ตอนที่ 2
ท่านเหนื่อยแล้ว
1,632 คำ~9 นาที
ท่ามกลางกระแสฝูงชนที่มุ่งหน้าไปยังประตูโรงเรียน ผู้คนรอบข้างต่างพากันจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์คำตอบข้อสอบกันอย่างเซ็งแซ่ มีเพียงสวี่เหย่เท่านั้นที่กำลังซึมซับความสวยงามของวัยเยาว์อย่างเงียบเชียบ
ตัวเขาในวัยสิบแปดปี... อิสระ ไร้พันธนาการ
ส่วนเขาในวัยยี่สิบแปดปี... เต็มไปด้วยร่องรอยความเจ็บช้ำและชีวิตที่พังทลายไม่เป็นท่า
ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นในปีนี้ หลังจากแต่งงานไปแล้ว สวี่เหย่นึกเสียใจอยู่บ่อยครั้งว่า ถ้าหากปีนั้นเขาไม่วิ่งตามกู่เมิ่งเหยา ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร จะมีความสุขมากกว่านี้หรือไม่
“หึ ดูท่าสวรรค์จะให้โอกาสฉันเลือกใหม่อีกครั้งสินะ”
เมืองเจียงโจวเมื่อสิบปีก่อนกับสิบปีให้หลังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ปีนี้เป็นปีที่สายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์หายสาบสูญ และเพลงฮิตอย่าง 'เสี่ยวผิงกั่ว' เพิ่งจะถูกปล่อยออกมาไม่นาน ในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่ง สวี่เหย่จำเรื่องใหญ่อื่นๆ ที่เกิดขึ้นในปีนี้ไม่ได้มากนัก
ในขณะที่เขากำลังจะเดินถึงประตูโรงเรียน
“สวี่เหย่! สวี่เหย่!”
เสียงที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหูในเวลาเดียวกันดังมาจากด้านหลัง เด็กหนุ่มสวมแว่นตาในเสื้อยืดสีเขียววิ่งรี่เข้ามาหาเขา ก่อนจะเอื้อมมือมาพาดไหล่สวี่เหย่แล้วหอบหายใจถี่ “ตกลงกันไว้ไม่ใช่เหรอว่าจะรอฉันน่ะ แล้วนั่นแกวิ่งหนีมาคนเดียวทำไมวะ”
“พี่เหว่ย?”
ฉินจื้อเหว่ยขมวดคิ้ว “มองหน้าฉันแบบนั้นทำไมวะ?”
“เปล่าหรอก”
สวี่เหย่ยกยิ้มมุมปากโดยไม่คิดจะอธิบาย
หากเขาบอกฉินจื้อเหว่ยไปว่าเมื่อคืนเขายังนั่งดื่มกับเจ้าตัวอยู่เลย อีกฝ่ายคงไม่เชื่อจนวันตาย
“แกทำข้อสอบเป็นไงบ้าง?”
“ก็พอได้ มหาลัยชั้นนำคงไม่หนีไปไหน”
ฉินจื้อเหว่ยเหยียดยิ้ม “ถ้าแกสอบติดมหาลัยชั้นนำได้จริง ฉันยอมเปลี่ยนนามสกุลตามแกเลยเอ้า”
สวี่เหย่คว้ามือฉินจื้อเหว่ยแล้วลากออกไปนอกโรงเรียน “ไปเลย ไปถามพ่อแกดูว่าเขาจะยอมไหม”
“ไสหัวไปเลยไป!”
สวี่เหย่จำได้แม่นว่าหลังจากจบการสอบเอนทรานซ์ ทั้งคู่ก็ไปเรียนต่อที่เมืองเดียวกัน น่าเสียดายที่เรื่องความรักของทั้งคู่กลับโชคร้ายพอกัน
เรื่องของสวี่เหย่นั้นไม่ต้องพูดถึง แต่ฉินจื้อเหว่ยดูจะน่าสมเพชกว่าเสียอีก แต่งงานได้ปีเดียวภรรยาก็สวมหมวกเขียวให้ หลังหย่าร้างฉินจื้อเหว่ยก็ใช้ชีวิตเป็นพ่อหม้ายตั้งแต่อายุยังน้อย ต้องเป็นทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน พออายุยี่สิบกว่าๆ ก็มีพุงพลุ้ยเหมือนคนท้องเจ็ดเดือนเพราะความเครียด
“สวี่เหย่ เดี๋ยวแกจะไปที่มัธยมสองหรือเปล่า?”
“ไปมัธยมสองทำไม?”
“กู่เมิ่งเหยาก็สอบอยู่ที่นั่นไม่ใช่เหรอ แกบอกเองไม่ใช่รึไงว่าสอบเสร็จจะไปหาเขา”
รอยยิ้มของสวี่เหย่แข็งค้างไปชั่วขณะ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “จะไปหาทำไมล่ะ ฉันจะไปกินข้าวกับพ่อแม่”
ฉินจื้อเหว่ยเห็นท่าทีเมินเฉยของสวี่เหย่แล้วอดตกใจไม่ได้ “เป็นอะไรไปเนี่ย! ไม่ใช่ว่าแกกำลังตามจีบเขาอยู่หรอกเหรอ?”
“กลับมาเกิดใหม่ทั้งที ใครจะไปตามจีบยัยนั่นอีก”
ผู้คนรอบข้างพลุกพล่านเกินกว่าที่สวี่เหย่จะพูดเสียงดัง ฉินจื้อเหว่ยจึงไม่ได้ยินชัดเจนนัก
ทว่าฉินจื้อเหว่ยรู้มาตั้งแต่มัธยมปลายปีหนึ่งแล้วว่าสวี่เหย่ชอบกู่เมิ่งเหยา ซึ่งเป็นดาวเด่นของห้อง สวี่เหย่เป็นเด็กไป-กลับ ส่วนกู่เมิ่งเหยาอยู่หอพัก ตลอดสามปีที่ผ่านมา เขาไม่รู้เลยว่าซื้ออาหารเช้าไปให้เธอตั้งกี่ครั้งกี่หน
เรื่องที่สวี่เหย่ชอบกู่เมิ่งเหยานั้น อย่าว่าแต่ฉินจื้อเหว่ยเลย ทั้งห้องไม่มีใครไม่รู้
แต่ท่าทีของกู่เมิ่งเหยาที่มีต่อสวี่เหย่กลับก้ำกึ่งมาโดยตลอด บางครั้งก็ทำตัวดีด้วยราวกับเป็นแฟนกัน บางครั้งก็เย็นชาใส่ สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงช่วงมหาวิทยาลัย
“แกเพิ่งพูดว่าอะไรนะ?”
“ไม่มีอะไร เดี๋ยวฉันไปกินข้าวกับพ่อแม่ก่อน พรุ่งนี้กะว่าจะนอนพักอยู่บ้านทั้งวัน ส่วนตอนเย็น...”
“เย็นนี้ไปร้านเน็ตกัน ฉันจะเล่นยาสึโอะ แกเล่นอีซึล (ลีซิน) เราจะตบให้ยับเลย”
สวี่เหย่กรอกตามองบนใส่ ก่อนจะเดินพ้นประตูโรงเรียนออกไป เขาก็เห็นคู่สามีภรรยาสูงวัยคูหนึ่งยืนโบกไม้โบกมือให้อยู่ฝั่งตรงข้ามถนน
ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นกับกางเกงลำลอง ส่วนผู้หญิงน่าจะสวมชุดกี่เพ้าสีแดงเข้มเพื่อเอาเคล็ด ‘ธงชัยชนะ’ ที่สื่อถึงการสอบผ่าน
“เสี่ยวเหย่ ทางนี้!”
ไม่นึกเลยว่าพ่อกับแม่เมื่อสิบปีก่อนจะยังดูหนุ่มสาวขนาดนี้
สวี่เหย่ตะลึงไปครู่หนึ่ง หลังจากบอกลาฉินจื้อเหว่ยว่าเจอกันพรุ่งนี้เย็น เขาก็เดินมุ่งหน้าไปหาพ่อสวี่เซียงตงและแม่จางหง
ทั้งสองรู้ดีว่าลูกชายเป็นพวกไม่ชอบวิชาคำนวณเอามากๆ ดังนั้นการสอบวิชาสุดท้ายนี้จึงสำคัญกับเขาอย่างยิ่ง
หลังจากสวี่เหย่เดินเข้าไปหา จางหงก็เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ลูกเป็นไงบ้าง ทำได้ไหม?”
สวี่เหย่ยังไม่ทันตอบ สวี่เซียงตงก็ขัดขึ้นว่า “แม่คนนี้... ตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะไม่ถามน่ะ”
จางหงถลึงตาใส่สามีพลางหาข้ออ้าง “ฉันเป็นห่วงลูกฉัน นายเกี่ยวอะไรด้วยไม่ทราบ?”
เมื่อได้ยินเสียงโต้เถียงที่คุ้นเคย สวี่เหย่ก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาทันที
หลังจากที่เขาแต่งงานกับกู่เมิ่งเหยา พ่อแม่ก็คอยเป็นห่วงเป็นใยเขาไม่หยุดหย่อน ใครๆ ก็บอกว่าความสัมพันธ์แม่ผัวลูกสะใภ้นั้นเข้ากันได้ยาก แต่หลังจากกู่เมิ่งเหยาแต่งงานเข้ามา นอกจากเธอจะไม่ให้ความเคารพแม่ของเขาแล้ว ยังคอยชี้นิ้วสั่งจางหงอยู่ตลอด จางหงทำได้เพียงอดทนเพื่อให้ลูกชายสบายใจ ส่งผลให้บรรยากาศในบ้านย่ำแย่ลงทุกวัน
สุขภาพจิตไม่ดี ร่างกายย่อมทรุดโทรมไว พ่อกับแม่จึงผมขาวโพลนตั้งแต่อายุเพียงห้าสิบกว่าๆ เท่านั้น
พอนึกย้อนกลับไปตอนนี้ สวี่เหย่อยากจะตบหน้าตัวเองสักสองฉาด
“ลูก อย่าไปฟังแม่เขาเลย สอบเสร็จแล้วก็ไม่ต้องคิดมาก ไป ไปกินข้าวกัน พ่อลูกเราวันนี้ต้องดื่มกันให้เต็มที่”
“พ่อครับ จริงๆ รอบนี้ผมทำได้ดีมากเลยนะ”
“จริงเหรอ?”
“จริงครับ ผมรู้สึกว่ามหาลัยอันดับสองน่าจะติดแน่นอน บางทีอาจจะลุ้นมหาลัยอันดับหนึ่งได้ด้วยซ้ำ”
จางหงได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนทำอะไรไม่ถูก
สวี่เซียงตงเองก็แสดงท่าทางภูมิใจไม่แพ้กัน
ทั้งคู่มีลูกชายเพียงคนเดียว สิ่งที่ปรารถนาที่สุดคือการเห็นลูกเติบโตอย่างแข็งแรง มีความสุข ได้เข้ามหาลัยดีๆ และได้งานทำที่ดี
“ไป ไป ไป เลือกร้านอาหารกัน”
สวี่เซียงตงคว้ากุญแจรถอย่างกระตือรือร้น ส่วนจางหงก็ควงแขนสวี่เหย่ด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข
เมื่อเห็นผมสีดำขลับของแม่ สวี่เหย่ก็รู้สึกผิดในใจจนต้องเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง “แม่ครับ... ท่านเหนื่อยแล้ว”
จางหงไม่รู้หรอกว่าคำพูดนี้ของสวี่เหย่ ไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเธอในตอนนี้ แต่รวมถึงตัวเธอในอีกสิบปีข้างหน้าด้วย
เธอเอื้อมมือมาตบหลังมือลูกชายเบาๆ แล้วถามด้วยความซาบซึ้งใจ “พูดจาเลี่ยนๆ อะไรของแกน่ะ?”
สวี่เหย่ฝืนยิ้ม “แค่เห็นมือแม่มีแต่รอยด้านเลยรู้สึกว่าท่านทุ่มเทให้กับบ้านหลังนี้มากเกินไปแล้วน่ะครับ”
“โถ่เอ๊ย มือที่มีรอยด้านพวกนี้ก็เพราะแม่เล่นไพ่นกกระจอกทั้งนั้นแหละ”
จางหงหัวเราะกลบเกลื่อน ทว่าขอบตาเริ่มแดงระเรื่อ
เขานั่งอยู่บนรถซานตาน่ารุ่นเก่าแก่ สวี่เหย่มองผู้คนสัญจรไปมานอกหน้าต่าง ความรู้สึกในใจพรั่งพรูออกมาสารพัด เขาไม่นึกเลยว่าเพียงประโยคสั้นๆ จะทำให้แม่ของเขาตื้นตันใจได้ถึงเพียงนี้
ความทรงจำอันขมขื่นราวกับฝันร้ายไหลทะลักเข้ามาในหัว
สวี่เหย่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วทิ้งเรื่องราวเลวร้ายทั้งหมดไว้ข้างหลัง
ชีวิตของเขาเคยเดินทางผิดหลังจากการสอบเอนทรานซ์ในครั้งนั้น แต่ในเมื่อตอนนี้เขามีโอกาสได้เริ่มใหม่อีกครั้ง เขาก็ต้องเปลี่ยนแปลงมัน ไม่ใช่แค่เปลี่ยนให้ดีขึ้น แต่ต้องใช้ชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากเดิมให้ได้...
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน