ตอนที่ 4

ปีศาจตัณหาโทสะ

2,487 คำ~13 นาที
เที่ยงวัน. กู่อัน เมิ่งล่าง และหลี่หยา ยืนอยู่หน้าแผงไม้ในเขตสวน เมิ่งล่างจ้องมองหนูขาววิญญาณในมือของกู่อันด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลี่หยาครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า "นี่น่าจะเป็นหนูขาววิญญาณ พวกมันสนใจสมุนไพรล้ำค่าที่มีปราณเข้มข้นเป็นพิเศษ จึงได้ฉายาว่าหนูนักล่าสมบัติ นับว่าเป็นสัตว์วิญญาณชนิดหนึ่ง" เมื่อเมิ่งล่างได้ยินดังนั้น จึงเอ่ยถามอย่างสงสัย "สัตว์วิญญาณกับสัตว์ปีศาจต่างกันอย่างไร?" "สัตว์ปีศาจเกิดจากการบำเพ็ญเพียรด้วยตัวเอง ส่วนสัตว์วิญญาณนั้นมีสัมผัสต่อปราณฟ้าดินมาแต่กำเนิด พวกมันสามารถบำเพ็ญได้เช่นกัน แต่ออร่าไม่ได้คาวเลือดรุนแรงเหมือนสัตว์ปีศาจ พูดง่ายๆ ก็คือสัตว์วิญญาณไม่ได้อันตรายเท่าสัตว์ปีศาจ" หลี่หยาอธิบาย กู่อันได้ฟังดังนั้นก็เปลี่ยนใจ ไม่อยากสังหารหนูตัวนี้ขึ้นมาทันที เมิ่งล่างยิ่งสนใจหนักกว่าเดิม เขาส่งยิ้มกริ่ม "กู่อัน ไม่ลองยกหนูตัวนี้ให้ข้าดูหน่อยล่ะ?" กู่อันเลิกคิ้วขึ้น ด่ามันในใจว่าเจ้าสัตว์เดรัจฉาน กล้าดียังไงถึงเอ่ยปากขอ! หลี่หยาแค่นเสียงเย็นชา "หนูขาววิญญาณมักไม่หากินตัวเดียว หากมีโผล่มาตัวหนึ่ง นั่นหมายความว่าแถวนี้ต้องมีรังของพวกมัน เจ้าไปจับเองเถอะ แย่งหนูจากผู้อื่นแบบนี้ มันดูลดเกียรติตัวเองเกินไปหน่อย" เมื่อเมิ่งล่างได้ยินใบหน้าก็แดงก่ำด้วยความโกรธ เขาฮึดฮัด "จับก็จับ!" กล่าวจบเขาก็หันหลังเดินจากไป หลังจากที่เมิ่งล่างไปไกลแล้ว กู่อันจึงหันไปบอกหลี่หยา "ขอบคุณนะ" กู่อันพบว่าหลี่หยาดูเย็นชา แต่จริงๆ แล้วคบหาง่ายและนิสัยกว้างขวาง ปกติไม่เคยขัดขวางเวลาเขามองหลี่หยาฝึกกระบี่ แถมวันนี้ยังช่วยพูดให้ด้วย ถ้าหลี่หยาไม่เอ่ยปาก กู่อันคงลำบากแน่ หากเขาต้องซัดเมิ่งล่างจนร้องไห้ ด้วยฝีปากของเจ้าหมอนั่น คงเกิดเรื่องใหญ่แน่นอน! หลี่หยามองสำรวจกู่อันอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดเบาๆ "ทำไมข้ารู้สึกว่าเจ้าดูเปลี่ยนไป แต่บอกไม่ถูกว่าเปลี่ยนไปตรงไหน" มือขวาของเขาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือกู่อัน ความเร็วของเขาในสายตากู่อันนั้นช้าเหลือเกิน แต่กู่อันไม่ได้หลบ กลับทำท่าทางประหลาดใจ "ศิษย์พี่หลี่ ท่านทำอะไรน่ะ..." "ไม่มีอะไร" หลี่หยาปล่อยมือออก เขาลังเลเล็กน้อยแล้วเสริมว่า "ลมปราณของเจ้ามั่นคง ร่างกายไม่มีปัญหาอะไร แค่ไม่มีพลังปราณ ถึงพรสวรรค์จะธรรมดา แต่อย่าลืมฝึกฝน คนเราตราบใดที่พยายาม ยังไงก็ต้องมีความหวัง" กู่อันพยักหน้าแล้วชวนคุยต่อตามน้ำไป ดูเหมือนวันนี้อารมณ์ของหลี่หยาจะดีเป็นพิเศษ เขาช่างพูดช่างคุย ทำให้กู่อันมีความรู้เรื่องโลกบำเพ็ญเซียนมากขึ้น ต้องยอมรับเลยว่าลูกหลานตระกูลขุนนางนั้นแตกต่างจริง แม้ไม่ได้ท่องไปทั่วหล้า แต่ก็มีความรู้แน่นปึ้ก ครึ่งชั่วยามผ่านไป เมิ่งล่างก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับมา "เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!" เมิ่งล่างเข้ามาใกล้กู่อันแล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก กู่อันเงยหน้ามองไปทางปากหุบเขาโอสถ หลี่หยาถาม "เรื่องอะไร?" เมิ่งล่างเบิกตากว้างพลางกล่าวว่า "ที่หน้าหุบเขามีผู้บำเพ็ญเซียนเฝ้าอยู่ ข้าลองเข้าไปถามดู เขาบอกว่าเป็นศิษย์ชั้นในของสำนัก ได้รับภารกิจล่ารางวัลจากอาจารย์เรา ให้มาคุ้มกันพวกเราเดือนหนึ่ง" "ข้าเดาว่าที่อาจารย์ประกาศภารกิจก็เพราะเรื่องปีศาจร้ายที่เคยพูดถึงนั่นแหละ ถ้าศิษย์ชั้นในคนนั้นต้านปีศาจไม่ได้ พวกเราไม่ตายกันหมดหรือ?" กู่อันมองเห็นเงาร่างของศิษย์ชั้นในผู้นั้นแต่ไกล ด้วยสายตาของเขาในตอนนี้จึงมองเห็นโฉมหน้าชัดเจน นั่นเป็นชายหนุ่มชุดยาวสีเขียว รูปร่างสง่างาม ดูปราดเปรียว ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน [ฉู่จิงเฟิง (ขั้นสร้างรากฐาน ระดับ 1): 19/290/870] สิบเก้าปีก็ถึงขั้นสร้างรากฐานระดับหนึ่งแล้ว? อัจฉริยะชัดๆ! มิน่าถึงได้เป็นศิษย์ชั้นใน กู่อันมองหน้าต่างแจ้งเตือนการตรวจสอบตรงหน้าด้วยความรู้สึกทึ่ง สำนักไท่เสวียนสมเป็นสำนักอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ไท่ชางจริงๆ มีแต่อัจฉริยะเต็มไปหมด หลี่หยาและเมิ่งล่างเริ่มถกกันเรื่องปีศาจร้ายลึกลับ เมิ่งล่างรู้สึกว่ามันเหลือเชื่อเกินไป สำนักไท่เสวียนแข็งแกร่งปานนี้ จะมีปีศาจแอบเข้ามาได้ยังไง แถมครึ่งเดือนแล้วยังจับไม่ได้อีก แต่หลี่หยากลับมองว่าเป็นเรื่องปกติ ในคำพูดของเขาคือสำนักไท่เสวียนใหญ่เกินไป และหุบเขาโอสถก็เป็นเพียงพื้นที่แถบขอบเขต การที่ศิษย์จะพบอันตรายบ้างก็ไม่แปลก "ร้อยปีก่อน เคยมีมารบุกสำนักไท่เสวียน สังหารศิษย์ไปหลายร้อยคนแล้วหลบหนีไป ปีศาจตนนั้นอาจมีเคล็ดลับวิชาบางอย่างที่จับตัวได้ยาก" หลี่หยากล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "อย่าว่าแต่สำนักไท่เสวียนเลย โลกนี้ไม่มีที่ไหนปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ราชวงศ์ต้องจ่ายงบประมาณมหาศาลให้สำนักปราบมารในแต่ละปี..." หลี่หยาเริ่มเล่าเรื่องราวของโลกภายนอก กู่อันและเมิ่งล่างสนใจฟังอย่างตั้งใจ ตระกูลจีของกู่อันเป็นตระกูลผู้บำเพ็ญเซียน เขาอยู่ที่ตระกูลจีมาตั้งแต่เด็กจึงรู้อะไรน้อยมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับรู้ว่าโลกใบนี้อันตรายเพียงใด ปีศาจร้ายเกลื่อนกลาด ภูติผีอาละวาด ผู้บำเพ็ญเซียนสามในสี่ส่วนล้วนตายด้วยน้ำมือของพวกมัน กู่อันฟังแล้วยิ่งรู้สึกหวาดกลัว จากนี้ไปห้ามออกไปไหนเด็ดขาด เขาต้องอยู่แต่ในสำนักไท่เสวียนเพื่อสะสมอายุขัย! ขอให้เขาได้กบดานอยู่สักพันปีหมื่นปี จนกว่าสำนักไท่เสวียนจะล่มสลายไปเลย! "แต่หุบเขาโอสถของเรามีสมุนไพรมากมาย มีความสำคัญขนาดนี้ ทำไมสำนักถึงส่งศิษย์ชั้นในมาแค่คนเดียว?" เมิ่งล่างโวยวายด้วยความไม่พอใจ หลี่หยาส่ายหน้า "หุบเขาโอสถแบบนี้ในสำนักไท่เสวียนมีเกินกว่าห้าสิบแห่ง สมุนไพรที่ปลูกที่นี่ไม่ได้ล้ำค่าขนาดนั้น ภายในสำนักยังมีหุบเขาโอสถที่มูลค่าสูงกว่านี้อีก ที่นั่นปลูกแต่ของล้ำค่าที่สามารถเปลี่ยนชะตาคนธรรมดาได้เลยทีเดียว" กู่อันตาเป็นประกายทันทีที่ได้ยิน รีบไล่ถามถึงหุบเขาเหล่านั้น ทว่าหลี่หยารู้เพียงแค่ว่ามีหุบเขานั้นอยู่ แต่รายละเอียดลึกๆ เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ทั้งสามพูดคุยกันอีกพักหนึ่งก็แยกย้ายกันไป พวกเขาต่างต้องไปตรวจตราเขตสวนของตัวเอง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุผิดพลาดกับสมุนไพร หลังจากตรวจเสร็จทุกคนก็กลับเข้าที่พักของตน กู่อันใช้เชือกเส้นหนึ่งมัดตัวหนูขาววิญญาณไว้เพื่อไม่ให้มันหนีไปไหน เขานั่งขัดสมาธิบนเตียง วางหนูขาววิญญาณไว้บนตักแล้วเริ่มฝึกฝน สิ่งที่เขาฝึกคือเคล็ดพลังมังกรเทพวิญญาณ ซึ่งช่วยเสริมพละกำลังและอายุขัย ส่วนเคล็ดวิชาอื่นเขาก็ขี้เกียจจะฝึก รอให้มีอายุขัยเยอะๆ ค่อยเอามาแลกเปลี่ยน เอาดีกว่า จนกระทั่งราตรีมาเยือน หุบเขาโอสถก็เงียบสงัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ประสาทสัมผัสของกู่อันในตอนนี้เฉียบคมอย่างยิ่ง เขาได้ยินเฉิงเสวียนตานกำลังสนทนากับศิษย์ชั้นในฉู่จิงเฟิงจากระยะห่างร้อยวา เฉิงเสวียนตานแสดงความนอบน้อมต่อฉู่จิงเฟิงอย่างมาก ดูเหมือนฉู่จิงเฟิงจะไม่ใช่แค่ศิษย์ชั้นในธรรมดา จากการสนทนาของทั้งสอง กู่อันได้รับรู้ชื่อของปีศาจร้ายตนนั้น ปีศาจตัณหาโทสะ! ฉู่จิงเฟิงดูจะไม่ได้ใส่ใจปีศาจตัณหาโทสะเท่าใดนัก น้ำเสียงมั่นใจของเขาทำให้เฉิงเสวียนตานอุ่นใจขึ้น กู่อันสัมผัสได้ชัดเจนว่าอัตราการเต้นของหัวใจเฉิงเสวียนตานกลับมาเป็นปกติ "ปีศาจตัณหาโทสะ..." ดวงตากู่อันวูบไหว เขารู้สึกสงสัยนักว่าเคล็ดพลังมังกรเทพวิญญาณของเขาจะสามารถกำราบปีศาจตัณหาโทสะได้หรือไม่ ตามความทรงจำการถ่ายทอดของเคล็ดพลังมังกรเทพวิญญาณ พลังมังกรมีผลในการปราบมารและกำจัดสิ่งชั่วร้าย เขาต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้ เผื่อว่าฉู่จิงเฟิงจะต้านไม่อยู่! ชีวิตเขายาวนานแค่ไหนก็มีแค่ชีวิตเดียว! เขาเดิมพันด้วยชีวิตไม่ได้! คืนนั้น ออร่าของทุกคนในหุบเขาโอสถล้วนไม่มั่นคง เห็นได้ชัดว่าได้รับผลกระทบจากอารมณ์ กู่อันที่จับสังเกตจุดนี้ได้ยิ่งเครียดหนักเข้าไปอีก จนกระทั่งถึงรุ่งสาง กู่อันถึงได้เริ่มหลับตาลง ห้าวันถัดมา ปีศาจตัณหาโทสะไม่ได้ปรากฏตัว จิตใจที่ตึงเครียดของกู่อันค่อยๆ ผ่อนคลายลง วันที่หก. กู่อันกลับเข้าห้องพักหลังฟ้ามืดเหมือนเคย ครั้งนี้เขานำบันทึกการเดินทางสี่เล่มกลับมาจากหอตำราเพื่อเพิ่มความรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้ หนูขาววิญญาณมุดออกมาจากใต้เตียง กระโดดขึ้นไปบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ได้สัมผัสออร่าจากการฝึกเคล็ดพลังมังกรเทพวิญญาณของกู่อัน มันก็เกิดความผูกพันกับเขา ต่อให้ไม่ล่ามไว้ มันก็ไม่หนีไปไหน กู่อันเดินมานั่งที่โต๊ะ เขาหยอกล้อกับหนูขาววิญญาณเล็กน้อย ก่อนจะเปิดอ่านหนังสือชื่อ "บันทึกท่องเที่ยวจอมยุทธเขียว" หน้าต่างเปิดแง้มไว้ สายลมเย็นยามค่ำคืนพัดเข้ามาทำให้เปลวไฟในตะเกียงสั่นไหว ส่งผลให้เงาของหนูขาววิญญาณบนโต๊ะยืดยาวสลับไปมาเป็นระยะ กู่อันพบว่าบันทึกการเดินทางเล่มนี้สนุกไม่เบา เพียงแต่เรื่องรักใคร่ระหว่างชายหญิงมันเยอะไปหน่อย จอมยุทธเขียวเดินทางไปทั่วหล้า ชื่นชมทิวทัศน์ทั่วทิศ ทั้งกำจัดปีศาจและมีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน อ่านมาจนถึงดึกดื่น กู่อันก็เริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล ทำไมสตรีทุกคนที่จอมยุทธเขียวพบเจอถึงต้องชอบเขา แถมเจ้าหมอนี่ยังทำท่าลำบากใจแต่ก็ปล่อยให้หญิงสาวเข้าหาแบบกึ่งยอมกึ่งปฏิเสธ... นี่มันบัณฑิตเขียนแน่ๆ เลยใช่ไหม? กู่อันแอบก่นด่าคนแต่งในใจ แต่ก็ยังอ่านอย่างออกรสออกชาติ วูบ— ลมหนาวพัดผ่านเข้ามาจากหน้าต่าง แม้แต่กู่อันที่ฝึกเคล็ดพลังมังกรเทพวิญญาณจนแกร่งแล้วยังอดสั่นไม่ได้ เขาวางหนังสือในมือลง ลุกขึ้นจะไปปิดหน้าต่าง ยังไม่ทันเดินไปถึงหน้าต่าง เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากระยะไกล เขาจึงหยุดกะทันหัน เงี่ยหูฟังอย่างละเอียด "ปีศาจร้าย! จงไปตายซะ!" เสียงตวาดเบาๆ ของฉู่จิงเฟิงทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัวกู่อัน ปีศาจตัณหาโทสะมาแล้ว? ดูเหมือนฉู่จิงเฟิงจะไม่ได้หวาดกลัว แถมยังดูตื่นเต้นและพึ่งพาได้มากเลยทีเดียว "อ๊าก—" กู่อันเพิ่งจะโล่งใจได้ครู่เดียว ก็ได้ยินเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดของฉู่จิงเฟิง ทำให้เขาตกใจรีบก้าวไปปิดหน้าต่างแล้วหันมาเป่าไฟตะเกียงให้ดับลง กู่อันถอยไปที่มุมห้อง หนูน้อยขาววิญญาณสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างจึงกระโดดเข้ามาในอ้อมกอดเขาอย่างรวดเร็ว เจ้าสัตว์เดรัจฉานตัวน้อยนี่ถึงกับกำลังสั่นเทา! การสั่นของมันยิ่งเพิ่มความหวาดกลัวให้กู่อันเป็นทวีคูณ ตั้งแต่เด็กจนโต กู่อันไม่เคยเจอปีศาจหรือภูติผีมาก่อนเลย ช่วยไม่ได้ ตระกูลจีมันปลอดภัยเกินไป ในสายตาเขาตอนเด็ก สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือยามเฝ้าประตูตระกูลจีที่ตัวใหญ่ยังกับเตียวหุยและลิขุ่ย "ฉู่จิงเฟิง เจ้าต้องรับผิดชอบคำคุยโวของเจ้าให้ได้นะ แล้วก็หลี่หยาที่อยู่ข้างห้อง ข้าเห็นว่าเจ้าพรสวรรค์ไม่ธรรมดา ชะตาชีวิตแปลกแยก ต้องเป็นตัวเอกในนิยายแน่ๆ จัดการปีศาจตนนั้นซะ แล้วเจ้าก็จะทะยานขึ้นสู่ฟ้าดุจมังกร..." กู่อันพยายามสงบสติอารมณ์ เขาประสานหมัดแน่น กำลังรวบรวมพลังมังกรในร่าง ไม่นานนัก เขาก็ได้ยินเสียงเปิดประตูห้องข้างๆ เป็นหลี่หยาที่ถือกระบี่พุ่งออกไปสมทบกับฉู่จิงเฟิง ส่วนเมิ่งล่างนั้นยิ่งกว่ากู่อันอีก เขาถึงกับมุดลงไปใต้เตียง ทำเอากู่อันที่กำลังประหม่าแทบจะด่าออกมา เจ้าคนขี้ขลาดนี่ ปกติทำเป็นวางมาดต่อหน้าเขา อวดอ้างว่าเป็นพี่ใหญ่ แต่พอถึงคราวคับขันกลับปอดแหกเสียจริง กู่อันคิดในใจ ทุกวินาทีที่ผ่านไปช่างทรมานเหลือเกิน ในสัมผัสของเขา ออร่าของฉู่จิงเฟิงจู่ๆ ก็หายไป ไม่รู้ว่าตายไปแล้วหรือยัง "ปีศาจร้าย! หยุดนะ!" เสียงของหลี่หยาที่กู่อันจับได้ทำให้เขารู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูก ปีศาจตนนี้จะกินพวกเขางั้นหรือ? ตามมาด้วยเสียงโครมครามหนึ่งครั้ง และเสียงของหลี่ทยาก็เงียบหายไปกะทันหัน เสร็จไปแล้ว? อ่อนหัดขนาดนั้นเลย? หัวใจกู่อันเต้นรัวราวกับกลองศึก ไม่อาจสงบลงได้เลย เฉิงเสวียนตานและจางชุนชิวต่างกบดานอยู่ในห้องตัวเอง พอเจอเหตุการณ์ใหญ่ขนาดนี้กลับแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินสมเป็นอาจารย์เป็นศิษย์กันจริงๆ... ด้านนอกห้องกลับสู่ความเงียบสงัด แม้แต่กู่อันที่มีประสาทสัมผัสเป็นเลิศก็ไม่อาจจับความเคลื่อนไหวและออร่าของปีศาจตัณหาโทสะได้
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
AVAV