ตอนที่ 2
บุตรชายเจ้าเมืองผู้มานะ (1)
1,971 คำ~10 นาที
หลังจากที่ซูเฉินพบว่าตัวเองตายแล้ว เขาก็ปรากฏตัวขึ้นในพื้นที่แปลกประหลาดแห่งหนึ่ง
พื้นที่นั้นมืดมิดสนิทราวกับน้ำหมึก
"พับผ่าสิ!"
"ไอ้แก่สวี่ปานั่นมันช่างดวงดีชะมัด!"
เมื่อนึกถึงคำพูดสุดท้ายของสวี่ปา ซูเฉินก็รู้สึกขุ่นเคืองใจไม่หาย ทั้งที่เดิมทีท่านเจ้าเมืองน่าจะทะลวงผ่านเข้าสู่ขอบเขตอักขระวิญญาณได้อย่างแน่นอน
แต่กลับกลายเป็นคนของตระกูลสวี่ที่ทะลวงผ่านได้ก่อน
โชคชะตาช่างเล่นตลก ฟ้าดินช่างไร้เมตตา
เหมือนอย่างที่บรรพชนตระกูลสวี่พูดไว้ หากท่านเจ้าเมืองทะลวงขอบเขตได้ก่อน ก็คงถึงตาตระกูลซูของเขาที่เป็นฝ่ายบุกไปสังหารล้างตระกูลสวี่แทน
"ตระกูลซูมีคนทรยศ!"
หากมีใครมองเห็นใบหน้าของเขาได้ในตอนนี้ คงเห็นว่าซูเฉินกำลังหน้าดำคร่ำเครียดราวกับถ่านหิน
คนที่ถูกแอบส่งตัวออกไป ถ้าไม่ใช่ลูกหลานของเขา ก็ต้องเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตาย
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ซูเฉินไม่มีเวลามานั่งกังวลเรื่องเหล่านั้นแล้ว เพราะ 'ปลายนิ้วทองคำ' ของเขามาถึงแล้ว สูตรโกงสวรรค์ที่เขาเฝ้ารอมาเป็นร้อยปีไม่โผล่มา ดันทะลึ่งมาปรากฏเอาตอนที่เขาตายเสียนี่
หรือว่ามันจะถูกเปิดใช้งานเพราะวันครบรอบวันเกิดร้อยปีของเขา?
แต่ตอนนี้เขาตายไปแล้ว จะเอาสูตรโกงนี่ไปทำซากอะไร?
ถึงจะคิดอย่างนั้น ซูเฉินก็ยังยอมเปิดดูมันแต่โดยดี
มันเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง ซูเฉินหยิบมันขึ้นมาแล้วเริ่มพลิกอ่าน หน้าแรกเขียนไว้ว่า
[ชาติแรก: ในวัยเยาว์เจ้าคะนองศึก ทำเรื่องผิดพลาดไปมากมาย หลังจากหนีออกจากบ้านก็ได้ผ่านความยากลำบากนานัปการ ต่อสู้เสี่ยงตายในกองกำลังทหารรับจ้าง จนมีอำนาจวาสนาและสร้างตระกูลขึ้นมา กลายเป็นบรรพชนผู้ขยายเผ่าพันธุ์ทิ้งรอยเท้าไว้บนโลกใบนี้ แม้ตัวจะตาย แต่ในเมืองฉงชวนยังคงมีตำนานของเจ้าเล่าขานสืบไป ชีวิตในชาตินี้ของเจ้านับว่ามีสีสันไม่น้อย]
[บทสรุป: สีขาวสามดาว]
[รางวัล: 30 แต้มพลิกชะตา]
[โปรดเลือกการจัดสรรแต้มพลิกชะตาของเจ้า เพื่อเข้าสู่ชาติที่สอง]
หน้าจอแจ้งเตือนปรากฏขึ้นตรงหน้าซูเฉิน
[พรสวรรค์: 0 (+)]
[ความหยั่งรู้: 0 (+)]
[ภูมิหลังตระกูล: 0 (+)]
[สภาวะจิตใจ: 5]
[คำแนะนำ: แต้มพลิกชะตาสามารถใช้ได้ทันที หรือจะเก็บสะสมไว้ใช้ในชาติถัดไปก็ได้ แต่เมื่อจบสิ้นหนึ่งชาติ ค่าสถานะทั้งหมดนอกจากสภาวะจิตใจจะถูกรีเซ็ตเป็นศูนย์]
ซูเฉินเข้าใจแล้ว ปลายนิ้วทองคำของเขาก็คือ 'ระบบจำลองชีวิต' นี่เอง!
แต่นี่มันกวนประสาทชัดๆ ต้องตายก่อนถึงจะเปิดใช้งานได้เนี่ยนะ!
บ่นก็ส่วนบ่น แต่จะให้ไม่ใช้ก็ไม่ได้
ซูเฉินทุ่มแต้มพลิกชะตาที่มีอยู่ 30 แต้มลงไปรวดเดียวทั้งหมด โดยแบ่งเป็น พรสวรรค์ +15, ความหยั่งรู้ +10 และภูมิหลังตระกูล +5
ซูเฉินที่ฝึกฝนมาตลอดชีวิตย่อมเข้าใจดีว่า ในช่วงแรกหากต้องการฝึกฝนให้รวดเร็วจำเป็นต้องมีพรสวรรค์ ส่วนในช่วงหลังหากต้องการทะลวงขอบเขตจำเป็นต้องมีความหยั่งรู้ แต่ถ้าช่วงแรกไม่มีพรสวรรค์ ก็จะไม่มีทรัพยากร และถ้าไม่มีทรัพยากร ก็ไม่มีอนาคตให้พูดถึง
ดังนั้นเขาจึงเน้นลงที่พรสวรรค์มากกว่าค่าอื่นอยู่ 5 แต้ม
แสงสีขาวสว่างวาบผ่านตา ซูเฉินก็ได้เข้าสู่ชาติที่สองทันที
......
เมืองเป่ยเฟิง
เด็กหนุ่มหน้าตาหมดจดคนหนึ่งกำลังยืนอึ้งมองตัวเองในกระจก
"ให้ตายสิ! อายุตั้งสิบเจ็ดแล้วเพิ่งจะมาปลุกความทรงจำขึ้นมาเนี่ยนะ ทำไมไม่ตื่นให้มันเร็วกว่านี้หน่อยวะ!"
ซูเฉินรู้สึกไร้คำบรรยาย หากเขาตื่นเร็วกว่านี้สักปีหนึ่ง สิ่งที่เขาทำได้คงจะมีมากกว่านี้มาก เช่น การเข้ารับการทดสอบของสำนักยุทธ์ชั้นนำ หรือการเข้ารับการทดสอบของนิกายระดับยอดเขา
ในชาตินี้ ฐานะของเขาไม่เลวเลย เขาเป็นถึงบุตรชายของเจ้าเมืองเมืองเป่ยเฟิง เดิมทีซูเฉินเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องเกิดมาลำบากตรากตรำ แต่กลับกลายเป็นว่าได้เกิดในตระกูลขุนนางเสียอย่างนั้น
เจ้าเมืองเมืองเป่ยเฟิงมีแซ่เจียง นามว่าหลี ในชาตินี้ซูเฉินจึงมีนามใหม่ว่า 'เจียงเฉิน'
แต่ยังมีข่าวดีอยู่อย่างหนึ่ง คือในชาตินี้เขายังคงอยู่ในอาณาจักรเทียนเฟิง
เมื่อนึกถึงตระกูลซูในชาติก่อนที่ถูกกวาดล้าง ซึ่งเวลาเพิ่งจะผ่านไปเพียงยี่สิบปี บรรพชนตระกูลสวี่ยังคงมีชีวิตอยู่ ซูเฉินจึงตั้งปณิธานว่า ความแค้นที่ชำระไม่ได้ในชาติที่แล้ว ชาตินี้เขาจะขอกลับมาสะสางเอง
"คุณชายเจียงเฉินคะ ท่านเจ้าเมืองเรียกหา บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะปรึกษาค่ะ"
เด็กสาวในชุดกระโปรงสีเหลืองนวล ใบหน้ากลมจิ้มลิ้มน่ารักวิ่งซอยเท้าเข้ามาหา เธอคือสาวใช้ประจำตัวของซูเฉินในชาตินี้
ซูเฉินพยักหน้า แล้วเดินตามสาวใช้ไปพบท่านพ่อของเขาในชาตินี้
ภายในห้องโถงกว้างขวาง เจียงหลีสั่งให้บ่าวรับใช้เตรียมอาหารไว้พร้อมสรรพ ชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ดูเคร่งขรึม และหญิงงามในชุดกระโปรงยาวสีขาวจันทร์สว่าง รวบผมสีดำขลับไว้ที่ท้ายทอยด้วยปิ่นหยก นั่งรอซูเฉินอยู่ที่เก้าอี้
เมื่อซูเฉินเห็นทั้งสองคน เขาก็เผยรอยยิ้มออกมาแล้วทำความเคารพอย่างนอบน้อม "คารวะท่านพ่อท่านแม่ครับ"
หวางหานอวี้ดึงมือซูเฉินเข้าไปหา "ลูกคนนี้ รีบมานั่งเร็ว อยู่ที่บ้านจะมากพิธีไปทำไมกัน"
ซูเฉินนั่งลงตามแรงดึง
เจียงหลีเอ่ยขึ้น "กินข้าวก่อนเถอะ มีอะไรค่อยคุยกันหลังมื้ออาหาร"
หลังจากกินข้าวเสร็จอย่างเรียบร้อย เจียงหลีจึงเริ่มบอกเหตุผลที่เรียกเขามา
"เฉินเอ๋อร์ ตอนนี้เจ้าอยู่ในขอบเขตปลุกวิญญาณระดับเก้าขั้นสูงสุดแล้ว เหลือเพียงก้าวเดียวก็จะเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมวิญญาณ"
"ยาเม็ดรวบรวมวิญญาณเม็ดนี้ อาจจะช่วยส่งเสริมเจ้าได้บ้าง"
หลังจบประโยค เจียงหลีก็หยิบกล่องไม้ประณีตออกมา ภายในบรรจุยาวิเศษเม็ดหนึ่งไว้ นั่นคือ 'ยารวบรวมวิญญาณ'
ยารวบรวมวิญญาณหนึ่งเม็ดสามารถช่วยให้ผู้ที่อยู่ระดับปลุกวิญญาณขั้นสูงสุดทะลวงเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมวิญญาณได้ ซึ่งวิธีการปรุงยานี้มีเพียงขุมกำลังระดับยอดเท่านั้นที่ครอบครอง นอกจากราคาจะแพงหูฉี่แล้ว ที่สำคัญที่สุดคือถึงจะมีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้!
แม้เจียงหลีจะเป็นเจ้าเมืองและเป็นยอดฝีมือขอบเขตอักขระวิญญาณ แต่การจะหายารวบรวมวิญญาณมาสักเม็ดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ซูเฉินรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมาก
สามวันต่อมา ซูเฉินก็สามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมวิญญาณได้สำเร็จในวัยเพียงสิบเจ็ดปี
ในชาติที่แล้ว หลังจากที่เขาออกจากตระกูล กว่าจะเดินมาถึงจุดนี้ได้เขาก็อายุล่วงเข้ายี่สิบห้าปีไปแล้ว แต่ตอนนี้เขากลับทำได้เร็วขึ้นถึงแปดปี
อนาคตช่างดูสดใสนัก
หลังจากทะลวงขอบเขตได้ ซูเฉินก็เดินทางกลับไปยังสำนักยุทธ์หลิงอวิ๋นด้วยความฮึกเหิม
แม้สำนักยุทธ์หลิงอวิ๋นจะเทียบไม่ได้กับสองสำนักยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ก็ยังติดอันดับหนึ่งในสิบสำนักยุทธ์ของอาณาจักรเทียนเฟิง
ทันทีที่กลับถึงสำนัก การที่ซูเฉินทะลวงเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมวิญญาณก็สร้างความตื่นตะลึงได้ไม่น้อย
เพราะขอบเขตรวบรวมวิญญาณในวัยสิบเจ็ดปีนั้นถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะแล้ว แม้แต่ในสำนักยุทธ์หลิงอวิ๋นที่เต็มไปด้วยยอดฝีมือ ก็มีเพียงคนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่มีพรสวรรค์ระดับนี้
ซูเฉินได้เลื่อนขั้นเข้าสู่สำนักในเร็วกว่ากำหนด และได้เลือกผู้อาวุโสท่านหนึ่งเป็นอาจารย์
ผู้อาวุโสที่ซูเฉินเลือกมีนามว่าเจียงเซี่ยงหยาง เป็นยอดฝีมือขอบเขตอักขระวิญญาณระดับเจ็ด ซึ่งแข็งแกร่งกว่าเจียงหลี บิดาของเขาในชาตินี้ถึงสี่ระดับขั้น
เจียงเซี่ยงหยางเป็นชายชราท่าทางมอมแมม แต่เห็นแก่ที่เป็นคนแซ่เจียงเหมือนกัน เขาจึงรับซูเฉินเป็นลูกศิษย์และคอยสั่งสอน
ด้วยเหตุนี้ ซูเฉินจึงได้มีแบ็กกราวด์ที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง
ในช่วงเย็นของวันนั้น ภายใต้การคะยั้นคะยอของเหล่าสหาย ซูเฉินได้จัดงานเลี้ยงฉลองการเข้าสู่สำนักในและได้รับเลือกเป็นศิษย์ของเจียงเซี่ยงหยาง
เพราะเส้นทางนี้กว่าจะมาถึงได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
ซูเฉินเกือบจะโดนเพื่อนจอมป่วนรุมสกรัม เพราะในสายตาของพวกเขา ชีวิตของซูเฉินนั้นราวกับใช้สูตรโกงมาชัดๆ
มีพ่อเป็นถึงเจ้าเมือง อายุสิบเจ็ดก็รวบรวมวิญญาณสำเร็จ ได้เข้าสำนักใน แถมยังได้เป็นศิษย์ผู้อาวุโสเจียงเซี่ยงหยางอีก
นี่ถ้าไม่ใช่ผู้ชนะในชีวิต แล้วจะเรียกว่าอะไร?
"พวกเจ้าไม่เข้าใจหรอก... ไม่เข้าใจอะไรเลยสักนิด"
ซูเฉินเพียงแต่ส่ายหน้า พวกเขาจะไปเข้าใจได้อย่างไรว่ากว่าเขาจะเดินมาถึงจุดนี้ได้มันยากลำบากเพียงใด?
แม้ว่านั่นจะเป็นเรื่องในชาติที่แล้วก็ตาม
หลังจากเดินออกมาจากหอสุรา ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สลัวราง ซูเฉินก็พลันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว
เขาเห็นคนที่ 'หน้าคุ้นตา' เข้าคนหนึ่ง
คุ้นหน้าราวกับเคยเห็นกันมาแต่ชาติปางก่อน
ซึ่งคนคุ้นหน้าที่ว่านี้คือศัตรู! และเป็นคนของตระกูลสวี่!
"หลี่มิ่ง ช่วยอะไรข้าหน่อย"
ซูเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังพลางมองไปยังชายที่เดินอยู่ข้างๆ ซึ่งมีท่าทางเมามาย ชายคนนั้นเมื่อเห็นท่าทีเคร่งเครียดของซูเฉิน อาการเมาก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง
"ข้าว่าแล้วว่าแกแกล้งเมา!"
ซูเฉินเห็นหลี่มิ่งสร่างเมาในทันทีก็รู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมา
หลี่มิ่งยิ้มเจื่อนๆ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากช่วยซูเฉิน แต่เมื่อกี้ถ้าเขาไม่แกล้งเมา มีหวังได้โดนกรอกเหล้าตายคาหอสุราแน่
"เจ้าเองก็แกล้งเมาเหมือนกันนั่นแหละ" หลี่มิ่งพึมพำเบาๆ
ซูเฉินไม่ได้ใส่ใจเรื่องนั้น สมัยที่เขาอยู่กองกำลังทหารรับจ้าง เหล้าแค่นี้เขาดื่มแทนน้ำได้ด้วยซ้ำ เพียงแต่ตอนนี้เขาจะแสดงพิรุธมากเกินไปไม่ได้
"ช่วยไปสืบเรื่องคนคนหนึ่งให้ข้าที"
ซูเฉินใช้นิ้วชี้ไปยังชายหนุ่มที่มีเค้าโครงหน้าเหมือนคนรู้จักในอดีต
ชายหนุ่มคนนั้นหันกลับมาพอดี และยังส่งยิ้มให้ซูเฉินอีกด้วย
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน