ตอนที่ 4

ลูกเล่นของดรูอิด

1,956 คำ~10 นาที
เมื่อมีม่านพลังอาณาเขตแล้ว มู่อิ๋งก็มั่นใจว่าจะสามารถกำจัดซอมบี้สองตัวนั้นได้ การสร้างม่านพลังอาณาเขตเสร็จไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะจบลง เพราะการคงสภาพมันไว้ต้องใช้พลังงานวันละ 10 แต้ม มู่อิ๋งใส่พลังงานลงไปเพียงพอสำหรับประคองไว้สองวัน ทำให้พลังงานเริ่มต้น 300 แต้มของเธอตอนนี้เหลืออยู่เพียง 80 แต้มเท่านั้น สิ่งของหลายอย่างสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ เช่น ต้นไม้ในเขตอนุรักษ์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นไม้แปรรูปหรือพลังงาน หรือแม้แต่พวกวัชพืชและพุ่มไม้ก็ทำได้เช่นกัน แต่มู่อิ๋งไม่ได้ใช้มัน เพราะอย่างแรกคือต้นไม้พวกนี้กว่าจะโตขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เก็บไว้ในอาณาเขตจะหยิบใช้เมื่อไหร่ก็ได้ ส่วนอย่างหลังนั้นอัตราการเปลี่ยนพลังงานต่ำมากจนแทบไม่มีค่าให้เสียเวลาทำ ในทางกลับกัน เหรียญทองแดงที่ได้จากการฆ่าซอมบี้ก่อนหน้านี้ให้พลังงานที่ค่อนข้างเสถียร โดย 1 เหรียญทองแดงสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ 1 แต้ม ถ้าซอมบี้ทุกตัวดรอป 3 เหรียญทองแดงล่ะก็ มันจะเป็นแหล่งรายได้ที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว มู่อิ๋งถอดเสื้อตัวนอกออก เลาะแขนเสื้อออกมาตัดเป็นแถบผ้า จากนั้นก็หาท่อนไม้ที่เหมาะมือมาอันหนึ่ง แล้วใช้แถบผ้าพันมีดทำครัวติดกับปลายไม้ เธอถือมีดทำครัวเวอร์ชันต่อด้ามยาว เดินกลับไปยังแถวๆ เต็นท์อย่างระมัดระวัง ตอนนี้ซอมบี้สองตัวนั้นยังคงเดินวนเวียนอยู่ไม่ไกลจากเต็นท์นัก เธอขยับเข้าไปใกล้เพื่อดึงดูดความสนใจของพวกมัน พอพวกมันเริ่มตามมาเธอก็เคลื่อนตัวกลับไปยังแนวเขตของม่านพลังอาณาเขต และก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่เธอเหยียบเข้ามาในเขตอาณาเขต ซอมบี้พวกนั้นก็ถูกกั้นไว้ข้างนอก พวกมันพยายามตะกุยตะกายม่านพลังที่มองไม่เห็นอย่างบ้าคลั่ง มู่อิ๋งยกมีดทำครัวด้ามยาวขึ้นแล้วฟันลงไปสุดแรง จนสามารถกำจัดซอมบี้ทั้งสองตัวได้อย่างราบรื่น 【คุณสังหารซอมบี้ ×1, ได้รับค่าประสบการณ์สังหาร ×1, เหรียญทองแดง ×3】 【คุณสังหารซอมบี้ ×1, ได้รับค่าประสบการณ์สังหาร ×1, เหรียญทองแดง ×3】 ซอมบี้แต่ละตัวดรอป 3 เหรียญทองแดงจริงๆ ด้วย มู่อิ๋งเก็บเหรียญขึ้นมาใส่กระเป๋า หลังจากเก็บของดรอปแล้ว ซากซอมบี้ก็สลายกลายเป็นกองดินสองกองอย่างรวดเร็ว ปลอดภัยและไม่ก่อมลพิษใดๆ หลังจากนั้นเธอก็ย่องกลับไปที่เต็นท์ริมทะเลสาบอีกครั้ง ความสนุกของการ 'ฟาร์มของ' นั้นไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ ถ้าพูดตามภาษาเกมนี่คือการเก็บเกี่ยวไอเทม: เต็นท์ ×1, แผ่นรองนอนกันความชื้น ×1, ถุงนอน ×1, กระเป๋าเป้ใบยักษ์ ×1, เสื้อผ้าผู้ชายจำนวนหนึ่ง, โต๊ะเก้าอี้พับ ×1, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ×10, หม้อไฟกึ่งสำเร็จรูป ×1, น้ำแร่ขนาด 1.5 ลิตร ×3, หม้อ ×1, มีดทำครัวขนาดเล็ก ×1, ชามตะเกียบใช้แล้วทิ้งจำนวนหนึ่ง, เครื่องปรุงรสจำนวนหนึ่ง, อุปกรณ์ตกปลาจำนวนหนึ่ง, ถังพลาสติก ×1... ดูเหมือนเจ้าของเดิมจะกะมาตั้งแคมป์ตกปลาที่นี่หลายวัน แต่ตอนนี้ทุกอย่างตกเป็นของเธอหมดแล้ว มู่อิ๋งร้องไชโยในใจ: ต้องขอบคุณเพื่อนร่วมอาชีพนักตกปลาท่านนี้จริงๆ ที่เตรียมตัวมาดีมาก ช่วยให้ฉันหลุดพ้นจากความยากจนข้นแค้น อย่างน้อยสองสามวันนี้ก็ไม่ต้องกลัวอดตายแล้ว! เธอรวบรวมของเหล่านั้นจัดลงกระเป๋าอย่างมีความสุข แล้วค่อยๆ ลำเลียงพวกมันกลับเข้าสู่อาณาเขต เมื่อเสร็จงาน มู่อิ๋งก็นั่งลงบนเก้าอี้พับตัวเล็ก เปิดรายชื่อเวทมนตร์ในคู่มือผู้เล่นขึ้นมาอ่านอย่างละเอียด เวทมนตร์ถูกแบ่งออกเป็นระดับ 0 ถึงระดับ 9 โดยเวทมนตร์ระดับ 0 มักถูกเรียกว่า 'ลูกเล่นทางเวท' (Cantrips) ผลของเวทมนตร์เหล่านี้มักจะไม่รุนแรงและไม่มีพลังทำลายล้างมากนัก แต่การเรียนรู้นั้นง่ายมากและใช้มานาเพียงน้อยนิด หากฝึกฝนจนชำนาญ เวทระดับ 0 จะใช้มานาคงที่อยู่ที่เพียง 1 แต้มเท่านั้น ส่วนเวทมนตร์ตั้งแต่ระดับ 1 เป็นต้นไป จะสามารถเรียนรู้อีกระดับที่สูงขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเลเวลอาชีพถึงเลขคี่ ซึ่งหมายความว่าเธอต้องรอให้ถึงเลเวล 3 ก่อน ถึงจะสามารถเรียนเวทมนตร์ระดับ 2 ได้ มู่อิ๋งเหลือบมองเลเวลของตัวเอง 【ดรูอิด LV1 (3/100)】 ก็รู้สึกว่าหนทางในการอัปเลเวลนั้นยังอีกยาวไกล สำหรับการเริ่มสัมผัสเวทมนตร์ครั้งแรก แม้สภาพแวดล้อมภายนอกจะไม่มั่นคงนัก แต่เธอก็ไม่รีบร้อน มู่อิ๋งตั้งใจจะเริ่มฝึกจากเวทระดับ 0 ก่อน ในบรรดาเวทระดับ 0 อย่างเดียวที่พอจะมีประโยชน์ในการต่อสู้คือ 'เวทแสงแฟลช' (Flare) ที่ทำให้ตาบอดชั่วขณะ แต่ซอมบี้นั้นไม่มีการมองเห็น เวทนี้จึงยังไม่มีประโยชน์ในตอนนี้ ส่วนเวทสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันอื่นๆ นั้นมีประโยชน์มาก เช่น 'เวทสร้างน้ำ' (Create Water), 'เวททำความสะอาด' (Cleaning), 'เวทแสงสว่าง' (Light) เวทเหล่านี้สามารถแก้ปัญหาการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานได้ ตอนนี้เธอยังมีเสบียงพอตัวแถมอยู่ใกล้แหล่งน้ำ เวทสร้างน้ำจึงยังไม่รีบร้อน ส่วนเวททำความสะอาดนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ในเมื่อชีวิตยังไม่รอด ความสะอาดก็ยังไม่สำคัญเท่าไหร่ในตอนนี้ เวทแสงสว่างที่ใช้ส่องไฟดูจะเข้าท่าที่สุด เพราะเธอยังไม่เจออุปกรณ์ส่องสว่างใดๆ ในเต็นท์เลย ตามปกติแล้วการมาตั้งแคมป์ตกปลาข้างนอกหลายคืนแบบนี้ ควรจะมีอุปกรณ์ส่องสว่างหรือที่ชาร์จไฟมาบ้าง แต่มู่อิ๋งไม่เจอแม้แต่โทรศัพท์มือถือ หรือแม้แต่ไฟแช็กก็ไม่มี เธอสงสัยว่าตอนที่เกมอุบัติขึ้น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายอย่างอาจจะอันตรธานหายไปหมดแล้ว สุดท้าย มู่อิ๋งจึงตัดสินใจเลือกเรียน 'ดรูอิดครัฟต์' (Druidcraft) เป็นอย่างแรก มันเป็นเวทระดับ 0 ที่มีลูกเล่นหลากหลายและซับซ้อนที่สุด สามารถสร้างประกายไฟเล็กๆ เพื่อจุดไฟได้ สามารถใช้พยากรณ์อากาศภายใน 24 ชั่วโมง หรือทำให้ดอกไม้บานทันที เมล็ดพันธุ์แตกเปลือก ใบไม้ออกยอด หรือสร้างเอฟเฟกต์รับรู้ชั่วคราวที่ไม่มีอันตรายอย่างใบไม้ร่วง ลมพัดเบาๆ หรือกลิ่นอายได้ สิ่งที่มู่อิ๋งให้ความสำคัญที่สุดคือความสามารถในการจุดไฟ เพราะถ้ามีกองไฟ นอกจากจะใช้ทำอาหารได้แล้วยังช่วยส่องสว่างได้ด้วย แม้จะไม่สะดวกเท่าเวทแสงสว่างแต่ก็พอถูไถไปได้ เมื่อเลือกเวทมนตร์ได้แล้ว มู่อิ๋งก็เริ่มอ่านทฤษฎีการร่ายเวทก่อน ปรากฏว่าวิธีการร่ายเวทของแต่ละอาชีพนั้นต่างกันออกไป โดยอาชีพสายร่ายเวทแท้ๆ อย่างจอมเวท (Wizard) จะร่ายยากที่สุด ส่วนอาชีพสายเวทศักดิ์สิทธิ์อย่างนักบวช (Priest) และดรูอิดจะง่ายที่สุด ยกตัวอย่างเช่น จอมเวทเวลาจะร่ายเวทต้องจดจำโครงสร้างเวทมนตร์และวงจรพลังงานที่สลับซับซ้อน รวมถึงเทคนิคการร่ายอีกสารพัด แต่สำหรับดรูอิดและนักบวช เพียงแค่ต้องคุ้นเคยกับ 'คำอธิษฐาน' ของเวทนั้นๆ แล้วกล่าววิงวอนขอความช่วยเหลือจาก 'เทพ' ที่ตนนับถือ เพื่อให้การร่ายเวทสำเร็จ ความยากมีเพียงการสื่อสารบทเวทให้ถูกต้อง และแรงปรารถนาของ 'เทพ' เท่านั้น และเมื่อเทียบกับเทพที่พวกนักบวชนับถือ 'พระเจ้า' ของเหล่าดรูอิดซึ่งก็คือ 'ธรรมชาติ' นั้นดูจะยุติธรรมกว่า เพราะธรรมชาติไม่มีตัวตนหรือจิตสำนึกส่วนบุคคล การขอความช่วยเหลือจึงไม่ยากนัก มันเหมือนเป็นการสื่อสารกับพลังแห่งธรรมชาติ แล้วใช้บทเวทเป็นสื่อกลางเพื่อให้ธรรมชาติช่วยร่ายเวทให้ ยิ่งมีความใกล้ชิดกับธรรมชาติมากเท่าไหร่ การสื่อสารก็ยิ่งง่ายขึ้น และยิ่งมีค่าสัมผัส (Wisdom) สูงเท่าไหร่ การสื่อสารบทเวทก็จะยิ่งชัดเจนและแม่นยำ มู่อิ๋งถือกิ่งไม้แห้งเล็กๆ ไว้ในมือ ทำตามวิธีในคู่มือโดยใช้สัมผัสของตัวเองเข้าไปสัมผัสและดึงพลังแห่งธรรมชาติออกมา จากนั้นก็กล่าวบทเวท ครั้งแรกมีควันจางๆ พุ่งออกมาจากกิ่งไม้เกือบจะจุดติดแล้ว ตามที่คู่มือระบุไว้ แบบนี้แสดงว่าการดึงพลังธรรมชาติมาใช้ยังไม่พอ หรือการกล่าวบทเวทนั้นยังไม่มีพลังมากพอ ครั้งที่สองเธอสามารถจุดไฟบนกิ่งไม้ได้สำเร็จ เพียงแต่เพราะใช้แรงมากเกินไปหน่อย มานาเลยถูกใช้ไปเยอะเกินความจำเป็น เธอค่อยๆ ปรับจูนทีละครั้ง ความรู้สึกในการสื่อสารกับธรรมชาตินั้นช่างเบาสบายและราบรื่นอย่างบอกไม่ถูก เหมือนถูกโอบกอดโดยผู้ใหญ่ที่ใจดีและพร้อมจะยอมรับในตัวเธอ ซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกหลงใหลอย่างมาก น่าเสียดายที่มานาของเธอมีไม่มากนัก มีเพียง 60 แต้ม และการฟื้นฟูมานาจำเป็นต้องอาศัยการพักผ่อนที่เพียงพอ เธอจึงต้องใช้มันอย่างประหยัด หลังจากมู่อิ๋งสามารถควบคุมพลังที่ใช้ร่ายเวทให้คงที่ที่ 1 มานาได้สำเร็จ เธอก็เริ่มฝึกฝนเวทระดับ 0 อย่างที่สองต่อทันที นั่นคือ 'เวทแสงสว่าง' ครั้งนี้ความคืบหน้าเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก เพียงครั้งแรกเธอก็สามารถสร้างแสงสว่างขนาดเท่าลูกแก้วขึ้นมาที่ปลายนิ้วได้ แม้จะยังไม่ถึงระดับมาตรฐานของเวทแสงสว่าง แต่มานาก็ไม่ได้ถูกใช้ไปเกินความจำเป็นมากนัก แต่เนื่องจากการร่ายเวทอย่างต่อเนื่อง มานาของเธอจึงหมดลงในเวลาไม่นาน มู่อิ๋งแม้จะอยากฝึกฝนแทบตายแต่ก็ทำไม่ได้ ได้แต่ต้องสละเวลาจำนวนมากไปกับการพักฟื้นพลัง เมื่อฟื้นฟูดีแล้วจึงค่อยฝึกต่อไป เธอใช้เวลาค่อนวันกว่าจะควบคุมการใช้มานาตอนร่ายเวทได้คงที่ แม้ผลของเวทมนตร์จะยังต่ำกว่ามาตรฐานไปบ้าง แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็พอใช้งานได้แล้ว มู่อิ๋งมองดูเอฟเฟกต์อันทรงพลังของเวทระดับ 1 ด้วยความเสียดาย ก่อนจะถอนหายใจออกมา "เกมนวันสิ้นโลกนี้มันจะยากเกินไปหรือเปล่านะ!" เธอนั้นยังถือว่าโชคดีที่อยู่บนเขาที่ผู้คนเบาบาง หลังจากจัดการซอมบี้ที่อยู่ใกล้ๆ ได้แล้ว ยังพอมีที่ทางให้ค่อยๆ เรียนรู้ความสามารถของอาชีพ แต่คนอย่างเธอนั้นเป็นเพียงส่วนน้อย คนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมืองที่หนาแน่น ลองจินตนาการถึงภาพที่มีซอมบี้จำนวนพอกับมนุษย์ แถมถ้าโดนข่วนก็ยังติดเชื้อกลายเป็นซอมบี้ตามไปด้วย ถึงจะได้รับสถานะผู้เล่นมา แต่ความสามารถต่างๆ ยังต้องใช้เวลาเรียนรู้อย่างช้าๆ การจะหนีออกมาจากฝูงซอมบี้ด้วยวิธีนี้นั้นยากเย็นไม่ใช่เล่นเลย ยังดีที่ถ้าพอจะหาที่หลบภัยซ่อนตัวได้สักพัก การฆ่าซอมบี้ก็คงไม่ยากเกินไปนัก อย่างน้อยก็ยังไม่ถึงกับไร้ความหวัง
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
AVAV