ตอนที่ 5
แค่เนี้ย?
2,618 คำ~14 นาที
ยามค่ำคืนเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มตกพื้น กู่อันที่นั่งพิงกำแพงรู้สึกหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก ทำไมหัวใจเขาต้องเต้นแรงขนาดนี้ด้วย?
ไม่รู้เพราะเหตุใด ถึงแม้จะไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวภายนอก แต่เขากลับรู้สึกสังหรณ์ใจว่าเจ้าปีศาจตัณหาโทสะนั่นกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ห้องของเขา
สายตาของเขาจับจ้องสลับไปมาระหว่างประตูห้องกับหน้าต่าง แสงจันทร์เล็ดลอดผ่านช่องประตูและช่องหน้าต่างเข้ามา มันสว่างจ้าจนน่ากลัว
เจ้าหนูขาววิญญาณที่สั่นงกๆ ทำให้หน้าอกของกู่อันเริ่มคันยุบยิบจนอยากจะโยนมันทิ้งไปเสีย แต่เขาก็ทำไม่ลง
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไปในขณะที่กู่อันพยายามกลั้นหายใจ
กู่อันไม่เคยโหยหาแสงรุ่งอรุณเท่าครั้งนี้มาก่อน
สำนักไท่เสวียนนี่มันไม่ปลอดภัยเลยสักนิด!
หลังจากนี้ต้องสะสมอายุขัยให้มากขึ้น จะทำตัวต่ำต้อยไว้ แต่ระดับพลังจะหยุดเพิ่มไม่ได้เด็ดขาด!
กู่อันมัวแต่คิดฟุ้งซ่าน ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร สายตาของเขาก็พลันหยุดอยู่ที่ธรณีประตู
ประตูห้องอยู่ห่างจากมือซ้ายของเขาไม่ถึงเมตร แสงจันทร์สาดส่องลงบนธรณีประตู และตรงรอยแยกของบานประตูนั้นเอง ปรากฏเงาดำทมิฬขึ้น วินาทีนั้นหนังศีรษะของเขาก็ชาวาบ
ปีศาจตัณหาโทสะ!
มันมาแล้ว!
หัวใจของกู่อันเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากลำคอ ร่างกายเกร็งค้าง เขาถึงกับมีความคิดที่จะพุ่งออกไปข้างนอก!
ทันใดนั้น!
ร่างของกู่อันแข็งทื่อ เขาจู่ๆ ก็รู้สึกว่ามีมือเปียกชื้นข้างหนึ่งกดลงบนศีรษะของเขา เล็บแหลมคมจิกลงบนหน้าผากจนเขารู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูกสันหลัง
สมองของเขาว่างเปล่าไปชั่วขณะ เขารวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นมอง เห็นแขนขาวซีดโผล่ออกมาจากความมืดเหนือศีรษะ ราวกับแขนของผู้หญิง ฝ่ามือนั้นกดลงบนหัวเขา เล็บแหลมคมดุจกรงเล็บ
เจ้าของแขนนั้นค่อยๆ โผล่ออกมาจากความมืด ใบหน้าบิดเบี้ยวสยายผมรุงรังเผยออกมา มองไม่เห็นหน้าตาที่แท้จริง เห็นเพียงเขี้ยวเต็มปากที่กำลังหยดเลือด
มันกำลังยิ้ม!
บัดซบ!
กู่อันหวาดกลัวจนสติขาดผึง เขาง้างแขนสะบัดฝ่ามือตบไปที่หน้าของปีศาจตัณหาโทสะอย่างแรง
ตู้ม!
ชายคาของบ้านถูกซัดจนพังทลาย เลือดเนื้อกระเซ็นไปทั่วห้อง เศษกระเบื้องและหญ้าบนหลังคาปลิวว่อนสูงขึ้นไปหลายสิบวา ก่อนจะหายลับไปในความมืดมิดยามค่ำคืน
ท้องฟ้ายามค่ำคืนนั้นมืดสนิท ป่าเขารอบหุบเขาโอสถดูราวกับมีปีศาจร้ายยืนตระหง่านอยู่
“แฮ่ก... แฮ่ก... แฮ่ก...”
กู่อันหอบหายใจรัว แขนขวาที่ชูค้างอยู่สั่นสะท้าน ฝ่ามือของเขาเต็มไปด้วยคราบเลือด และใบหน้าของเขาก็เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดของปีศาจตัณหาโทสะ
เมื่อทุกอย่างกลับสู่ความเงียบสงัด กู่อันก็ยังไม่อาจสงบสติอารมณ์ลงได้
แสงจันทร์สาดส่องลงมาในห้อง บนผนังมีรอยเลือดขนาดใหญ่สาดกระเซ็นดูสยดสยอง แขนขาวซีดที่ขาดสะบั้นนอนนิ่งอยู่แทบเท้าของกู่อัน
สิบกว่าลมหายใจผ่านไป ในที่สุดกู่อันก็ใจเย็นลง
[คุณแย่งชิงอายุขัยปีศาจตัณหาโทสะ (ขั้นสอง) ได้สำเร็จ 52 ปี]
เมื่อเห็นข้อความที่เด้งขึ้นมาตรงหน้า เขายังคงหอบหายใจหนักๆ แต่แววตาเริ่มเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด
“แค่เนี้ย?”
กู่อันรู้สึกไร้สาระ นี่เขารู้สึกว่าตัวเองเก่งเกินไป หรือว่าพวกฉู่จิงเฟิงอ่อนแอเกินไปกันแน่?
ในขณะที่เขากำลังงุนงง เขาได้ยินเสียงประตูห้องเปิดออกเบาๆ เขาจึงแกล้งล้มตัวลงนอน หลับตาลงทันที พร้อมกับคว้าแขนของปีศาจตัณหาโทสะมาพาดไว้บนตัว
ยังไม่พอ เขายังยกมือขึ้นแกะฝ่ามือของปีศาจตัณหาโทสะออก แล้วนำมาบีบคอตัวเอง หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสรรพ เขาก็แบมือออกแสร้งทำเป็นหมดสติไป
...
ย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง อากาศไม่ร้อนระอุเหมือนก่อน กู่อันกำลังเก็บสมุนไพรอยู่ในสวนหญ้าสงบจิต หลี่หยาและเมิ่งล่างยืนอยู่หลังรั้วไม้ มองดูเขาทำงานอย่างขะมักเขม้น
ครึ่งหนึ่งของร่างหลี่หยาพันไว้ด้วยผ้าขาว บนใบหน้ามีรอยแผลเป็นน่ากลัวสองรอย เกือบจะโดนดวงตาขวา ยากจะจินตนาการว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง
ส่วนเมิ่งล่างนั้นดูไร้รอยแผล เขาจ้องมองกู่อันแล้วจิ๊ปากอย่างทึ่งๆ “เจ้าเด็กนี่ยังเก็บสมุนไพรได้มีความสุขขนาดนี้ ราวกับว่าไม่ได้เผชิญหน้ากับปีศาจตัณหาโทสะมาก่อน”
หลี่หยาไร้สีหน้า ทว่ารอยแผลบนหน้ากลับทำให้เขาดูมีไอสังหารเพิ่มขึ้น เขากล่าวเรียบๆ “บางทีเขาอาจจะกำลังหาความสุขในความทุกข์ เจ้าจะรู้ได้ไงว่าพอปิดประตูห้องแล้วเขาจะยังยิ้มออก?”
คืนนั้นเมื่อสี่วันก่อนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืน หลี่หยาหวนนึกถึงการปะทะกับปีศาจตัณหาโทสะแล้วก็นึกกลัวขึ้นมา
เขารอดมาได้เพราะโชคล้วนๆ
อาการบาดเจ็บของฉู่จิงเฟิงสาหัสยิ่งกว่าเขา แขนถูกฉีกขาดไปข้างหนึ่ง ส่วนเฉิงเสวียนตาน จางชุนชิว และเมิ่งล่างนั้นไร้รอยขีดข่วน
เช้าวันนั้น สำนักไท่เสวียนส่งผู้บำเพ็ญตนหลายคนมา แต่ละคนมีระดับพลังสูงกว่าฉู่จิงเฟิง โดยผู้ที่มีพลังสูงที่สุดถึงขั้นสร้างรากฐานระดับเก้า พวกเขาเค้นถามกู่อันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กู่อันแสร้งทำเป็นตกใจสุดขีดและบอกว่าไม่รู้อะไรเลย ในท้ายที่สุดเหล่ายอดฝีมือเหล่านั้นตัดสินว่าคงมีผู้อาวุโสคนอื่นลงมือช่วยเหลือเหล่าศิษย์รับใช้ในหุบเขาโอสถแห่งนี้ เพราะกู่อันไม่มีปราณเลยสักนิด ไม่มีทางเป็นเขาที่สังหารปีศาจตัณหาโทสะได้
หลังจากนั้น กู่อันยังแกล้งเปลี่ยนห้องพัก ส่วนจางชุนชิวก็ทำดีกับเขามากขึ้น ราวกับจะรู้สึกผิด
ในขณะที่หลี่หยาและเมิ่งล่างกำลังวิจารณ์กู่อัน กู่อันกำลังดื่มด่ำกับความสุขในการแย่งชิงอายุขัยจากสมุนไพรขั้นสอง
สมุนไพรขั้นสองมอบอายุขัยให้เขาได้สองถึงห้าปี เขาช่วยหลี่หยาและเมิ่งล่างเก็บสมุนไพร ครั้งนี้รวมแล้วเก็บได้หกสิบต้น ช่างคุ้มค่าเหลือเกิน
พร้อมกันนั้น เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงปีศาจตัณหาโทสะ
การสังหารมันทำให้อายุขัยเขาเพิ่มขึ้นถึง 52 ปี นี่ไม่ได้แปลว่าหากเขาสังหารปีศาจมารได้มากขึ้น ก็จะได้อายุขัยมากขึ้นหรือ?
ทว่าเมื่อนึกถึงเหตุการณ์สยองขวัญในคืนนั้น รวมถึงอาการบาดเจ็บของฉู่จิงเฟิงและหลี่หยา เขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นทันที
ไม่จำเป็น!
เขาไม่ได้รีบร้อนจะเก่งกาจ จะเอาชีวิตไปเสี่ยงทำไม?
อืม
อย่าหาทำ ต้องทำตัวให้ต่ำต้อยเข้าไว้!
ผ่านไปครู่หนึ่ง กู่อันก็เก็บหญ้าสงบจิตครบหกสิบต้น เขาแบกตะกร้าไม้ไผ่เดินไปหาเมิ่งล่าง เตรียมจะส่งมอบงานให้
เมิ่งล่างกระแอมไอเบาๆ กล่าวว่า “ครั้งนี้เจ้าเอาไปให้ศิษย์พี่ใหญ่เองเถอะ”
เมื่อนึกถึงท่าทีที่ดูไม่ได้ของตนในคืนนั้น เขาไม่มีหน้าจะไปแย่งผลงานของกู่อันอีกแล้ว
กู่อันไม่ปฏิเสธ ยิ้มตอบ “ได้ครับ”
เขาพยักหน้าให้หลี่หยาอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินไปยังอาคารของจางชุนชิว
หลี่หยาไม่ได้อยู่ต่อ เขาหันหลังเดินเข้าป่าลึกไปทางไกล เมิ่งล่างมองไปรอบๆ แล้วเกาจมูกด้วยความกระอักกระอ่วน
ภายในโถงใหญ่ กู่อันส่งมอบหญ้าสงบจิตทั้งหมดให้จางชุนชิว จางชุนชิวไม่ได้รีบไล่เขาให้ไป แต่กลับชวนคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ถามว่าช่วงนี้หลับสบายดีไหม
ทุกครั้งที่จางชุนชิวนึกถึงภาพที่กู่อันโดนปีศาจตัณหาโทสะบีบคอ ใจเขาก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ เขาปกป้องศิษย์น้องไม่ได้ ช่างน่าละอายนัก
กู่อันนั้นซื่อตรงและเชื่อฟังเสมอ หากศิษย์น้องเช่นนี้ต้องตายไป บอกตามตรงว่าเขาเองก็นึกเสียใจ
“จริงสิ เรื่องปีศาจตัณหาโทสะนั่น อย่าได้นำไปพูดถึงอีก วันนี้ข้าไปที่ศิษย์ชั้นนอกมา ได้ยินมาว่าปีศาจตนนั้นเป็นสัตว์เลี้ยงของผู้อาวุโสท่านหนึ่งในสำนัก เรื่องนี้ห้ามแพร่งพราย ให้ถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น” จางชุนชิวกล่าวอย่างจริงจัง
กู่อันได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง มิน่าล่ะเจ้าปีศาจนั่นถึงอาละวาดได้นานขนาดนี้
จางชุนชิวดูเหมือนจะไม่วางใจ จึงกล่าวเสริมว่า “ผู้อาวุโสระดับนั้นไม่ใช่คนที่พวกเราจะไปมีเรื่องด้วย แค่ประโยคเดียวก็ทำให้ทั้งหุบเขาโอสถของเราหายไปได้แล้ว เจ้ามีต้นกำเนิดต่ำต้อย ควรจะเข้าใจความแตกต่างของสถานะดีที่สุด การอดทนไว้ถึงจะรอดชีวิตไปได้”
เขาพูดพลางหยิบตำราเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ “นี่เป็นเคล็ดวิชาที่อาจารย์เตรียมไว้ให้เจ้า อาจารย์ทุ่มคะแนนความดีความชอบของสำนักถึงห้าปีแลกมาเลยทีเดียว ถือว่าเป็นการชดเชยที่เจ้าต้องได้รับความเดือดร้อน”
กู่อันดีใจจนยิ้มออก เขารับตำราเล่มนั้นมาเห็นตัวอักษรสามตัวเขียนอยู่บนหน้าปก
เคล็ดขาเงาวายุ!
“ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่ ขอบคุณท่านอาจารย์ครับ!” กู่อันรีบก้มลงคำนับขอบคุณทันที
จางชุนชิวขยิบตา ยิ้มว่า “ว่างๆ ก็ฝึกฝนไว้ เผื่อวันหน้าจะได้ปกป้องตัวเองได้ ตำราเล่มนี้อย่าเอาไปให้เมิ่งล่างล่ะ ส่วนหลี่หยา เขาแสดงพรสวรรค์ที่โดดเด่น อาจารย์จึงตัดสินใจจะช่วยเขาเลื่อนระดับเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐาน คาดว่าไม่เกินสองปี เขาก็คงต้องออกจากหุบเขาโอสถไป”
กู่อันได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ประหลาดใจ คนที่มีพลังอย่างหลี่หยาอยู่ที่หุบเขาโอสถต่อไปก็คงเป็นการสิ้นเปลือง
หลังจากนั้น จางชุนชิวพูดคุยเล็กน้อยก่อนจะปล่อยให้เขากลับไป
เมื่อกู่อันปิดประตูลง จางชุนชิวก็พึมพำอย่างซึ้งใจ “ช่างเป็นเด็กที่ซื่อตรงจริงๆ ต่อไปคงจะช่วยข้าดูแลอาจารย์ได้ ข้าเองก็จะได้ลงเขาไปเสียที... เสี่ยวเหลียน รอข้าด้วยนะ...”
กู่อันที่กำลังเดินลงบันไดชะงักฝีเท้าไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินต่อลงไปข้างล่าง
...
แม้การจู่โจมของปีศาจตัณหาโทสะจะไม่ได้ทำให้ใครในหุบเขาโอสถต้องตาย แต่ก็ทำให้บรรยากาศของที่นี่เปลี่ยนไปจากเดิม หลี่หยาดูลึกลับขึ้นทุกที ทำธุระเสร็จก็มักจะหนีไปหลบในป่า แม้แต่เมิ่งล่างก็เริ่มฝึกฝนอย่างหนัก
กู่อันถือตำราเคล็ดขาเงาวายุฝึกอยู่หนึ่งเดือนกว่าจะทำให้เคล็ดวิชานี้ปรากฏขึ้นบนหน้าต่างระบบได้สำเร็จ ทำให้เขาเสียกำลังใจจนเลิกฝึก เตรียมตัวจะอาศัยการ 'โกงอายุขัย' เอาในอนาคต
วันเวลาล่วงเลยไป ใบไม้ร่วงหล่นทั่วหุบเขาโอสถ
กู่อันปรากฏตัวอยู่ในสวนสมุนไพรต่างๆ กลายเป็นคนที่ยุ่งที่สุดในหุบเขาโอสถ จางชุนชิวเชื่อใจเขามากขึ้นและไม่มาคอยจับตาดูเขาทำงานอีก ส่วนเฉิงเสวียนตานก็ขลุกตัวอยู่ในห้องหลอมโอสถทั้งวัน แทบไม่ได้พบหน้ากันเดือนละครั้ง
ฤดูใบไม้ร่วงผ่านไปสู่ฤดูหนาว หิมะสีขาวโพลนโปรยปรายลงมา หุบเขาโอสถจมอยู่ท่ามกลางสีขาวโพลน
ปีใหม่มาถึงพร้อมกับหิมะโปรย
กระทั่งหิมะเริ่มละลาย ก็มีคนจากนอกหุบเขาเดินทางมาเยี่ยมเยียน และเป็นคนที่ตั้งใจมาหาถึงที่เพื่อพบกู่อันโดยเฉพาะ
ภายในบ้าน กู่อันปิดประตูห้อง แล้วเดินไปที่โต๊ะ รินชาร้อนให้ชายหนุ่มที่นั่งลงข้างๆ
ชายหนุ่มสวมชุดคลุมสีฟ้าของศิษย์ชั้นนอกสำนักไท่เสวียน เขากวาดตามองสภาพแวดล้อมภายในห้อง แล้วกล่าวว่า “หนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง?”
มีห้าคนที่ติดตามจีเซียวอวี้เข้าสู่สำนักไท่เสวียน ในจำนวนนั้นมีเพียงกู่อันและชายหนุ่มผู้นี้ที่เป็นคนรับใช้ของตระกูล
ชายหนุ่มผู้นี้ชื่อ ตู้เย่ มีรากวิญญาณสี่ธาตุ ด้วยความช่วยเหลือจากคนตระกูลจีจึงได้เข้าสำนักไท่เสวียนเป็นศิษย์ชั้นนอก ผ่านไปหนึ่งปีกว่า ท่าทีของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“ก็เรื่อยๆ น่ะ” กู่อันตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ
ตู้เย่จ้องมองเขา ส่ายหน้าเบาๆ กล่าวว่า “เจ้านี่นะเจ้า ทำไมตอนนั้นถึงยืนกรานจะมาที่นี่ ด้วยบารมีของคุณหนูสามและตระกูลจี การหาทางยัดเจ้าเข้าเป็นศิษย์ชั้นนอกไม่ใช่เรื่องยากเลย ทำไมต้องมาทนลำบากที่นี่ แถมยังมองไม่เห็นหนทางในการบำเพ็ญตบะอีก”
กู่อันมองอายุขัยของอีกฝ่ายที่มีไม่ถึง 150 ปี เทียบกับอายุขัยของตัวเองที่มีเกือบพันปี เขาจึงยิ้มพลางตอบว่า “พรสวรรค์ของข้าก็ธรรมดา ทั้งยังกลัวตายกลัวเจ็บ อยู่ที่สงบๆ แบบนี้แหละเหมาะกับข้าแล้ว”
ตู้เย่ส่ายหัวหัวเราะ แล้วบ่นเขาอีกสองสามคำ ก่อนจะเข้าเรื่องจุดประสงค์ในการมาครั้งนี้ “คุณชายจีหลินเตรียมจะสร้างชื่อและดึงดูดผู้คนให้มาเข้าพวกกับคุณหนูสามในสำนักไท่เสวียน พวกเราเองก็ต้องช่วยกัน ปกติแล้วให้เจ้าพยายามเก็บรวบรวมสมุนไพรให้ได้มากที่สุด ข้าจะมาหาเจ้าทุกครึ่งปีเพื่อมารับสมุนไพรเหล่านี้ไป สมุนไพรพวกนี้สามารถใช้เป็นเบี้ยต่อรองให้คุณชายจีหลินใช้ดึงดูดศิษย์คนอื่นๆ ได้”
“ได้ ไม่มีปัญหา” กู่อันตอบตกลงทันที อย่างไรเสียสมุนไพรพวกนี้ก็ไม่ได้สำคัญอะไรกับเขาอยู่แล้ว
เมื่อเห็นกู่อันว่านอนสอนง่ายเช่นนั้น ตู้เย่ก็เผยรอยยิ้มออกมา
ทั้งสองคุยกันอีกพักหนึ่ง กู่อันส่งตู้เย่ที่ปากหุบเขาก่อนจะหันหลังกลับมา
เพิ่งจะกลับมาถึงลานบ้าน เขาก็เห็นหลี่หยายืนรออยู่
หลี่หยาเดินมาหากู่อัน ยัดตำราเล่มหนึ่งใส่มือเขา “ข้ากำลังจะไปแล้ว ตำราวิชาดาบเล่มนี้ถือเป็นของขวัญอำลา ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่เจ้าทำให้ข้าตลอดหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา”
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน