ตอนที่ 1
ผมคะแนน 255 แต่อยากติดตึก 985
2,772 คำ~14 นาที
“...โดยรวมแล้ว ผลคะแนนสอบจำลองครั้งที่สามของห้องเราถือว่าไม่เลว ตามเกณฑ์คะแนนของปีก่อนๆ มีคนที่น่าจะสอบติดมหาวิทยาลัยระดับหนึ่ง (Yiben) ได้ถึง 21 คน ครูหวังว่าทุกคนจะ...”
บนโพเดียมหน้าชั้น ครูหัวล้านท่านหนึ่งกำลังวิจารณ์ผลสอบด้วยเสียงอันดัง แต่ยังไม่ทันจะพูดจบ ก็มีเสียงหนึ่งแทรกขัดจังหวะขึ้นมา
“เฮือก!”
เสียงร้องตะโกนเหมือนสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายที่ปนเปไปด้วยความตื่นตระหนกและไม่สบายใจ ดึงดูดสายตาของทุกคนในห้องให้หันไปมองเป็นตาเดียว
แต่ครู่ต่อมา หลายคนก็เริ่มแค่นยิ้มเยาะที่มุมปาก
“ไอ้กุ๊ยเฉิงอาละวาดอีกแล้ว”
“สงสัยจะโต้รุ่งที่ร้านเน็ตมาอีกละมั้ง...”
บางคนก้มหน้ากระซิบกระซาบคุยกัน
ครูหัวล้านดึงสติกลับมาจากความอึ้ง ดวงตาหรี่เล็กลงจ้องเขม็งไปยังนักเรียนที่เขาไม่อยากจะใส่ใจที่สุด... เจียงเฉิง
ผมยาวรุงรังฟูฟ่อง ใบหน้าเหนื่อยล้าแฝงไปด้วยความหวาดผวา เขายังคงมองไปรอบๆ อย่างงุนงงสับสน
สายตาเย็นชาของครูไม่ได้เข้าสู่โสตประสาทของเขาเลยแม้แต่น้อย ดาเมจคริติคอลหมื่นแตะกลายเป็นหมัดที่ชกโดนอากาศ
“ปัง!”
ครูหัวล้านฟาดหนังสือลงบนโต๊ะอย่างแรง “เจียงเฉิง ยืนขึ้น!”
“ที่นี่คือ...”
เจียงเฉิงที่กำลังมึนงงค่อยๆ ได้สติกลับมา เขามองภาพตรงหน้าที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตา
ผมหางม้าของคนข้างหน้า หัวของเพื่อนร่วมชั้นที่นั่งกันเต็มห้อง แล้วยังมีโพเดียม กระดานดำ และพัดลมเพดานเก่ากึกที่ส่งเสียง ‘เอี๊ยดอ๊าด’ เหมือนจะร่วงลงมาได้ทุกเมื่อ
ไอ้หัวล้านที่กำลังคำรามอยู่นั่น ดูคุ้นหน้าพิกล ชื่ออะไรนะ?
เชี่ย!
คงไม่ใช่ครูเจียง ครูประจำชั้นตอน ม.6 หรอกนะ?!
“เจียงเฉิง!”
เมื่อเห็นว่าเจียงเฉิงยังคงนิ่งเฉย ครูหัวล้านก็เรียกชื่อเขาซ้ำอีกครั้งพร้อมกับเร่งเสียงให้ดังขึ้น
ทุกคนหันไปมองที่นั่งของกลุ่มนักเรียนหลังห้อง
แถวที่เจ็ด กลุ่มที่สี่ มุมที่ใกล้กับไม้กวาดและถังขยะที่สุด
เพื่อนร่วมโต๊ะของเจียงเฉิงก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ไม่สู้ดี รีบซ่อนหนังสือนิยายแล้วใช้ศอกถุงเขาแรงๆ
เจียงเฉิงลุกขึ้นยืน แต่ในหัวยังคงสับสนอลหม่าน เสียงตะโกนเรียก เสียงต่อราคาสินค้า เสียงหัวเราะด่าทอ... ทุกอย่างค่อยๆ เลือนหายไปเหมือนความทรงจำในความฝัน
“เออ! เธอไม่อยากเรียน ไม่อยากสอบเข้ามหาวิทยาลัย! แต่อย่ามาป่วนในคาบเรียน! เหลือเวลาอีกแค่สองเดือนสุดท้ายแล้ว ครูไม่อยากพูดอะไรมาก เธอไปคิดเอาเองแล้วกัน!”
หลังจากกลั้นอารมณ์อยู่นาน ครูหัวล้านกลับสงบสติอารมณ์ลงอย่างไม่น่าเชื่อ “เธอยืนอยู่ตรงนั้นแหละ!”
เจียงเฉิงไม่ได้โต้ตอบ แต่ความทรงจำกลับพรั่งพรูเข้ามา
เขาคือนักเรียนหางแถว
เรื่องต่อยตี สูบบุหรี่ คือกิจวัตรประจำวัน
ร้านอินเทอร์เน็ต เกมเซ็นเตอร์ คือสถานที่สิงสถิต
พอขึ้น ม.6 ถูกเรียกไปอบรมนับครั้งไม่ถ้วน พ่อแม่ก็มาโรงเรียนหลายหน เคยถึงขั้นต้องยืนอ่านใบสำนึกผิดต่อหน้าคนนับพัน เจียงเฉิงถึงได้เพลาๆ ลงบ้าง แต่การแอบหนีเรียนคาบค่ำไปนั่งเล่นเกมที่ร้านเน็ตก็ยังเป็นเรื่องปกติ
ตราบใดที่ไม่ก่อเรื่องปวดหัว แค่ไม่เรียนหนังสือ ไม่เอาถ่าน ครูเขาก็ขี้เกียจจะยุ่งด้วยแล้ว
ในห้องเรียนถ้าไม่ก่อกวน ต่อให้จะนอนน้ำลายยืดก็ไม่มีใครสน เพราะเขานั่งแถวสุดท้ายอยู่แล้ว
ส่งกระดาษเปล่าตอนสอบก็ไม่มีใครว่า เพราะถึงจะทำได้ก็คือลอกคนอื่นมาอยู่ดี
บนโพเดียม ครูหัวล้านไม่ชายตามองเจียงเฉิงอีก เขาเริ่มอธิบายโจทย์ในข้อสอบต่อ
เจียงเฉิงจำได้แล้ว ครูหัวล้านคนนี้แซ่เจียง ชื่อว่า เจียงหมิง เพราะหัวล้านมาตั้งแต่หนุ่ม แถมยังแซ่เจียง (Chiang) เหมือนกับท่านนายพลเจียงไคเชก นักเรียนหลายคนเลยแอบเรียกอีตาครูคนนี้ว่า ‘เจียงหัวล้าน’
เจียงหมิงสอนวิชาภาษาจีนและเป็นครูประจำชั้น ขี้บ่นและจู้จี้ สมัยนั้นเจียงเฉิงค่อนข้างจะเกลียดเขาเลยทีเดียว
ทว่าหลังจากจบ ม.ปลาย ไปได้สักห้าหกปี เขาถึงได้ข่าวว่าเจียงหมิงป่วยเป็นมะเร็งจนต้องเลิกสอนหนังสือ
กระดานดำหลังห้องมีข้อมูลข่าวสารที่เขียนไว้ตั้งนานจนตัวอักษรเริ่มเลือนลาง แต่ที่เด่นชัดที่สุดคือ ‘เลขนับถอยหลัง’
เหลือเวลาอีก 60 วันก่อนสอบเกาเข่า (Gao Kao)
ต่อให้เป็นเด็กหางแถว เมื่อเห็นคำนี้ก็ต้องรู้สึกวูบไหวในใจบ้าง
เวลาเที่ยวเล่นเหลือน้อยลงทุกทีแล้ว!
ถ้าสอบไม่ติดมหาวิทยาลัย จะทำยังไง?
ก็ไปเตร่ใช้ชีวิตนักเลงในสังคมน่ะสิ!
เจียงเฉิงยังจำเส้นทางชีวิต ‘ที่ควรจะเป็น’ ของตัวเองในอนาคตได้ดี
สอบไม่ติดมหาวิทยาลัย ทำเอาพ่อแม่ผิดหวังจนถึงที่สุด ในขณะที่เพื่อนคนอื่นแบกเป้เตรียมตัวไปมหาวิทยาลัยในเดือนกันยายน เขากลับต้องหิ้วกระเป๋าเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองเจียงโจว
มีญาติห่างๆ เปิดโรงงานเล็กๆ อยู่ที่นั่น พ่อแม่ขอร้องอ้อนวอนจนเขาได้ไปฝึกงานเรียนรู้งานที่โรงงานนั้น
การต้องอาศัยบ้านคนอื่นอยู่ รสชาติความลำบากสารพัดนั่น แค่คิดถึงตอนนี้ เจียงเฉิงยังรู้สึกขมขื่นในใจ
ต่อมาเจียงเฉิงไม่อยากเป็นภาระใคร จึงย้ายออกมาเช่าห้องอยู่เอง หางานทำไปทั่ว เลิกเล่นเกม แล้วไปช่วยแจกใบปลิว ขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ จนภายหลังได้ฝากตัวเป็นศิษย์เรียนรู้วิธีซ่อมคอมพิวเตอร์
ไม่มีวุฒิการศึกษาจะทำยังไงได้? ก็ได้แต่ใช้ฝีปากและฝีมือประคองชีวิตไปวันๆ
เจียงเฉิงลูบกระเป๋าเสื้อ อยู่ดีๆ ก็อยากจะสูบบุหรี่สักมวน
บุหรี่ยังคงอยู่ในกระเป๋าที่คุ้นเคย
พอหมดคาบ ฉินจิ้น เพื่อนร่วมโต๊ะก็หัวเราะเยาะพลางดึงเจียงเฉิงให้นั่งลง “แกนี่ก็นะ จะนอนก็นอนไปดิ จะตะโกนทำซากอะไรวะ ทำเอาข้าอ่านหนังสือไม่ได้เลย”
หนังสือที่ว่า แน่นอนว่าเป็นนิยาย ปกสีเหลืองๆ ซีดๆ ไม่รู้ว่าเป็นผลงานของปรมาจารย์ชื่อดังจริงหรือเปล่า แต่เนื้อหาข้างในก็เร่าร้อนพอกับหน้าปกนั่นแหละ
ช่วยไม่ได้ ช่วงวัยรุ่นน่ะนะ มันพลุ่งพล่านง่าย
เจียงเฉิงยิ้ม “ไอ้หนู เพลาๆ หนังโป๊นิยายโป๊ลงบ้าง เดี๋ยวก็สมองเสื่อมเพราะคิดแต่เรื่องอย่างว่าหรอก”
ฉินจิ้นถุยออกมา “มั่วละ อ่านนิยายมันผิดตรงไหนวะ”
“ไป ออกไปสูบบุหรี่กันหน่อย” เจียงเฉิงยื่นบุหรี่ยี่ห้อไป๋ซาให้ฉินจิ้นอย่างคล่องแคล่ว แล้วเดินนำออกไปนอกห้อง
คาบต่อไปยังคงเป็นวิชาภาษาจีนของเจียงหมิง ตอนนี้เขายังยืนอธิบายโจทย์ให้เด็กเรียนที่หน้าโพเดียมอยู่เลย
ถึงเจียงเฉิงจะไม่เอาถ่าน แต่ในฐานะเด็กเลวเขาก็ยังพอมีมารยาทพื้นฐานอยู่บ้าง เขาจะไม่สูบบุหรี่ในห้องเรียน
อีกอย่าง โรงเรียนนี้ตรวจเข้มมาก ถ้าต้องโดนเรียกผู้ปกครองตอนใกล้สอบเกาเข่าแบบนี้ คงไม่ใช่เรื่องสนุกแน่
พอพ้นห้องเรียน ทั้งคู่ก็เดินตรงไปยังห้องน้ำที่คุ้นเคยเพื่อเริ่มพ่นควัน บุหรี่ไป๋ซาราคาไม่ถึง 5 หยวน รสชาติค่อนข้างขมไปนิด
เจียงเฉิงพ่นควันเป็นวงกลม พลางมองฉินจิ้นแล้วถามขึ้น
“ไอ้แว่น จบไปแล้วแกอยากทำอะไรวะ?”
“จะทำอะไรได้ล่ะ ก็กะว่าจะไปใช้แรงงานที่กวางตุ้งโน่น แม่งเอ๊ย! ก็เรามันเรียนไม่เก่งนี่หว่า!”
“แล้วไง... อีกสักสองปีก็มีเมียมีลูกงั้นเหรอ?”
“ฮ่าๆ คงไม่เร็วขนาดนั้นมั้ง”
เจียงเฉิงนิ่งไปครู่หนึ่ง หันกลับไปมองท้องฟ้าอันสดใสที่อยู่ไกลออกไป หากเป็นไปตามเส้นทางในชาติก่อน ฉินจิ้นที่ใช้ชีวิตตามอารมณ์วัยรุ่นทำงานได้สองปี ก็ไปทำผู้หญิงท้องจนต้องซัดเซพเนจรกลับมาที่อันหยวน
มีลูก แต่งงาน
โชคดีที่ทางบ้านพอมีลู่ทาง ค่อยๆ ทำธุรกิจวัสดุก่อสร้างจนเปิดร้านเล็กๆ ได้ วิ่งหางานไปเรื่อย ชีวิตก็ถือว่าไม่เลว
สอบติดมหาวิทยาลัย หรือสอบไม่ติด ต่างก็มีจังหวะชีวิตเป็นของตัวเอง
เขาอาจจะได้ไปนอก แต่ข้าอาจจะได้ไปต่างมณฑล เขาอาจจะสอบเรียนต่อ แต่ข้าอาจจะไปนั่งมวนยาสูบ
เขาอาจได้เป็นข้าราชการ แต่ข้าเป็นแค่พนักงานขาย เขาเป็นหนุ่มออฟฟิศผิวขาว แต่ข้าอาจจะเป็นเถ้าแก่ร้านเล็กๆ
แน่นอนว่า ไอ้ประโยคที่ว่า “เพื่อนๆ ที่สอบติดมหาวิทยาลัยอย่าลืมรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนที่สอบไม่ติดล่ะ เพราะพอพวกนายเรียนจบ อาจจะต้องไปสมัครงานที่บริษัทของพวกเขาก็ได้!” เรื่องตลกแบบนี้ โอกาสที่จะเกิดขึ้นจริงมันมีน้อยเหลือเกิน
แต่เจียงเฉิงไม่ต้องการเดินตามรอยเดิมในชาติก่อนแล้ว
เขาทิ้งก้นบุหรี่ลงใต้เท้าแล้วเหยียบให้ดับ พ่นควันคำสุดท้ายออกมาพลางกล่าวช้าๆ “ข้าอยากลองพยายามสอบเข้ามหาวิทยาลัยดูสักตั้งว่ะ!”
ฉินจิ้นอึ้งไปเล็กน้อย เขามองเพื่อนร่วมโต๊ะที่ดูซกมกคนนี้ น้ำเสียงที่หนักแน่นและแววตาที่จู่ๆ ก็มีประกายขึ้นมาทำเอาเขารู้สึกแปลกๆ
“ไอ้เฉิง แกกินยาผิดซองป่าววะ?”
-------------------------
คาบที่สอง ยังคงเป็นการเฉลยข้อสอบตามระเบียบ
แต่เจียงเฉิงกลับมาสงบนิ่งได้แล้ว หลังจากผ่านความสับสนจากเรื่องในอดีตมาเมื่อครู่
เขาเริ่มตั้งใจฟังครูสอนเป็น ‘ครั้งแรก’
“ข้อนี้เป็นการจดจำบทกวีจากเรื่อง ‘บทเพลงพิณ’ วรรคที่ว่า ‘ข้าได้ยินเสียงพิณก็ทอดถอนใจ ได้ฟังถ้อยคำนี้ยิ่งตรอมตรม’ สองประวัคต่อจากนี้คืออะไร ทุกคนคงคุ้นเคยกันดี มีแค่ 3 คนในห้องที่เขียนไม่ได้” ในขณะที่เจียงหมิงอธิบายโจทย์ เขาก็เหลือบมองไปที่แถวเจ็ดกลุ่มสี่
ฉินจิ้นยังคงก้มหน้าก้มตาอ่านนิยาย โดยมีกองหนังสือพะเนินเทินทึกช่วยบดบังตัวเขาไว้อย่างมิดชิด ตรงข้ามกับเจียงเฉิงที่ชะเง้อคอตั้งใจฟังอย่างเต็มที่
“เจียงเฉิง ลองบอกซิว่าสองวรรคต่อจากนี้คืออะไร?”
เจียงเฉิงกำลังฟังเพลินๆ ใครจะไปนึกว่า ‘เจียงหัวล้าน’ จะเรียกชื่อเขาเข้าให้ ทำเอามึนไปชั่วขณะ
เรียนจบมาตั้งกี่ปี ความรู้ภาษาจีนคืนครูไปหมดแล้ว ที่พอจะกระเดียดออกมาได้ก็น่าจะมีแค่ ‘แสงจันทร์สาดส่องหน้าเตียง สงสัยว่าเป็นเหมยขาบบนพื้น’ อะไรพวกนั้น ส่วนที่เหลือลืมเกลี้ยง!
เขาก้มมองหนังสือภาษาจีนในมือที่ยังใหม่เอี่ยม เจียงเฉิงรีบพลิกหาอย่างรวดเร็ว โชคดีชะมัด พลิกไม่กี่ทีก็เจอหน้า ‘บทเพลงพิณ’!
เขากวาดสายตาผ่านตัวหนังสือเพียงไม่กี่วินาที ก็เจอคำตอบในหน้าที่สอง
อ๋อ วรรคนี้เอง
ดูเหมือนเจียงหมิงจะตั้งใจรอให้เขาเปิดหนังสือหา จึงไม่ได้เร่งรัดอะไร
“ร่วมชะตากรรมคนพเนจรสุดหล้า เจอกันครานี้ไยต้องเคยรู้จักมาก่อน” เจียงเฉิงยืนขึ้นพร้อมกับขานคำตอบเสียงดัง
น้ำเสียงที่กังวานและชัดเจนทำเอาเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ รู้สึกหูตาสว่างขึ้นมาทันที
เจียงเฉิงไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ทำไมเสียงดังฟังชัดขนาดนี้?
หืม? เหมือนจะมีแววแห่งความมั่นใจแฝงอยู่แฮะ
— แต่เมื่อกี้แกเพิ่งเปิดหนังสือหาไม่ใช่เหรอวะ?!
เพื่อนแถวหน้าแอบซุบซิบกันเบาๆ
ทว่าในเวลานี้ เจียงเฉิงไม่ได้สนใจคนรอบข้างเลยแม้แต่น้อย สมองของเขากำลังประมวลผลความจำอย่างบ้าคลั่ง
“ส่งแขกยามราตรี ณ ปากน้ำสวินหยาง ใบเมเปิ้ลดอกอ้อสะพัดไหวในฤดูใบไม้ร่วง เจ้าภาพลงม้าแขกขึ้นเรือ ยกจอกหมายจะดื่มกลับไร้เสียงดนตรีบรรเลง...”
ตัวอักษรแต่ละบรรทัด หรือแม้แต่เครื่องหมายวรรคตอนที่เขากวาดสายตาผ่านเมื่อครู่ กลับประทับชัดอยู่ในสมอง ราวกับว่าหน้ากระดาษในบทเรียนนั้นถูกสลักไว้ในความทรงจำที่เด่นชัดที่สุด
นี่คือ ‘ความสามารถในการจดจำแบบรูปภาพ’ ที่เขาร่ำลือกันใช่ไหม?
ในที่สุดสวัสดิการของชายผู้กลับชาติมาเกิดก็มาถึงคิวของเขาแล้ว
เขาลองเปิดหน้าถัดไป เรื่อง ‘เจ้าเมืองเหลียงฮุ่ยหวัง’ “เหลียงฮุ่ยหวังตรัสว่า: หม่อมฉันปกครองแผ่นดิน ใช้หัวใจทำอย่างเต็มกำลังแล้ว...”
ลองอีกบท ‘บทเรียนแห่งการเรียนรู้’ “ปราชญ์กล่าวว่า: การเรียนรู้นั้นมิอาจหยุดยั้ง สีฟ้านั้นสกัดมาจากต้นครามทว่ากลับเข้มกว่าต้นคราม...”
พอกวาดสายตามองไป เพียงแค่ข้อมูลผ่านเข้าสู่สมอง ทุกอย่างก็ชัดแจ๋ว ไม่ว่าจะนึกถึงตอนไหน ก็สามารถท่องย้อนกลับหลังได้อย่างไม่มีตกหล่น!
ดูเหมือนข้าจะรุ่งแล้วว่ะ เจียงเฉิงนึกในใจ
เจียงหมิงพยักหน้า “ดีมาก เจียงเฉิง ครูหวังว่าเธอจะกลับมาตั้งใจเรียนนะ ถึงแม้ว่า...”
ถึงแม้จะเหลือเวลาแค่สองเดือน
สองเดือนจะเปลี่ยนอะไรได้?
มันยากมาก
เจียงเฉิงเรียนสายวิทย์ วิชาภาษาจีนคือวิชาที่เขาทำได้ดีที่สุด คือได้คะแนนประมาณ 60 กว่าๆ ส่วนคณิตศาสตร์ได้แค่ 20 กว่าคะแนน ภาษาอังกฤษก็อาศัยการเดาล้วนๆ ดวงดีก็ได้ 50 กว่า ดวงซวยก็เหลือ 30 กว่า
ส่วนวิชาสายวิทย์รวม เขาแทบไม่รู้จักแม้แต่สัญลักษณ์เสียด้วยซ้ำ ผลสอบจำลองครั้งที่สาม คะแนนรวมหกวิชาเขาได้แค่ 253 คะแนน
ยังไม่ถึงคะแนนรวมแค่ ‘สองวิชา’ ของพวกเด็กหัวกะทิเลยด้วยซ้ำ
ครูเจียงได้แต่หวังว่าเขาจะพยายามอีกนิด ให้ติดสัก 350-360 คะแนน แล้วไปเลือกเรียนอาชีวะหรือวิทยาลัยเทคนิคกระจอกๆ สักแห่งก็พอ จะเทคนิคหงโจว หรือโรงเรียนช่างจี้โจวหลันเสียงก็ยังดี
“ผมจะทำครับ ขอบคุณมากครับคุณครู!” เจียงเฉิงขานรับเสียงดัง
หากพูดถึงนิสัยใจคอ เจียงหมิงถือเป็นคนดีมาก ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาอาจจะผิดหวังในตัวเด็กหางแถวอย่างพวกเจียงเฉิง แต่เขาไม่เคยดูถูกหรือเหยียบย่ำ ต่อให้พวกนี้ก่อเรื่อง เขาก็ยังห่วงกังวลไม่อยากให้มันกระทบกับอนาคตของเด็ก
“งั้นเรามาต่อข้อต่อไป...” หลังจากส่งสัญญาณให้เจียงเฉิงนั่งลง เจียงหมิงก็เริ่มอธิบายโจทย์ต่อ
ในตอนนี้ เซลล์สมองของเจียงเฉิงกำลังตื่นตัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ในใจเขายังคงสั่นไหวด้วยความตื่นเต้น
นิยายแนวเกิดใหม่เขาอ่านมาก็ตั้งเยอะ ในเมื่อสวรรค์ให้เขากลับมามีชีวิตอีกครั้ง แถมยังมีสกิลความจำอัจฉริยะติดตัวมาด้วย เจียงเฉิงย่อมต้องคว้าโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ เพื่อลิ้มลองชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยให้ได้
มหาลัยชิงหัว มหาลัยปักกิ่ง อาจจะไกลเกินเอื้อม แต่พวกมหาลัยระดับ ‘985’ หรือ ‘211’ ทั่วไป มันจะยากเกินความสามารถเชียวหรือ?
เจียงเฉิงเลียริมฝีปากที่แห้งผาก คะแนนที่ขาดไปตั้ง 200 คะแนน... เป็นครั้งแรกที่เขามีความทะเยอทะยานกระหายอยากจะไปดวงดาว
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน