ตอนที่ 1
ลงจากเขา
1,781 คำ~9 นาที
เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น แสงอรุณอาบไล้ไปทั่วผืนดิน ไร้เมฆหมอกบดบังนับหมื่นหลี่ ช่างเป็นสภาพอากาศที่เหมาะแก่การออกมาเดินเล่นชมธรรมชาติเสียนนี่กะไร ผู้คนจึงพากันมาท่องเที่ยวที่สวนสาธารณะป่าเขาสีเขียว (Qingshan Forest Park) นอกเมืองปริมณฑลกันอย่างเนืองแน่น
ลึกเข้าไปในใจกลางป่าสถาณะแห่งนี้ บริเวณที่ถูกล้อมด้วยรั้วลวดหนาม คือเขตสงวนรักษาพันธุ์ป่าเขาสีเขียว
หมาป่าสีเงินยวงตัวหนึ่งกำลังก้าวเหยียบผ่านพุ่มไม้อย่างคล่องแคล่ว บนหลังของมันมีร่างในชุดสีเขียวอ่อนหมอบต่ำอยู่ หากมองให้ดีจะพบว่าเป็นเด็กสาวในเสื้อฮู้ดตัวโคร่ง เส้นผมหยิกลอนนุ่มนวลสองสามปอยโผล่พ้นออกมาจากขอบหมวก
"อิน ถึงเขตขอบนอกแล้ว ส่งฉันแค่นี้แหละ" มู่อิ๋งตบหลังหมาป่าเบาๆ
สืออินหยุดฝีเท้าตามคำบอก หลังจากกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความระแวดระวัง แสงสว่างก็วูบวาบขึ้นบนตัวเขา ก่อนที่เด็กหนุ่มผมเงินรูปร่างสูงโปร่งจะลุกขึ้นยืน เขาเอื้อมมือไปเกลี่ยไรผมที่ปรกอยู่ข้างใบหูของอิ๋งไปทัดไว้ให้อย่างอ่อนโยน
"ตั้งใจเรียนนะ รอฉันกลับมาจากการเดินทางครั้งนี้ ฉันก็น่าจะควบคุมการแปลงกายส่วนหูได้สมบูรณ์แล้ว" นี่คือจุดสุดท้ายในร่างกึ่งมนุษย์ที่เขายังควบคุมได้ไม่ดีนัก หลังจากรับสืบทอดมรดกขั้นต้นครั้งที่สามเสียน่าจะควบคุมได้ทั้งหมด ถึงตอนนั้นเขาก็จะได้ไปโรงเรียนในโลกมนุษย์พร้อมกับอิ๋งเสียที
สืออินครุ่นคิดอย่างใจจดใจจ่อ ได้ยินมาว่าเด็กมัธยมปลายเดทกันเยอะมาก ถึงอิ๋งจะบอกว่าเธอไม่ได้ทำแบบนั้น แต่ในเมื่อเขาไม่ได้อยู่ข้างกาย จะให้วางใจได้อย่างไร? แถมหลังจากรับมรดกเสร็จ เขาก็จะสามารถใช้ความสามารถนั้นได้แล้วด้วย
"คิดอะไรอยู่เหรอ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียว?" มู่อิ๋งเขย่งเท้าขึ้นไปหยิบหูของสืออินเล่นด้วยความหมั่นเขี้ยว แฝงความเสียดายอยู่ลึกๆ เด็กหนุ่มหูสัตว์เนี่ยแหละน่ารักที่สุดแล้ว
"ไม่มี... ไม่มีอะไร" สืออินส่ายหน้า หูภายใต้ขนสีเงินเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ "ฉันมันก็แค่หมาป่าที่โตมาในป่า ไม่เคยเข้าเรียน อนาคตคงต้องหวังพึ่งให้อิ๋งเลี้ยงดู กลายเป็นหมาเกาะเมียกิน..."
"?" มู่อิ๋งทำหน้าปั้นยากเหลือจะกล่าว เจ้าลูกหมาป่าน้อยผู้น่ารักของเธอ ตั้งแต่โดนเธอสอนภาษาจีนให้ ดูเหมือนจะถูกอิทธิพลอินเทอร์เน็ตกลืนกินไปไม่น้อยเลย เธออ้ำอึ้งไปพักใหญ่ก่อนจะถอนหายใจออกมา
"นายนี่นะ ไปอ่านอะไรในเน็ตมาอีกแล้ว? อีกอย่าง หมาเกาะเมียกินแล้วยังไงล่ะ ตอนเด็กๆ ตอนที่นายดูแลฉัน ฉันก็เป็นยัยเด็กเกาะนายน่ะสิ เราเรียกว่าดูแลซึ่งกันและกันต่างหาก นี่แหละมิตรภาพลูกผู้ชายอันสวยงามตามแบบสังคมนิยม!"
อีกอย่าง เธอที่เป็นผู้ตื่นรู้จากความทรงจำชาติก่อน แม้ชาติที่แล้วจะอายุสั้นไปหน่อย แต่ถ้านับสองชาติรวมกัน ปัดเศษขึ้นก็เกือบจะสี่สิบแล้วนะ มีหรือจะเลี้ยงเจ้าหมาป่าน่ารัก... ไม่สิ เลี้ยงเด็กหนุ่มหมาป่าผู้น่ารักไม่ได้?
มู่อิ๋งตบบ่าสืออินพลางพูดอย่างมั่นใจว่า "วางใจเถอะ ฉันเลี้ยงนายไหวแน่นอน!"
สืออินพยักหน้าอย่างว่าง่าย เขายืนส่งมู่อิ๋งที่สะพายกระเป๋าเป้และเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วเข้าไปในป่า จนกระทั่งเงาของเธอหายลับสายตาไป เขาจึงกลับคืนร่างหมาป่า กระโจนเพียงไม่กี่ครั้งก็หายตัวไปในป่าลึก
มิตรภาพลูกผู้ชายคืออะไร? ถึงเจ้าหนูสืออินจะไม่ได้ไปโรงเรียน แต่เขาก็ใฝ่เรียนรู้เป็นที่สุด สิ่งแรกที่เขาทำเมื่อกลับถึงรังคือขุดมือถือออกมา ปีนขึ้นไปบนโขดหินยักษ์ที่มีสัญญาณดีที่สุด แล้วเปิดเน็ตหาคำนิยาม
'ความหมายของมิตรภาพลูกผู้ชายคือ: รุ่งเรืองด้วยกัน ล่มจมด้วยกัน... สนับสนุนกันไร้เงื่อนไข... มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ฉันรับเอง'
'เพื่อนอาจจะมีมากมายในชีวิต แต่พี่น้องตัวจริงทั้งชีวิตจะมีเพียงหนึ่งเดียว'
สืออินอ่านไปพยักหน้าหงึกๆ พลางบรรลุถึงบางสิ่งด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม 'พันธสัญญาคู่ครองเนี่ยแหละ ลงตัวเป๊ะ!'
แยกกันแค่เดี๋ยวเดียวเขาก็เริ่มคิดถึงอิ๋งแล้ว อยากจะรับมรดกขั้นต้นครั้งสุดท้ายให้จบไวๆ จะได้ไปหาเธอ งั้นเริ่มกันเดี๋ยวนี้เลยแล้วกัน!
แววตาของสืออินมุ่งมั่นขึ้นเรื่อยๆ คลื่นมิติแผ่กระจายออกมาจากตัวเขา เพียงพริบตาเดียวร่างของเขาก็หายวับไป
ขณะเดียวกัน มู่อิ๋งแหวกรูรั้วลวดหนามที่เป็นสนิมอยู่อย่างชำนาญ มุดผ่านออกไปจนถึงทางเดินเล็กๆ ในสวนสาธารณะ
พอถึงตรงนี้เธอก็ไม่ต้องกลัวใครมาเห็นแล้ว
แม้ว่าตอนนี้จะยังเช้าตรู่ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังเดินวนเวียนอยู่แค่บริเวณขอบนอก แต่จากประสบการณ์หลายปีที่มักจะได้รับคำชมจากพวกคุณปู่คุณย่า แม้จะมีคนเห็น เธอก็แค่ถูกมองว่าเป็นเด็กสาวขยันที่ตื่นขึ้นมาเดินป่าแต่เช้าเท่านั้นเอง
ขณะก้าวไปตามบันไดหิน ความคิดของเธอก็ล่องลอยไปไกล
ทุกครั้งที่ทำแบบนี้ เธอจะรู้สึกเหมือนกำลังข้ามมิติจากนิยายแฟนตาซีมาสู่นิยายชีวิตในเมือง เหมือนกับครั้งแรกที่เธอลงจากเขาเมื่อหลายปีก่อน
เธอเป็นเด็กทารกที่ถูกทิ้งไว้ในป่า และถูกสืออินพบเข้า จึงเติบโตมาด้วยน้ำนมของฝูงหมาป่า ในตอนนั้นร่างมนุษย์ของสืออินแก่กว่าเธอไม่กี่ปี และพูดภาษาที่เธอฟังไม่รู้เรื่อง
เธอเคยหลงนึกว่าชาตินี้เกิดมาในยุคป่าเถื่อนโบราณเสียอีก หรือไม่ก็เป็นเพราะอยู่ห่างไกลเกินไปจนมีสืออินเป็นมนุษย์กึ่งสัตว์เพียงคนเดียว
จนกระทั่งเธอฮึดสู้จนอายุได้ห้าหกขวบ และเดินออกจากหุบเขาจนเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามาพบเข้าแล้วส่งตัวไปยังสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า
มู่อิ๋งยังจำได้แม่นว่าตอนที่เธอเห็นตัวเลขอารบิกที่คุ้นเคยบนเครื่องแบบของเจ้าหน้าที่ เธอรู้สึก 'โลกแตก' แค่ไหน
ที่แท้ภาษาสากลที่สืออินสอนเธอน่ะ มันไม่เห็นจะสากลตรงไหนเลย ทุกคนพูดภาษาจีนกันชัดๆ!
โชคดีที่ตอนนั้นร่างหมาป่าของสืออินยังไม่โตมากนัก แถมมู่อิ๋งยังขุนเขาจนอ้วนท้วน พอลู่หูลงก็ดูเหมือนหมาอ้วนธรรมดาๆ ตัวหนึ่ง
เขาตามกลิ่นจนเจอสถานสงเคราะห์ และแฝงตัวเป็นหมาจรจัดอยู่แถวนั้น
จากการสังเกตของมู่อิ๋ง โลกใบนี้คล้ายกับโลกก่อนของเธอมากแต่ก็มีความต่างอยู่บ้าง
ภาษาและการพัฒนาทางสังคมเหมือนเดิมเป๊ะ แต่ประวัติศาสตร์ ตำนาน หรือผลงานวรรณกรรมและภาพยนตร์ต่างไปสิ้นเชิง และเมื่อพิจารณาจากการมีอยู่ของสืออิน มู่อิ๋งจึงสรุปว่าโลกนี้ฉากหน้าอาจจะเป็นยุคปัจจุบัน แต่เบื้องหลังซ่อนเร้นไว้ด้วยปัจจัยเหนือธรรมชาติที่ไม่มีใครล่วงรู้
เพราะเรื่องภาษานี่แหละที่ทำให้เธอระวังเป็นเศษ ไม่กล้าแสดงอะไรที่ผิดธรรมดาออกมา
แต่เนื่องจากชาติก่อนเธอก็โตมาในสถานสงเคราะห์เหมือนกัน ชีวิตในบ้านเด็กกำพร้าจึงราบรื่นดี เธออาศัยอยู่เงียบๆ จนถึงปัจจุบัน
ช่วงที่เธอเข้ามัธยมปลาย สายเลือดของสืออินเริ่มตื่นขึ้น และเริ่มต้องเดินทางข้ามมิติเวลาเพื่อไปรับการถ่ายทอดมรดก
สามปีผ่านไป เขาเข้ารับมรดกขั้นต้นไปแล้วสองครั้ง จนเริ่มควบคุมร่างมนุษย์ได้เกือบสมบูรณ์ ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และว่ากันว่าหลังจากนี้เขาจะมีพลังวิเศษอย่างอื่นด้วย
มู่อิ๋งฟังแล้วก็ได้แต่แอบอิจฉา หลายปีมานี้โลกใบนี้ดูเป็นวิทยาศาสตร์ไปหมด ยกเว้นก็แต่สืออิน และสิ่งเดียวที่เป็น 'นิ้วทองคำ' (สูตรโกง) ของเธอก็มีเพียงความทรงจำจากชาติปางก่อนเท่านั้น
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เธอทยอยเขียนนิยายลงทางอินเทอร์เน็ต โดยหยิบเอาจุดเด่นของนิยายที่เคยฮิตในโลกก่อนมาปรับใช้ แม้จะไม่ถึงกับดังเป็นพลุแตก แต่ก็ทำเงินได้พอเลี้ยงตัว
เธอวางแผนไว้ว่าหลังจากเข้ามหาวิทยาลัย จะเริ่มหยิบหยิบพล็อตเรื่องมาใช้ให้มากขึ้น โลกนี้มีแต่งานเขียนแนวสัจนิยม (Realistic) ซะส่วนใหญ่ ถ้าเธอเขียนแนวบำเพ็ญเซียน (Xianxia) ก็น่าจะรวยได้ไม่ยาก ถึงตอนนั้นคงซื้อบ้านสวนชานเมืองใกล้ๆ ป่าเขาสีเขียวได้สบายๆ
ส่วนเหตุผลที่ไม่ยอมย้ายไปอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ก็เพราะเธอรักป่าแห่งนี้สุดหัวใจ... เอ่อ จริงๆ ก็คืออยู่ป่ามานาน พอเข้าไปในเมืองแล้วรู้สึกว่ามันเต็มไปด้วยควันพิษจนหายใจลำบากน่ะ
แถมจากการสังเกตตัวเอง เธอเองก็พอจะมี 'ความสามารถพิเศษ' อยู่บ้างนิดหน่อย นั่นก็คือเธอเลี้ยงพวกต้นไม้ดอกไม้ได้ดีผิดปกติ การได้อยู่ใกล้ป่าจึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อเธอมากกว่า
พูดไปแล้ว เธอก็เป็นแฟนพันธุ์แท้แนวบำเพ็ญเซียนคนหนึ่งนะ...
อยู่เงียบๆ ใช้ชีวิตเรียบง่ายจนเป็นผู้ใหญ่ มีบ้านพร้อมสวนในชนบท ปลูกต้นไม้ไป เขียนนิยายหาเงินไป เวลาที่เหลือก็บำเพ็ญตบะ (บำเพ็ญเซียน) โดยมีเด็กหนุ่มหูหมาป่าอยู่เคียงข้าง มันจะวิเศษเกินไปแล้ว
นี่แหละคือเป้าหมายชีวิตในชาตินี้ของเธอ
ทว่า ความฝันทั้งหมดนั้น... เพิ่งจะพังทลายลงไปเมื่อกี้นี้เอง
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน