ตอนที่ 3
การยั่วยุ
1,664 คำ~9 นาที
“เด็กๆ ทั้งหลาย พวกเธอได้ผ่านพิธีที่สำคัญที่สุดในชีวิตมาแล้ว ต่อจากนี้ไปพวกเธอคือปัจเจกบุคคลที่ต้องพึ่งพาตัวเอง
เส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ไม่ว่าผลลัพธ์ในตอนนี้จะต่างจากที่คาดหวังไว้มากน้อยเพียงใด แต่ในเมื่อโชคชะตาลิขิตมาแล้ว เราก็ต้องยอมรับมัน จงมุ่งมั่นยกระดับเลเวลอาชีพของตน เพื่อให้ตัวเองและครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้น
พวกเธอคือความหวังในอนาคตของเผ่าพันธุ์มนุษย์ โปรดรักษาตัวให้ดีและปลดปล่อยศักยภาพออกมาให้เต็มที่ พวกเราเชื่อว่าด้วยความพยายามของพวกเราบรรพชนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ในอนาคตมนุษย์เราจะสามารถย่างก้าวอย่างอิเสรีในโลกภายนอก โดยไม่ต้องถูกจำกัดอยู่เพียงในฐานที่มั่นเล็กๆ แห่งนี้อีกต่อไป
สุดท้ายนี้ ขอให้พวกเธอโชคดีในอนาคต ขอให้ทุกปีสงบสุข ขอให้ทุกวันปลอดภัย และขอให้สันติสุขจงสถิตอยู่กับเจ้าตลอดไป!”
สิ้นคำกล่าวของเจ้าหน้าที่หมายเลข 6 เหล่าเยาวชนวัย 18 ปีในที่แห่งนั้น ไม่ว่าจะเป็น 'สายต่อสู้' หรือ 'สายอาชีพ' ต่างก็มีไฟแห่งความมุ่งมั่นลุกโชนขึ้นในใจ
เสิ่นซิงเหยียนเองก็ไม่มีข้อยกเว้น เขาเริ่มขบคิดแล้วว่าจะใช้เงื่อนไขที่มีอยู่ในตอนนี้ทำให้เขาและน้องสาวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้อย่างไร
ทว่าก่อนที่ผู้คนนับแสนจะได้ปลดปล่อยความฮึกเหิมออกมา ร่างของเจ้าหน้าที่หมายเลข 6 ก็หายวับไปจากสายตาของทุกคน
ภัยพิบัติภายนอกทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บุคคลระดับเขาต้องกลับไปเฝ้าระวังที่เขตชายแดนตลอดเวลาเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
บทเรียนในอดีตสอนให้รู้ว่า ความประมาทเพียงเล็กน้อยที่พวกเขามองข้าม มักจะเป็นโอกาสทองให้พวกภัยพิบัติลอบโจมตีได้เสมอ จึงต้องระวังอย่างที่สุด!
หากไม่ใช่เพราะความสำคัญของพิธีในครั้งนี้ที่บีบให้เขาต้องมาเป็นประธาน เกรงว่าแม้แต่ปีสองปีเขาก็อาจจะไม่ได้กลับมาสักครั้งเดียว
หลังจากเจ้าหน้าที่หมายเลข 6 จากไป ผู้คนในสนามพลาซ่าก็ทยอยแยกย้ายกันตามลำดับที่กำหนดไว้ โดยมีผู้รับผิดชอบแต่ละเขตนำทางกลับไปยังพื้นที่ของตน
เสิ่นซิงเหยียนเดินกลับไปยังจุดที่โรงเรียนตั้งอยู่พร้อมกับฉู่เวยเพื่อรอฟังคำสั่งต่อไป
นักเรียนในโรงเรียนที่ปลุกอาชีพสายต่อสู้ได้กับสายอาชีพถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งโดยอัตโนมัติ ฝั่งหนึ่งเต็มไปด้วยความเงียบสงัด ส่วนอีกฝั่งกลับครึกครื้นเอะอะ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วความแตกต่างนั้นช่างชัดเจนเหลือเกิน
เมื่อเสิ่นซิงเหยียนและฉู่เวยปรากฏตัว ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่พวกเขา ทุกคนอยากรู้ว่า ‘คู่กิ่งทองใบหยก’ ประจำโรงเรียนจะปลุกได้อาชีพอะไร
ครูหลี่ที่นำทีมเห็นทั้งสองเดินเข้ามาจึงรีบก้าวเข้าไปเพื่อถามผลลัพธ์
ในการฝึกซ้อมทุกอย่างของโรงเรียน ทั้งเสิ่นซิงเหยียนและฉู่เวยต่างก็เป็นพวกโดดเด่นระดับหัวกะทิ ในการจัดอันดับการแข่งขันต่างๆ มักจะมีชื่อของทั้งคู่ปรากฏอยู่เสมอ
ครอบครัวของฉู่เวยมีฐานะค่อนข้างดี พ่อแม่ของเธอเป็นนักรบสายต่อสู้ระดับชำนาญการ เรื่องเศรษฐกิจจึงไม่ต้องพูดถึง หากไม่ใช่เพราะติดเรื่องผลงานการรบ พวกเขาคงย้ายเข้าไปอยู่ในเขตใจกลางเมืองนานแล้ว
ปกติฉู่เวยมักจะได้รับอาหารเสริมบำรุงร่างกายเพื่อเพิ่มค่าสถานะจากที่บ้านอยู่เสมอ ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมของเธอจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
แต่เสิ่นซิงเหยียนนั้นต่างออกไป ตั้งแต่ภัยพิบัติจู่โจมเมื่อ 8 ปีก่อน พ่อแม่ของเขาก็หายสาบสูญไปในสมรภูมิ ซึ่งมีโอกาสสูงมากที่จะเสียชีวิตไปแล้ว
หลายปีมานี้เสิ่นซิงเหยียนต้องอาศัยเงินเยียวยาจากฐานที่มั่นและมรดกที่พ่อแม่ทิ้งไว้ เลี้ยงดูทั้งตัวเองและน้องสาวที่ยังเล็ก แถมในสภาพเช่นนั้นเขายังสามารถสร้างผลงานจนน่าจับตามองไปทั้งโรงเรียน
เรื่องราวของเขาเคยถูกโรงเรียนยกมาเป็นตัวอย่างอันเร่าร้อนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กคนอื่นๆ มีมานะอุตสาหะ
ทันทีที่เห็นท่าทีของเสิ่นซิงเหยียน ครูหลี่ก็พอจะเดาผลลัพธ์ได้เองในใจ คำถามที่เกือบจะหลุดจากปากถูกกลืนลงคอไปทันที นัยน์ตาสั่นไหวด้วยความเสียดาย
ด้วยประสบการณ์ที่สอนนักเรียนมาหลายรุ่น ครูหลี่ชำนาญการสังเกตอารมณ์ของเด็กๆ มาก แม้คนหนุ่มสาวจะพยายามปิดบังเพียงใด แต่ท่าทางเล็กๆ น้อยๆ ที่หลุดออกมาก็บอกได้ชัดเจนว่าผลลัพธ์ครั้งนี้คงไม่ดีนัก
นักเรียนคนอื่นๆ เองก็เริ่มมองเห็นร่องรอยเช่นกัน ในวัยรุ่นที่อ่อนไหวแบบนี้ ประสาทสัมผัสของเพื่อนรุ่นเดียวกันนั้นไวเป็นพิเศษ
“อุ๊ย เสิ่นซิงเหยียน ดูจากท่าทางนายแล้ว อย่าบอกนะว่าปลุกได้อาชีพช่างตีเหล็กน่ะ? แต่ก็นะ มีแรงเยอะขนาดนั้น เป็นช่างตีเหล็กก็เหมาะกับนายดีออก” ซ่งเจี๋ย ผู้ที่ถูกเสิ่นซิงเหยียนกดอันดับมาตลอด เริ่มเอ่ยปากถากถางด้วยน้ำเสียงประชดประชันทันที
ครั้งนี้ซ่งเจี๋ยดวงดีปลุกได้อาชีพนักรบ แม้จะไม่ใช่จอมเวทตามที่เขาฝันไว้ แต่ก็นับว่าเป็นอาชีพที่ดีและมีศักยภาพในอนาคตไม่น้อย
หลังจากที่เขาป่าวประกาศอาชีพของตนเองออกไป สายตาอิจฉาจากคนรอบข้างก็ทำให้เขาลำพองใจขึ้นมาทันที
ตอนนี้เขาสังเกตเห็นว่าคู่ปรับอย่างเสิ่นซิงเหยียน ถึงแม้ภายนอกจะดูเรียบเฉย แต่ในแววตากลับมีความหม่นหมองวูบหนึ่ง เขาจึงเดาได้ทันทีว่าฝ่ายตรงข้ามต้องปลุกได้อาชีพที่ไม่เอาไหนแน่ๆ ในใจก็พลันรู้สึกสะใจอย่างยิ่ง
“ซ่งเจี๋ย นายอยากโดนอัดนักใช่ไหม!” ยังไม่ทันที่เสิ่นซิงเหยียนจะตอบ ฉู่เวยที่โกรธจัดก็สวนกลับไปทันควัน ถ้าเสิ่นซิงเหยียนไม่คว้าตัวเธอไว้ ป่านนี้เธอคงพุ่งเข้าไปฟาดเขาแล้ว
เดิมทีฉู่เวยก็ว้าวุ่นใจเรื่องที่เสิ่นซิงเหยียนปลุกได้อาชีพชาวนาและรู้สึกแค้นเคืองโชคชะตาที่ไม่ยุติธรรมอยู่แล้ว พอมาเห็นซ่งเจี๋ยกล้ามาเยาะเย้ยต่อหน้าสาธารณชน ไฟโทสะในใจเธอก็ระเบิดออกมาทันที
“โอ้โห ฉันพูดถึงเสิ่นซิงเหยียน แล้วเธอจะมาตื่นเต้นอะไรนักหนา หรือว่าพวกเธอสองคนจะมี ‘อะไรๆ’ กันจริงๆ?” ซ่งเจี๋ยพูดพลางแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์จ้องมองทั้งคู่ ความหมายแฝงนั้นชัดเจนโดยไม่ต้องอธิบาย
ฉู่เวยได้ยินดังนั้นก็นิ่งไปด้วยความอับอายและโกรธจัด เธอพยายามดิ้นรนให้หลุดจากมือของเสิ่นซิงเหยียนรุนแรงขึ้น
“ซ่งเจี๋ย ไม่ว่าฉันจะปลุกได้อาชีพอะไร แต่การจะสั่งสอนนายในตอนนี้ก็ยังเป็นเรื่องง่ายเกินไปด้วยซ้ำ ถ้าไม่เชื่อก็ลองดู!” เสิ่นซิงเหยียนมองซ่งเจี๋ยที่มีทีท่าจองหองขึ้นทุกทีด้วยสายตาเรียบเฉย
ในช่วงที่เพิ่งปลุกอาชีพใหม่ๆ ความแตกต่างยังไม่มากนัก ความแข็งแกร่งส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการสะสมพื้นฐานร่างกายก่อนการปลุกพลัง และเสิ่นซิงเหยียนเป็นพวกที่มีค่าสถานะเต็มขีดจำกัดก่อนปลุกด้วยซ้ำ
ต่อให้จะเป็นแค่ชาวนา แต่ถ้าต้องสู้กับพวกที่เพิ่งปลุกอาชีพสายต่อสู้แบบสดๆ ร้อนๆ แม้ฝ่ายตรงข้ามจะใช้ทักษะอาชีพ เขาก็มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นฝ่ายยืนหยัดอยู่ได้จนจบ
ในจังหวะนั้น ครูหลี่ที่เห็นซ่งเจี๋ยเริ่นทำตัวเหลวไหลเกินสำควร ก็ตวาดเสียงกร้าว
“ซ่งเจี๋ย ถ้าเธอยังกล้าพูดจาทำลายความสามัคคีแบบนี้อีก ฉันจะรายงานผู้บริหารโรงเรียนให้ตัดสิทธิ์การฝึกฝนของเธอในเดือนหน้าซะ!”
เมื่อได้ยินคำขู่ของครูหลี่ ซ่งเจี๋ยที่กำลังจะอ้าปากเถียงก็เหมือนถูกปล่อยลมออกจากโป่ง เขาทันได้แค่ทำท่าไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก ได้แต่ถลึงตาใส่เสิ่นซิงเหยียนอย่างเคียดแค้น
แม้ว่าหลังจากปลุกพลังเสร็จพวกเขาจะถือเป็นว่าที่ผู้จบการศึกษาที่โรงเรียนเลิกควบคุมแล้ว แต่การฝึกฝนจบการศึกษาในเดือนหน้านั้นถือเป็นสวัสดิการชั้นเยี่ยมที่เขาจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด
ในช่วงการฝึกฝน ไม่เพียงจะได้เห็นโลกภายนอกเขตกำแพงของจริงเท่านั้น แต่ความเสี่ยงแทบจะเป็นศูนย์ เพราะเป็นการออกสำรวจภายใต้การคุ้มกันอย่างใกล้ชิดจากนักรบสายต่อสู้ระดับสูงของโรงเรียน
หากโชคดี ก็มีโอกาสได้รับไอเทมหายากที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของร่างกายได้ด้วย
ดังนั้นเมื่อได้ยินครูหลี่พูดเช่นนั้น ซ่งเจี๋ยที่แม้จะภูมิใจในอาชีพนักรบของตนเองแค่ไหน ก็ต้องจำใจสงบปากสงบคำลงแต่โดยดี
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน