกกระบวนท่าการฝึกกายอย่างช้าๆ
แม้กระบวนท่าจะช้า แต่กลับหนักแน่นและทรงพลัง
ในขณะที่ร่ายรำกระบวนท่า เขาก็ปรับเปลี่ยนท่วงท่าฝีเท้าให้สอดคล้องตามเคล็ดวิชาไปพร้อมกัน
ดูเผินๆ แล้วอาจจะดูบิดเบี้ยวและแปลกประหลาด
ทว่าเมื่อกระบวนท่าถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง พลังของเขาก็เริ่มพุ่งสูงขึ้น
เวลานี้ พลังเลือดลมภายในร่างกายกำลังเดือดพล่าน
ราวกับว่ามันกำลังชำระล้างและขัดเกลาเนื้อหนังทั่วทั้งร่าง
กระบวนท่านั้นช้ามาก แต่การจะร่ายรำแต่ละกระบวนท่าให้สอดประสานกับพลังเลือดลมที่พุ่งพล่านในร่างนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ไม่นานนัก เหงื่อก็เริ่มซึมออกมาตามร่างกาย
เขาถอดเสื้อออก เผยให้เห็นร่างกายที่ค่อนข้างผอมบางแต่สมส่วน
ในจังหวะที่เขากำลังจะฝึกต่อ ความรู้สึกร้อนรุ่มประหนึ่งถูกแผดเผาก็แล่นพล่านเข้ามาที่หน้าอกในทันที
“มาอีกแล้วหรือ”
เขาก้มหน้าลงมอง เป็นสร้อยคอที่แขวนลูกแก้วอยู่กลางอก
มุกหยกขาวลายมังกร
ในชาติก่อน เขาต้องตายเพราะปกป้อง ‘โบราณวัตถุ’ ชิ้นนี้ที่ขุดพบจากความลึกเก้าพันเมตรใต้ดิน
ไม่นึกเลยว่ามันจะข้ามภพมาพร้อมกับเขาด้วย
และที่น่าอัศจรรย์ก็คือ ทุกครั้งที่เขาฝึกกายเสร็จ ลูกแก้วนี้ก็จะแผ่ความร้อนระอุออกมา
หลินลี่คาดเดาว่า ที่เขาสามารถฟื้นจากอาการธาตุไฟเข้าแทรกได้ ก็น่าจะเป็นเพราะลูกแก้วนี้เช่นกัน
“เอ๊ะ?”
“ดูเหมือน... จะเปลี่ยนเป็นสีแดงขึ้นหน่อยนะ”
เมื่อสังเกตดูให้ดี ลูกแก้วที่เดิมเป็นสีขาวนม ตอนนี้กลับดูเหมือนมีสีแดงจางๆ ปกคลุมอยู่
ดูแล้วช่างแปลกประหลาดพิกล
“ทำต่อ”
เขาไม่ได้คิดอะไรมาก หลินลี่เริ่มฝึกต่อ
ถึงอย่างไรลูกแก้วนี้ก็ดูเหมือนจะไม่มีผลเสียอะไรต่อเขาเลย
แถมในช่วงนี้เขายังพบว่า ความเร็วในการฝึกเคล็ดวิชาฝึกกายของเขานั้นรวดเร็วมาก
เร็วเสียจนน่าตกใจ
“ถ้าสามารถเติมเต็มพลังเลือดลมได้อย่างต่อเนื่อง ฝีมือของข้าคงจะก้าวหน้าได้เร็วกว่านี้มาก”
ที่เขาว่ากันว่า ‘คนจนเรียนอักษร คนรวยเรียนวรยุทธ์’
เส้นทางแห่งวรยุทธ์ต้องอาศัยการเผาผลาญพลังเลือดลมมหาศาล
และการจะเติมเต็มเลือดลม แหล่งที่มาง่ายที่สุดก็คือเลือดสัตว์ ตับ และเนื้อแดง
แต่สำหรับคนยากจนอย่างเขา สิ่งเหล่านี้ถือว่าหายากยิ่ง
นานๆ ทีถ้าโชคดีล่าสัตว์ได้ ก็อาจจะได้กินเนื้อสัตว์ป่าบ้าง แต่ก็ทำได้เพียงแค่นั้น
หากมีสูตรบำรุงเลือดพิเศษและสมุนไพรล้ำค่ามาช่วยในการฝึกฝน คงจะดียิ่งกว่านี้แน่
สำนักวรยุทธ์เว่ยเจิ้นในเมืองเปิดรับสมัครศิษย์จากทั้งในและนอกเมืองทุกปี
สำหรับเขาแล้ว นี่ถือเป็นโอกาสสำคัญ
ราตรีกาลล่วงลึกขึ้นเรื่อยๆ
หมอกสีขาวเริ่มปกคลุมไปทั่วหมู่บ้าน
แต่ตะเกียงน้ำมันของแต่ละบ้านก็ยังคงสว่างไสว
คืนยาวนาน ไร้แสงไฟ ไร้สิ่งคุ้มกัน อสูรจะรุกราน
“สบายตัวจริงๆ”
หลังจากร่ายรำกระบวนท่าจนจบ หลินลี่รู้สึกว่าร่างกายของตนแข็งแกร่งขึ้นอีกขั้น
แต่หากฝึกต่อไปโดยไม่มีอาหารมาบำรุง ร่างกายคงจะขาดพลังเลือดลมเป็นแน่
ในขณะที่เขากำลังจะนั่งพัก ตะเกียงน้ำมันข้างผนังก็วูบไหวราวกับถูกลมพัด
เปลวไฟสั่นไหว
เงาของหลินลี่ที่ทอดตัวอยู่บนกำแพงก็ไหวเอนตามไป
หลินลี่ซึ่งหูตาไวสัมผัสได้ถึงเสียงฝีเท้าเบาๆ ที่ดังมาจากนอกประตู
หูฝาดไปหรือเปล่านะ?
เขาชะงักไปเล็กน้อย
ครั้งนี้เขาได้ยินเสียงนั้นชัดเจน มันคล้ายกับเสียงฝีเท้าคนจริงๆ
“ใครน่ะ?”
หลินลี่เอ่ยถามโดยสัญชาตญาณ ร่างกายเกร็งขึ้นมาทันที
ยามค่ำคืนห้ามออกนอกบ้าน
นี่เป็นกฎเหล็กที่ทุกคนในหมู่บ้านต่างรู้ดี
“พี่หลิน ข้าเอง”
สิ้นเสียง เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น
เจ้าอ้วนงั้นเหรอ?
หลินลี่ตะลึงงัน ในหัวพลันนึกถึงภาพเด็กหนุ่มร่างอวบที่เห็นเมื่อกลางวัน
ไม่สิ
ดึกดื่นป่านนี้ คนในหมู่บ้านไม่มีทางออกมาเดินข้างนอกแน่
โดยเฉพาะเด็กหนุ่มคนนั้น
“พี่หลิน? อยู่ในบ้านไหม?”
หลินลี่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ปัง ปัง ปัง——
คราวนี้มีเสียงเคาะประตูตามมาด้วย
เสียงนั้นดูเร่งรีบ
อึก
หลินลี่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมา
‘หลังพระอาทิตย์ตกดิน ไม่ว่าใครจะเรียกหรือเคาะประตู ก็ห้ามไปสนใจเด็ดขาด’
นี่คือคำเตือนที่คนในหมู่บ้านพูดถึงบ่อยที่สุด
ในระหว่างที่เขากำลังลังเล เสียงเคาะประตูก็ดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ
คนนอกประตูดูเหมือนจะรีบร้อนมาก
แต่หลินลี่กลับนิ่งเฉย ร่างกายราวกับถูกสาปให้แข็งทื่อ
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็หยุดกึกลง
ตกอยู่ในความเงียบงันมรณะ
ไปแล้วหรือ?
หลินลี่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเจอเหตุการณ์แบบนี้ มันช่างชวนให้ขนหัวลุกจริงๆ
คนนอกประตูจะเป็นคนหรือผี เขาเองก็ยังไม่แน่ใจ
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์คนหายตัวไปเมื่อช่วงก่อนหน้า ทำให้เขาไม่กล้าขยับตัวหรือส่งเสียงใดๆ ออกไป
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ไม่ได้ยินเสียงใดๆ อีก เขาจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง
คงจะไปแล้วกระมัง?
“พี่หลิน”
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง
เสียงนั้นชัดเจนยิ่งนัก
หลินลี่เบิกตากว้าง รูม่านตาหดเล็กลง หัวใจราวกับหยุดเต้นไปชั่วขณะ
เสียงนั้นดังมาจากข้างหลังของเขา
เขาสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะค่อยๆ หันศีรษะไปอย่างฝืดเคือง
เขามองเห็นเลือนรางว่า มีหัวคนหัวหนึ่งกำลังแนบอยู่กับหน้าต่างกระดาษบางๆ นั้น
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องอยู่ในบ้าน”
แสงตะเกียงที่วูบไหว ในวินาทีนั้นเองก็ดับวูบลง
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน