ตอนที่ 5
เฒ่าเจ้าเล่ห์หลี่เต๋อผิง
1,766 คำ~9 นาที
ในขณะที่เขากำลังเหม่อลอย เสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีก็ดังมาจากห้องทำงานของสารวัตร
“ฮ่าๆๆ เหล่าจาง วันนี้ผมมาหาคุณเพื่อขอคำแนะนำหน่อยน่ะ” เจ้าของเสียงนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือหลี่เต๋อผิง สารวัตรใหญ่ประจำสถานีตำรวจต้าเฉียว
“ขอคำแนะนำอะไรกัน? ข้อมูลพวกนั้นเราก็ส่งไปให้หมดแล้ว ไม่มีอะไรให้เรียนรู้หรอก มาดื่มชากันดีกว่า แล้วมาคุยเรื่องเด็กใหม่ของสถานีคุณที่ได้อันดับสามระดับประเทศดีกว่าไหม” จางฮ่าวจงใจเปลี่ยนประเด็น
“คุณอย่ามาเฉไฉหน่อยเลย ผมดูวิดีโอตอนสอบสวนที่พวกคุณส่งมาแล้ว ภาพมันมัวๆ แบบนั้น ตั้งใจจะซ่อน ‘เพชรเม็ดงาม’ ของพวกคุณไว้ล่ะสิ?”
“เหล่าหลี่ คุณพูดอะไรน่ะ อีกหนึ่งเดือนจะมีการแข่งประชันฝีมือเด็กใหม่แล้ว ใครจะไปซ่อนได้พ้น”
การแข่งขันที่จางฮ่าวพูดถึงก็คือ ‘การแข่งขันสุดยอดตำรวจดาวรุ่งแห่งเขตเวินเหอ’ ซึ่งจะจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า โดยผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดจะต้องเป็นตำรวจใหม่เท่านั้น
ประเด็นที่น่าลำบากใจของการแข่งขันนี้คือ ถ้าทำผลงานออกมาไม่ดีก็จะส่งผลต่อคะแนนประเมินประจำปีของสถานีตำรวจ แต่ถ้าทำดีเกินไป วันต่อมาเด็กคนนั้นก็อาจจะถูกดึงตัวไปอยู่ที่อื่นทันที
สำหรับสถานีตำรวจทุกแห่ง เด็กใหม่ที่มีฝีมือคือไข่ในหิน ยิ่งสถานีตำรวจถนนซินอันมีเด็กเส้นอย่างหยวนจื้อกังที่อยู่ได้ไม่นานก็ต้องไปแล้ว ถ้าหลินมู่ถูกดึงตัวไปอีกคน จางฮ่าวคงรับไม่ไหว
“ไม่พูดเรื่องนี้แล้วเหล่าหลี่ เมื่อเช้าเราเพิ่งคุยโทรศัพท์กันเอง คุณถ่อมาถึงที่นี่คงไม่ได้มาแค่คุยเรื่องสัพเพเหระแน่ๆ มีอะไรก็ว่ามาเลย” จางฮ่าวรู้ดีว่าคนอย่างหลี่เต๋อผิงเป็นพวกเฒ่าเจ้าเล่ห์ ถ้าไม่มีธุระสำคัญจริงๆ คงไม่มาหาถึงที่แบบนี้
“ดูสิ นี่เพิ่งจะเดือนกรกฎาคม ตัวชี้วัดต่างๆ ของปีนี้พวกคุณก็ทำเกือบครบแล้ว ถ้าในช่วงสองเดือนนี้พวกคุณเจอกับคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ช่วยดึงผมเข้าไปเอี่ยวด้วยคนสิ”
หลี่เต๋อผิงมองจางฮ่าวด้วยสายตาวิงวอน และพูดต่อก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้ปฏิเสธว่า “แน่นอนว่าผมไม่ให้คุณเสียเปรียบแน่ ผมได้ข่าววงในมาว่า คนที่ออกข้อสอบการแข่งขันตำรวจดาวรุ่งครั้งนี้คือ กองสืบสวน”
“หือ?” จางฮ่าวขมวดคิ้วพลางใช้ความคิด ถึงแม้หลี่เต๋อผิงจะเป็นเฒ่าเจ้าเล่ห์ แต่เขาไม่เคยโกหก และในกองสืบสวนก็มีลูกศิษย์ของเขาอยู่สองคน
ปัจจุบันผลงานของสถานีตำรวจถนนซินอันติดอันดับ 1 ใน 3 ของสถานีตำรวจทั้งหมดในเขตเวินเหอ สิ่งที่เขาต้องการในตอนนี้คือชื่อเสียง ข้อมูลนี้จึงมาได้ถูกจังหวะพอดี
ในจังหวะนั้นเอง หลินมู่ก็เคาะประตูห้องทำงาน เมื่อเขาเดินเข้ามาก็เห็นหลี่เต๋อผิงที่สวมแจ็กเก็ตกำลังถือแก้วชาและมองมาที่เขาด้วยรอยยิ้ม
“รายงานตัวครับสารวัตรจาง ผมเอาลูกกุญแจมาคืนครับ!”
“มาๆ หลินมู่ นี่คือสารวัตรหลี่จากสถานีตำรวจต้าเฉียว”
“ท่านสารวัตรหลี่!” หลินมู่ทำความเคารพอย่างเป็นระเบียบ
หลี่เต๋อผิงมองหลินมู่ตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วภาพในวิดีโอสอบสวนก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที เขาพยักหน้าอย่างพอใจ “เธอคือหลินมู่สินะ?”
“ครับท่านสารวัตรหลี่ ท่านรู้จักผมด้วยเหรอครับ?”
“ตอนนี้ก็รู้จักแล้วไง!”
หลี่เต๋อผิงยิ้มจนแก้มปริก่อนจะลุกขึ้น “เหล่าจาง ผมไม่กวนพวกคุณแล้วล่ะ ถึงเวลาต้องกลับแล้ว”
หลังจากส่งหลี่เต๋อผิงกลับไปแล้ว จางฮ่าวก็กำชับหลินมู่ว่า “ไปทบทวนความรู้ด้านงานสืบสวนซะนะ การแข่งขันดาวรุ่งพุ่งแรงครั้งนี้ต้องคว้าอันดับดีๆ มาให้ได้ สร้างชื่อเสียงให้สถานีเราหน่อย”
การแข่งขันเหรอ? ด้วยความช่วยเหลือจากระบบ เรื่องนั้นมันก็แค่ของกล้วยๆ!
“รับรองว่าจะทำภารกิจให้สำเร็จครับ คว้าที่หนึ่งมาได้แน่นอน!”
“มีความทะเยอทะยานน่ะมันดีแล้ว!” จางฮ่าวเริ่มมองไม่ออกว่าชายหนุ่มตรงหน้าเป็นคนยังไงกันแน่ เดี๋ยวก็ดูเก๋าเกม เดี๋ยวก็ดูมุทะลุเหมือนเด็กวัยรุ่น
ทันทีที่หลี่เต๋อผิงก้าวขึ้นรถ เขาก็รีบโทรหาฉวี่ผิงหยวน หัวหน้าหน่วยคดีอุกฉกรรจ์ของกองสืบสวนทันที
“ผู้กองฉวี่ ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าคนในวิดีโอสอบสวนคือตำรวจฝึกหัดที่เพิ่งมาใหม่อย่างหลินมู่จริงๆ”
ปลายสายอย่างฉวี่ผิงหยวนวางสายลง แล้วเปิดวิดีโอการสอบสวนคดีซ่องโสเภณีของหยางเหว่ยดูต่อ บนโต๊ะทำงานของเขามีข้อมูลส่วนตัวอย่างละเอียดของหลินมู่วางอยู่
เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าเด็กที่เรียนจบจากโรงเรียนตำรวจด้วยคะแนนคาบเส้น สอบเข้าตำรวจมาได้แบบฉิวเฉียด พ่อแม่ก็เป็นเกษตรกรและไม่ได้ซึมซับงานด้านนี้มาตั้งแต่เด็ก แล้วเขาทำแบบนี้ได้อย่างไร?
เทคนิคการสอบสวนที่หนักแน่นแต่ยืดหยุ่น รู้จักจังหวะรุกและรับแบบนี้ ถ้าไม่มีประสบการณ์อย่างน้อย 20 ปี ไม่มีทางทำได้อย่างแน่นอน
เดิมทีหน่วยคดีอุกฉกรรจ์ตั้งใจจะดึงตัวตำรวจใหม่จากสถานีตำรวจในสังกัดมาเสริมทัพในปีนี้ และเล็งเป้าไปที่ซ่งจื่อเวย จากสถานีตำรวจต้าเฉียวที่ได้อันดับสามระดับประเทศ แต่ตอนนี้เขาเริ่มลังเลแล้ว
“รอดูไปก่อน!” ฉวี่ผิงหยวนบอกกับตัวเองในใจ หน่วยคดีอุกฉกรรจ์ระมัดระวังในการเลือกคนเสมอ อีกอย่างหลี่เต๋อผิงที่เตือนให้เขาดูวิดีโอนี้อย่างละเอียด ก็คงมีจุดประสงค์เพื่อจะรักษาซ่งจื่อเวยของตัวเองไว้
พวกสารวัตรสถานีตำรวจข้างล่างไม่มีใครธรรมดาสักคน ต่างคนต่างก็มีแผนการในใจ แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ต้องวัดกันที่ความสามารถ เพราะหน่วยคดีอุกฉกรรจ์ไม่เลี้ยงคนไร้ประโยชน์
……
งานในสถานีตำรวจทั้งยุ่งและน่าเบื่อ สามวันติดต่อกันที่หลินมู่และหลิวเจิ้งอี้ผู้เป็นอาจารย์ยุ่งอยู่กับงานจิปาถะในชุมชน คอยไกล่เกลี่ยเรื่องทะเลาะเบาะแว้งของชาวบ้าน อย่าว่าแต่ปิดคดีเลย แม้แต่คนที่หน้าตาเหมือนอาชญากรเขาก็ยังไม่เคยเห็น
ก่อนหน้านี้หลินมู่เคยคิดที่จะไปขอข้อมูลจากกองสืบสวนโดยตรง แต่ก็ต้องล้มเลิกความคิดนั้นไปอย่างรวดเร็ว!
เรื่องแบบนี้จางฮ่าวต้องรู้เข้าแน่ๆ ในฐานะสารวัตร ถ้าลูกน้องแอบไปติดต่อกับกองสืบสวนลับหลัง จางฮ่าวคงต้องเสียหน้าอย่างมาก
และการทำให้หัวหน้าตัวเองเสียหน้านั้น แทบจะเรียกได้ว่าหมดอนาคตในสายงานนี้เลยทีเดียว หากคิดจะย้ายออกจากสถานีตำรวจถนนซินอันก็คงเป็นได้แค่ความฝัน
“อาจารย์ครับ พอจะมีวิธีไหนที่เราจะตรวจสอบคดีอาญาในเมืองหรงเฉิงเมื่อ 3 ปีก่อน แถวๆ วันที่ 25 พฤษภาคมได้บ้าง โดยที่ไม่ต้องให้สารวัตรจางรู้ตัวน่ะครับ?”
ในสถานการณ์ปกติคงทำไม่ได้แน่ๆ ต้องดูว่ามีวิธีอื่นไหม
“นี่ยังคิดเรื่องของอวี๋เหวินเฟิงอยู่อีกเหรอ?”
“ครับอาจารย์ ถ้าเราสองคนอยากจะลืมตาอ้าปาก ก็ต้องทำคดีใหญ่ๆ ให้สำเร็จสักคดีหนึ่ง”
หลิวเจิ้งอี้เห็นลูกศิษย์มีความตั้งใจแรงกล้าจึงเริ่มครุ่นคิด ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็พูดขึ้นว่า “วิธีน่ะพอมี แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะมีปัญญาทำหรือเปล่า”
“วิธีไหนครับ?”
“กองสืบสวนตั้งอยู่ที่สำนักงานตำรวจเขต ซึ่งอยู่ติดกับสถานีตำรวจต้าเฉียว ทุกครั้งที่เรามีแผนปฏิบัติการรักษาความสงบร่วมกัน เราสามารถขอกำลังสนับสนุนจากกองสืบสวนได้ แต่มีข้อแม้ว่าผลการจับกุมต้องมากพอจนเราจัดการเองไม่ไหว”
“อย่างปีที่แล้วตอนกวาดล้างซ่อง เพราะจำนวนผู้ต้องหาเยอะเกินไป ผู้กองฉวี่จากหน่วยคดีอุกฉกรรจ์ยังต้องช่วยประสานงานกับตำรวจตระเวนชายแดนและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงให้มาช่วยเคลื่อนย้ายคนเลย”
“แต่เดือนนี้เพิ่งจะกวาดล้างซ่องไปเอง ตอนนี้คงทำแบบนั้นไม่ได้แล้วล่ะ” หลิวเจิ้งอี้พูดด้วยความภูมิใจ เพราะก่อนที่หลินมู่จะมา เขาก็จัดการซ่องไปได้หลายแห่งแล้ว
“งั้นเราก็จัดแผนปฏิบัติการร่วมปราบปรามพวกล้วงกระเป๋าสิครับ! ถ้าเราจับได้มากพอ เดี๋ยวพวกเขาก็ต้องมาเองไม่ใช่เหรอ?” เมื่อเริ่มเห็นทางสว่าง หลินมู่ก็ยิ้มออกมาทันที
“การจับพวกล้วงกระเป๋ามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น! พวกนี้พอรู้ว่ามีปฏิบัติการใหญ่ก็เผ่นหนีกันหมดแล้ว จับไม่ได้เยอะขนาดนั้นหรอก”
“ไม่ลองก็ไม่รู้หรอกครับอาจารย์”
“อาจารย์ครับ อาจารย์ไปยื่นเรื่องขออนุมัติแผนงานเถอะ เหวี่ยงแหไปก่อน ได้ไม่ได้ค่อยว่ากัน”
หลินมู่เริ่มวางแผนในหัว จากประสบการณ์ในชาติก่อน พวกล้วงกระเป๋าพวกนี้มักจะทำงานกันเป็นองค์กร และแต่ละกลุ่มก็มีเขตอิทธิพลของตัวเอง ถ้าอยากจะจับให้ได้เยอะๆ ก็ต้องหา ‘รัง’ ของพวกมันให้เจอ
ขอแค่ระบุตำแหน่งกบดานของพวกมันได้ เขาก็สามารถขอกำลังเสริมฉุกเฉินได้ทันที ถึงตอนนั้นแม้แต่ตำรวจจราจรก็ต้องมาช่วย เมื่อถึงเวลานั้นเขาอยากจะคุยกับใครก็ได้ทั้งนั้น แม้แต่จางฮ่าวก็ขวางเขาไม่ได้
“ก็ได้ งั้นเดี๋ยวอาจารย์ไปยื่นเรื่องขอปฏิบัติการเอง จับพวกล้วงกระเป๋าก็ยังน่าสนุกกว่ามานั่งทำงานชุมชนแบบนี้”
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน