ตอนที่ 5
ระดับปราณก่อกำเนิดขั้นสมบูรณ์
1,890 คำ~10 นาที
จางอวี้เหอแทะเนื้อย่างพลางอ่านแชทที่เหล่าผู้เล่นกำลังถกเถียงกันไร้สาระ เห็นสภาพอันน่าเวทนาของคนอื่นแล้วเขาก็รู้สึกว่าเนื้อย่างในมือมันช่างมีรสชาติเสียจริง
พูดตามตรง การเตรียมตัวของเขานั้นไม่เพียงพอเอาเสียเลย นอกจากเตรียมใจมาแล้ว เขาก็ไม่ได้เตรียมอะไรมาเลยสักอย่าง ขนาดลาออกจากงานล่วงหน้าตั้งหนึ่งเดือน ยังเตรียมมาแค่มีดเล่มเดียว
แน่นอนว่าถึงจะเตรียมตัวไปมากกว่านี้ก็อาจไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่นัก เพราะทุกคนเพิ่งจะเคยสัมผัสกับ 'อวี่ฝานเทียน' เป็นครั้งแรก ข้อมูลจากหน้าเว็บไซต์ก็มีจำกัดเหลือเกิน ดูอย่างพวกตัวท็อปที่พกอาวุธปืนเข้ามาสิ ผลลัพธ์กลับแย่กว่าเขาเสียอีก อาวุธปืนใช้งานไม่ได้เลย สู้ไม้ฟืนยังไม่ได้ด้วยซ้ำ
อย่างน้อยมีดเล่มยาวของเขาก็ยังเอาไว้ฟันมอนสเตอร์หรือหั่นเนื้อได้ ใช้งานได้จริงและเรียบง่าย จางอวี้เหอคิดว่ามีดเล่มนี้คุ้มค่ากับเงินห้าหมื่นเหรียญฟ้าที่จ่ายไปแล้ว
“ฝึกตนต่อดีกว่า”
กินเนื้อย่างเสร็จ จางอวี้เหอก็ไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า เขานั่งขัดสมาธิลงทันที ทันทีที่โคจรเคล็ดวิชา ปราณวิญญาณรอบตัวก็ค่อยๆ ไหลมารวมกันที่ร่างของเขา ตอนนี้เขาคิดแค่เรื่องฝึกตนเท่านั้น ไม่อยากจะไปใส่ใจเรื่องอื่นเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ผู้เล่นบางคนบอกว่าตอนกลางคืนจะมีผีไหม? อย่างไรเสียที่นี่ก็คือโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน การมีภูตผีปีศาจก็คงเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาทุกคนต่างอยู่ในป่าเขาลำเนาไพร ความเป็นไปได้นี้ก็มีสูงจริงๆ
ยังมีผู้เล่นบางคนกังวลว่าตอนกลางคืนจะโดนสัตว์อสูรคาบไปกินหรือไม่? สำหรับจางอวี้เหอแล้ว คิดไปก็เท่านั้น เอาไว้เจอกับตัวค่อยว่ากันเถอะ
……
วันต่อมา จางอวี้เหอตื่นขึ้นมาจากการฝึกฝน ตอนนี้พระอาทิตย์ขึ้นสูงแล้ว หนึ่งคืนที่ผ่านมาสงบสุขดี แถมเขายังเลื่อนระดับขึ้นมาหนึ่งขั้น ตอนนี้เขาอยู่ในระดับปราณก่อกำเนิดขั้นที่ห้าแล้ว
“เริ่มช้าลงแล้วแฮะ คืนหนึ่งขึ้นมาแค่ระดับเดียวเอง” จางอวี้เหอบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ หากใครมาได้ยินความคิดนี้เข้า คงพุ่งเข้ามาฟันเขาตายแน่ๆ ความจริงแล้วการฝึกตนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา
ตามปกติแล้ว รากวิญญาณชั้นเลิศจากคนธรรมดาไปจนถึงระดับปราณก่อกำเนิดขั้นที่หนึ่งจะใช้เวลาประมาณสิบวัน ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามความขยัน ส่วนคนที่มีรากวิญญาณระดับกลางอย่างน้อยต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนถึงจะเข้าสู่ระดับปราณก่อกำเนิดขั้นที่หนึ่งได้ สำหรับรากวิญญาณระดับล่างนั้นก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตา หากโชคดีก็อาจใช้เวลาสามถึงห้าเดือนกว่าจะก้าวเข้าสู่ระดับปราณก่อกำเนิดขั้นที่หนึ่งได้ แต่ถ้าโชคไม่ดีและไม่ขยันฝึกฝน ผ่านไปสองสามปีก็อาจจะยังเป็นแค่คนธรรมดาอยู่ดี
จางอวี้เหอใช้เวลาเพียงวันเดียวก็ฝึกจนถึงระดับปราณก่อกำเนิดขั้นที่ห้าแล้ว เขาได้ทำลายสถิติการบำเพ็ญเซียนของอวี่ฝานเทียนไปเรียบร้อย ใครใช้ให้พรสวรรค์ของเขาโกงขนาดนี้ล่ะ
……
เวลาค่อยๆ ล่วงเลยไป จางอวี้เหอยังคงหมกตัวฝึกตนอยู่ในสำนักเต๋าร้าง หิวเมื่อไหร่ก็ออกไปล่าสัตว์ป่า เขาพบว่าโอกาสที่อาหารจะดรอปนั้นสูงมาก เฉลี่ยแล้วทุกๆ สองตัวที่ฆ่าได้จะมีอาหารดรอปออกมาหนึ่งส่วน ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อย่าง บางครั้งก็มีเสบียงแห้งดรอปออกมาบ้าง ส่วนเคล็ดวิชาหรือสมบัติวิเศษที่เขาคาดหวังนั้นยังไม่เคยเห็นเลย
โชคดีที่ศิลาปราณดรอปบ่อยพอสมควร ตลอดหลายวันที่ออกหาอาหาร เขาก็เก็บศิลาปราณได้มาสิบกว่าก้อนแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะค่าโชคของเขาหรือเปล่า ทุกครั้งที่จางอวี้เหอฆ่าสัตว์อสูรเกือบทุกตัวจะมีศิลาปราณดรอปออกมาเสมอ ตลอดหลายวันมานี้เขานอกจากนอนก็มีแต่ฝึกตนกับไล่ฆ่ามอนสเตอร์
……
หนึ่งเดือนต่อมา จางอวี้เหอตื่นขึ้นจากการฝึกฝน กลิ่นอายอันทรงพลังแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา “ในที่สุดก็มาถึงระดับปราณก่อกำเนิดขั้นสมบูรณ์ ถึงเวลาออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างแล้ว”
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากฝึกต่อ แต่เพราะไปต่อไม่ได้แล้ว เขาไม่มีเคล็ดวิชา เคล็ดวิชาดึงปราณที่ระบบให้มานั้นสามารถฝึกได้สูงสุดแค่ระดับปราณก่อกำเนิดขั้นสมบูรณ์เท่านั้น หากต้องการก้าวหน้ากว่านี้ ก็ต้องออกไปหาเคล็ดวิชาที่ล้ำลึกกว่าเดิม
ตอนแรกเขาก็หวังว่าจะได้ฝึกไปล่ามอนสเตอร์ไป เผื่อว่าจะฟลุคดรอปตำราเคล็ดวิชาดีๆ สักเล่ม แต่เขาก็คิดไปเอง เคล็ดวิชาไม่ได้ดรอปกันง่ายขนาดนั้น
วิธีที่ดีที่สุดในการได้รับเคล็ดวิชาคือการหาจากคนพื้นเมือง ไม่ว่าจะซื้อหรือเลือกเข้าร่วมสำนักของคนพื้นเมืองก็ตาม ตลอดเดือนที่ผ่านมาจางอวี้เหอคอยติดตามข้อมูลในช่องแชทอยู่ตลอด แม้ว่าผู้เล่นส่วนใหญ่จะถูกสัตว์อสูรฆ่าตายหรือทนความลำบากไม่ไหวจนต้องล็อกเอาต์ออกไป แต่ก็ยังมีผู้เล่นกลุ่มเล็กๆ ที่ยังคงยืนหยัดอยู่
แถมยังมีผู้เล่นดวงดีบางคนที่เดินออกจากป่าร้างได้สำเร็จและพบเมืองของคนพื้นเมืองในอวี่ฝานเทียนแล้ว จากคำบอกเล่าของผู้เล่นเหล่านั้น พลังของคนพื้นเมืองในเมืองมีทั้งตระกูลและสำนักต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนต้องการรับคนเข้าสังกัด
แน่นอนว่าการเข้าร่วมสำนักคนพื้นเมืองนั้นต้องทำสัญญา ตราบใดที่มีรากวิญญาณ ต่อให้ยังไม่ถึงระดับปราณก่อกำเนิด ไม่ใช่นักบำเพ็ญเซียนที่แท้จริง พวกเขาก็รับเข้าสังกัด เมื่อเข้าร่วมแล้วไม่เพียงแต่จะได้รับเคล็ดวิชา แต่ยังมีค่าตอบแทนให้ด้วย ส่วนจะได้เคล็ดวิชาแบบไหนหรือได้เงินเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของตนเองและความแข็งแกร่งของสำนักนั้นๆ
หากไม่อยากเข้าสำนัก ก็ยังมีร้านขายเคล็ดวิชาในเมือง ขอแค่มีศิลาปราณเพียงพอ ไม่ว่าจะตำราเคล็ดวิชาหรือสมบัติวิเศษก็ไม่ใช่ปัญหา
จางอวี้เหอตั้งใจว่าจะตามหาเมืองของคนพื้นเมืองให้เจอก่อน แล้วค่อยหาทางอัปเกรดเคล็ดวิชาในภายหลัง การมัวแต่อุดอู้อยู่ในป่ารกร้างเพื่อฝึกตนต่อไปนั้นไม่มีอนาคตแน่ๆ
……
จางอวี้เหอเดินมาที่หน้าประตูสำนักเต๋าร้าง เขาตวัดมีดเล่มยาวในมือออกไปกลางอากาศ แสงจากใบมีดพุ่งผ่านไป ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปห้าเมตรก็โค่นลงทันที เมื่อเห็นผลลัพธ์เช่นนี้ เขาก็พยักหน้าอย่างเงียบๆ
ความแข็งแกร่งระดับปราณก่อกำเนิดขั้นสมบูรณ์ก็นับว่าไม่เลว แม้เขาจะยังไม่มีวิชาอาคม แต่แค่ใช้พละกำลังก็น่าจะพอตั้งหลักในที่เล็กๆ ได้แล้ว
“ไปกันเลย”
จางอวี้เหอเลือกทิศทางหนึ่งแล้วกระโจนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่มีทางเลือก ในเมื่อเขายังเหาะไม่ได้ ก็ทำได้แค่กระโดดไปตามพื้น ด้วยความแข็งแกร่งในตอนนี้ การกระโดดครั้งเดียวก็วิ่งได้ไกลถึงสิบกว่าเมตร หากเขาไปแข่งโอลิมปิก ต่อให้เป็นโบลต์ก็ยังมองไม่เห็นแม้แต่เงาหลังของเขา
จางอวี้เหอพุ่งทะยานไปในป่าเขาอย่างอิสระโดยไม่สนใจเลยว่าจะมีสัตว์อสูรอยู่หรือไม่ เขาได้สำรวจสัตว์อสูรในป่าแถบนี้มาหมดแล้ว พวกมันไม่แข็งแกร่งเท่าไหร่ มีฝีมือเสียอย่างจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ
เขาเดินทางอย่างไม่เกรงกลัว เจอสัตว์อสูรตัวไหนระหว่างทางก็จัดการทิ้งให้หมด ศิลาปราณที่ดรอปก็เก็บ ส่วนเนื้อย่างน่ะช่างเถอะ เขาเริ่มจะเบื่อแล้ว
โฮก……
ในขณะที่เขากำลังกระโจนวิ่งอยู่นั้น จู่ๆ เสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่ดังสะเทือนฟ้าก็ดังมาจากที่ไกลๆ
“เหมือนจะมีตัวใหญ่แฮะ ไปดูหน่อยดีกว่า”
จางอวี้เหอหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็วแล้วพุ่งตรงไปยังทิศทางที่เสียงนั้นดังมา ในเมื่อเจอสัตว์อสูรแล้ว ก็ต้องไปจัดการสักหน่อย ต่อให้ไม่มีอะไร อย่างน้อยดรอปศิลาปราณสักก้อนก็ยังดี
ไม่นานเขาก็เห็นสัตว์อสูรตัวที่เพิ่งแผดเสียงคำรามออกมา ทว่าไม่ใช่ตัวเดียว แต่เป็นสัตว์อสูรสองตัวที่กำลังสู้กันนัวเนีย ตัวหนึ่งคือเสือยักษ์ลายพาดกลอน อีกตัวหนึ่งคือวัวเขียวที่มีขนาดใหญ่กว่าช้าง
ทุกครั้งที่เสือยักษ์คำราม มันจะพ่นลำแสงออกมาดั่งมีดเล่มยาวที่มองไม่เห็น กรีดเข้าใส่ร่างวัวเขียวไม่หยุดหย่อน แม้วัวเขียวจะดูหนังเหนียวแค่ไหน แต่ก็ยังโดนบาดจนเป็นแผลลึกหลายจุด วัวเขียวเองก็ไม่ยอมแพ้ เขาของมันส่องแสงสีเหลือง ทุกครั้งที่แสงวาบขึ้น จะมีหนามดินพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินแทงใส่เสือยักษ์
“สัตว์อสูรสองตัวนี้ใช้เวทมนตร์ได้ด้วยเหรอ?”
เมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ จางอวี้เหอก็ตกใจอย่างมาก ก่อนหน้านี้เขาฆ่าสัตว์อสูรมามากมาย แต่ไม่เคยเจอตัวไหนที่ใช้เวทมนตร์ได้เลย สัตว์อสูรพวกนั้นเหมือนกับเขา คือใช้ได้แค่พละกำลัง สัตว์อสูรสองตัวนี้ดูออกได้ทันทีว่าไม่ธรรมดา
จางอวี้เหอสัมผัสถึงกลิ่นอายของวัวเขียวและเสือยักษ์อย่างเงียบๆ “เป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูงสุดทั้งคู่ กำลังจะทะลวงไปสู่ระดับสองแล้ว”
เมื่อมองดูสัตว์อสูรสองตัวตรงหน้า จางอวี้เหอก็เริ่มลังเล สัตว์อสูรสองตัวนี้ดูจะดุร้ายไม่เบา เขาอาจจะรับมือไม่ไหวก็ได้
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน