ตอนที่ 4
ลูกชายของคุณยายเหม่ยคืออาชญากร
1,900 คำ~10 นาที
ภาพในหัวคือค่ำคืนที่มืดมิด มีเพียงแสงจากหมู่ดาว
ภาพแรกที่เห็นคือกลุ่มชายฉกรรจ์ท่าทางดุดันหลายคนกำลังทุบประตูหน้าบ้านของคุณยายเหม่ยอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับตะโกนด่าทอว่าจะฆ่า อวี๋เหวินเฟิง ลูกชายของคุณยายให้ตาย
คุณยายเหม่ยทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่หลังบานประตู ร้องไห้ปานจะขาดใจอ้อนวอนขอให้พวกเขามีเมตตา ปล่อยครอบครัวของเธอไปสักครั้ง แต่คำขอเหล่านั้นกลับไร้ความหมาย
จากนั้นภาพก็ตัดไปตอนที่หลิวเจิ้งอี้นำกำลังตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ พวกทวงหนี้ถูกเชิญตัวออกไปจากบ้าน คุณยายเหม่ยกล่าวขอบคุณหลิวเจิ้งอี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะส่งเขากลับ
ทว่าในภาพถัดมา มีเงาร่างคนโผล่ขึ้นมาจากโอ่งน้ำข้างลานบ้าน เขาคนนั้นคืออวี๋เหวินเฟิง ลูกชายของคุณยายเหม่ยนั่นเอง เสื้อผ้าครึ่งตัวของเขาชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน ในมือยังกำมีดที่เปื้อนเลือดไว้แน่น
ภาพความทรงจำหยุดลงเพียงเท่านี้ หลินมู่สะดุ้งคืนสติขึ้นมาเหมือนเพิ่งตื่นจากความฝัน ภาพเมื่อครู่มันสมจริงเกินไปจนเขามั่นใจได้ทันทีว่า อวี๋เหวินเฟิงต้องไปฆ่าคนมาแน่ๆ!
ดูจากท่าทางของอวี๋เหวินเฟิงในภาพแล้ว เวลาที่เกิดเหตุฆาตกรรมน่าจะเป็นคืนนั้นเลย การจะระบุว่าคืนนั้นคือวันไหน เขาต้องลองถามอาจารย์หลิวเจิ้งอี้ดูว่าพวกทวงหนี้บุกมาที่นี่วันไหนกันแน่
ถ้ากำหนดเวลาได้ แล้วลองไปตรวจสอบคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ก็น่าจะตีกรอบคดีได้ไม่ยาก!
หากเขาสามารถปิดคดีฆาตกรรมได้ ถึงแม้จะไม่ได้ทำให้กองสืบสวนหันมาสนใจในทันที แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้อาจารย์กับตัวเขาเองได้เชิดหน้าชูตาในสถานีตำรวจบ้าง การจะได้ความดีความชอบชั้นสามคงเป็นเรื่องง่ายๆ ส่วนความดีความชอบชั้นสองคงต้องดูท่าทีเบื้องบนอีกที
หลังจากวางแผนในใจเสร็จ หลินมู่ก็เข้าร่วมวงสนทนากับคุณยายเหม่ย
“คุณยายเหม่ยครับ แล้วลูกๆ หลานๆ ในบ้านไปไหนหมดล่ะครับ?”
หลิวเจิ้งอี้จ้องหลินมู่เขม็งพร้อมส่งสายตาเป็นสัญญาณว่าอย่าถามเรื่องนี้
คุณยายเหม่ยยิ้มพลางเอ่ย “อย่าไปฟังอาจารย์เราเลย ลูกชายไม่เอาถ่านของฉันน่ะ ไม่มีอะไรที่พูดไม่ได้หรอก
เขาก่อหนี้สินไว้รุงรังไปหมด หนี้ส่วนตัวก็หลายแสน หนี้พนันออนไลน์อีกหลายแสน เมื่อก่อนโทรศัพท์นี่ดังไม่หยุด รับสายกันจนไม่ไหว
เดี๋ยวนี้คนหายสาบสูญไปเลย ไม่รู้หนีไปมุดหัวอยู่ที่ไหน ป่านนี้อาจจะตายไปข้างนอกแบบไม่มีใครเหลียวแลแล้วก็ได้”
ขณะที่คุณยายเหม่ยพูด เธอเผลอจ้องมองไปที่ตราตำรวจบนไหล่ของหลิวเจิ้งอี้อีกครั้ง แววตาฉายแววหวาดหวั่นวูบหนึ่ง
จากการกระทำนี้ หลินมู่ยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเองมากขึ้น
ระหว่างทางกลับ หลินมู่ถามหลิวเจิ้งอี้ว่า “อาจารย์ครับ ก่อนหน้านี้เคยมีคนมาทวงหนี้แล้วอาจารย์เคยมาช่วยไล่พวกเขาไปใช่ไหมครับ”
หลิวเจิ้งอี้พยักหน้า “ใช่ ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวนะ อย่างน้อยก็สามสี่ครั้งได้ พวกนั้นรู้ว่ายังไงก็ไม่ได้เงิน หลังๆ เลยเลิกมากันไปเอง”
“อาจารย์จำเวลาในแต่ละครั้งได้ไหมครับ?”
“ถามทำไมล่ะนั่น? ใครจะไปจำได้ล่ะ”
“ก็แค่อยากรู้น่ะครับ ผมสงสัยนิดหน่อย”
“ถ้าอยากรู้ก็ไปเช็คที่ห้องเก็บสำนวนสิ พวกเราออกปฏิบัติหน้าที่แต่ละครั้งมีบันทึกไว้อยู่แล้ว”
หลิวเจิ้งอี้อยู่กับหลินมู่มาสักพัก รู้สึกว่าหลินมู่ก็ดีไปหมดทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือชอบถามคำถามประหลาดๆ ที่ดูไม่ค่อยเข้าเรื่อง แต่เขาก็เริ่มจะชินแล้ว
“จริงด้วยครับ เรื่องอวี๋เหวินเฟิง ลูกชายคุณยายเหม่ย อาจารย์พอจะรู้อะไรบ้างไหม?”
“โอ๊ย ถ้ารายนั้นล่ะก็รู้ดีเลยล่ะ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังแล้วกัน ต่อไปนายต้องทำงานชุมชนสัมพันธ์ ยังไงก็ต้องเจอพวกคนแก่ที่ขี้เหงาแบบนี้แหละ แค่นายชวนคุยหน่อยเขาก็พรั่งพรูออกมาไม่หยุดแล้ว”
จากนั้นหลิวเจิ้งอี้ก็เล่าข้อมูลของอวี๋เหวินเฟิงให้ฟังคร่าวๆ ตอนนี้อวี๋เหวินเฟิงอายุประมาณ 36 ปี คลุกคลีอยู่ในแวดวงสีเทามาตั้งแต่เด็ก เคยทำเรื่องลักเล็กขโมยน้อยมาบ้างแต่ก็ไม่ใช่คดีใหญ่โตอะไร เขาไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่งแถมยังกู้เงินไปทั่ว หลังจากถูกพวกทวงหนี้ตามรังควานอยู่หลายครั้งเขาก็หายตัวไป
พอหลินมู่ฟังจบ เขาก็สูดลมหายใจลึกก่อนจะโพล่งออกมา “อวี๋เหวินเฟิงน่าจะมีคดีฆ่าคนติดตัวอยู่นะครับ!”
“มี... มีอะไรนะ?” หลิวเจิ้งอี้แทบจะสำลักน้ำลายตัวเอง
“ผมบอกว่า ที่อวี๋เหวินเฟิงจู่ๆ ก็หายตัวไป อาจเป็นเพราะเขาไปฆ่าคนมา เลยต้องหนีคดีไปครับ”
“เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว ถ้าให้ฉันเดานะ อวี๋เหวินเฟิงอาจจะไปลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐฯ มาก็ได้ ตอนนี้เลยโดนส่งไปคุ้มครองพยานที่ไหนสักแห่ง” หลิวเจิ้งอี้แขวะกลับแบบไม่ยอมกัน
อาจารย์คนนี้ ทำไมชอบกวนประสาทผมจังนะ? หลินมู่ถึงกับพูดไม่ออก
“พูดจริงๆ นะครับ ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของเรามีคดีฆาตกรรมที่ยังปิดไม่ได้เยอะไหม?” หลินมู่ถามหยั่งเชิง
“ที่ยังปิดไม่ได้เหรอ ก็เยอะอยู่นะ ถ้าย้อนกลับไปสักยี่สิบปี อย่างน้อยก็น่าจะมีสิบคดี ถ้าพวกเราสองคนศิษย์อาจารย์ปิดได้สักคดีคงรวยเละแน่” หลิวเจิ้งอี้หันมามองหลินมู่แล้วถอนหายใจ
“เฮ้อ ตอนฉันมาอยู่ที่สถานีใหม่ๆ ก็เคยคิดแบบนี้เหมือนกัน แต่ก็นะ... ฝีมือมันไม่ถึง ไม่อย่างนั้นคงได้ย้ายไปอยู่หน่วยอื่นตั้งนานแล้ว”
“เลือกวันไหนก็ไม่ดีเท่าวันนี้ งั้นพวกเราก็ไปปิดคดีพวกนั้นกันเถอะครับ!”
“เหล้ายังไม่ทันเข้าปากก็เมาซะแล้วเหรอเนี่ย”
หลินมู่หยุดเดินแล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “อาจารย์ครับ ผมพูดจริง และครั้งนี้ผมต้องการให้อาจารย์ร่วมมือด้วย”
“แถมครั้งนี้ ผลงานจะถูกไอ้หยวนจื้อกังนั่นแย่งไปอีกไม่ได้เด็ดขาด”
หรือว่าเจ้าลูกศิษย์คนนี้จะไปพบเบาะแสอะไรเข้าจริงๆ? หลิวเจิ้งอี้มองหลินมู่ที่ทำหน้าเคร่งขรึมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างจริงจังว่า
“คดีฆาตกรรมปกติกองสืบสวนจะเป็นคนรับผิดชอบ แต่สำนวนอาจจะกระจายอยู่ตามสถานีตำรวจต่างๆ นายลองเช็คในระบบฐานข้อมูลดูก่อน ถ้ามีตรงไหนตกหล่นค่อยไปเช็คที่กองสืบสวน”
เรื่องพวกนี้หลินมู่ย่อมรู้อยู่แล้ว แต่เขาต้องการความช่วยเหลือจากอาจารย์ โดยเฉพาะเรื่องการเบิกสำนวนเก่าๆ ออกมาดู
.......
หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จและกลับมาที่สถานีตำรวจ
หลินมู่รีบตรงไปที่ห้องทำงานของสารวัตรใหญ่ทันที เมื่อจางฮ่าวเห็นหลินมู่เดินเข้ามาก็รีบลุกขึ้นยืนพลางบอกว่า “นั่นไง หลินมู่... เรื่องคราวนั้นน่ะ นายก็รู้นี่นา บางเรื่องฉันก็ตัดสินใจเองไม่ได้ มันเป็นคำสั่งจากข้างบน”
“เอาเป็นว่าเดือนนี้ฉันจะเสนอชื่อนายเป็นน้องใหม่ดีเด่นประจำเดือนให้แทน แบบนี้โอเคไหม?”
หลินมู่เพิ่งจะเข้าใจสิ่งที่จางฮ่าวคิด เขาจึงยิ้มแก้เก้อ “ผมไม่ได้มาเรื่องนั้นครับ ผมแค่อยากจะขอใช้ห้องเก็บสำนวนหน่อย มีข้อมูลบางอย่างที่อยากจะตรวจสอบครับ”
จางฮ่าวลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาหยิบกุญแจห้องเก็บสำนวนจากลิ้นชักยื่นให้หลินมู่ “จะดูสำนวนก็ต้องลงชื่อให้เรียบร้อย ดูเสร็จแล้วก็จำไว้ว่าต้องวางคืนที่เดิมด้วย ที่สถานีเราไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลห้องสำนวนโดยเฉพาะ กฎข้อนี้ต้องจำให้แม่น”
หลินมู่พยักหน้ารับรัวๆ โดยไม่มีท่าทีไม่พอใจแม้แต่น้อย ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้จางฮ่าวอยู่ไม่น้อย
ข่าวเรื่องที่หลินมู่บุกเข้าไปในห้องสารวัตรใหญ่แพร่กระจายไปทั่วพื้นที่ทำงานอย่างรวดเร็ว ทุกคนเริ่มซุบซิบนินทากัน
“หลินมู่นี่มันเด็กหัวแข็งจริงๆ เรื่องแบบนี้มันควรจะอดทนไว้สิ” โจวมิ่งบ่นให้หลี่เสียงยวี่ที่อยู่ข้างๆ ฟัง
“เฮ้อ พ่อหนุ่มคนนี้จะยังอยู่ที่นี่ต่อได้หรือเปล่านะเนี่ย ฉันล่ะเป็นห่วงแทนจริงๆ” หลี่เสียงยวี่เหล่ตามองหยวนจื้อกังที่กำลังนั่งยุ่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์
สำหรับพวกเขาแล้ว คนอย่างหยวนจื้อกังเป็นพวกที่ล่วงเกินไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นพวกที่พวกเขาดูแคลนที่สุด
พวกลูกท่านหลานเธอคนก่อนๆ ที่เคยมาชุบมือเปิบเอาผลงานไปจากพวกเขา ต่างก็ถูกเอามาเปรียบเทียบกับหยวนจื้อกังในใจทั้งสิ้น
ยังไม่ทันขาดคำ พวกเขาก็เห็นหลินมู่เดินออกมาจากห้องสารวัตรใหญ่โดยไม่มีรอยยิ้มหรือท่าทางโกรธแค้น ก่อนจะเลี้ยวเข้าห้องเก็บสำนวนที่อยู่ข้างๆ ไป
ทุกคนในสำนักงานต่างมองหน้ากันด้วยความฉงน
ทำไมเหตุการณ์มันไม่เป็นไปตามที่พวกเขาจินตนาการไว้ล่ะ?
จะว่าเด็กคนนี้ซื่อจนเซ่อ หรือจะว่าเด็กคนนี้เก๋าเกมเกินไป พวกเขาก็ยังสรุปไม่ได้ จะมีก็แต่หลิวเจิ้งอี้เท่านั้นที่รู้ดีว่าลูกศิษย์ของตนเป็นคนที่เข้าใจโลกมากที่สุด
หลินมู่พบประวัติการออกเหตุที่บ้านของป้าเหม่ยซินอี้ (คุณยายเหม่ย) ทั้งหมด 4 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันประมาณหนึ่งเดือน
เขาลองนึกย้อนถึงภาพในเศษเสี้ยวความทรงจำอย่างละเอียด โดยเปรียบเทียบจำนวนตำรวจที่ออกเหตุจนมั่นใจได้ว่า วันที่เกิดเหตุคือวันที่ 25 พฤษภาคม เมื่อ 3 ปีก่อน
ตอนนี้เหลือแค่ต้องหาคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในวันที่ 25 พฤษภาคมให้พบ จากนั้นค่อยหาทางสืบหาพยานหลักฐานต่อไป!
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน