ตอนที่ 5
ก็แค่อยากได้วิชาบำเพ็ญเพียรของพวกท่านมาฝึกเท่านั้นเอง
1,908 คำ~10 นาที
ไม่มีการฟื้นคืนของพลังปราณ
นั่นหมายความว่า เรื่องประหลาดพวกนี้เกิดขึ้นกับเขาแค่คนเดียวในโลกอย่างนั้นหรือ?
ตอนแรกซูนิงคิดว่าโลกใบนี้กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เสียอีก
เขาปิดหน้าเว็บบอร์ดที่กำลังสนทนาอยู่ แล้วเริ่มค้นหาบันทึกเกี่ยวกับ 'เมืองคนจิ๋ว' แทน
และก็เป็นไปตามคาด ในหน้าประวัติศาสตร์โบราณมีบันทึกเกี่ยวกับเมืองคนจิ๋วอยู่จริงๆ
ใน 'คัมภีร์ซันไห่จิง' มีการบันทึกถึง 'เมืองคนจิ๋ว' ไว้ทั้งหมดสี่แห่ง แห่งแรกปรากฏในบทคัมภีร์ใต้โพ้นทะเล ชื่อว่า 'เมืองโจวเหรา' : "เมืองโจวเหราอยู่ทางทิศตะวันออก ผู้คนในเมืองนั้นตัวเตี้ยเล็ก สวมหมวกและสายคาดเอว บ้างก็ว่าเมืองโจวเหราอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองสามเศียร"
แห่งที่สองปรากฏในบทคัมภีร์ตะวันออกอันห่างไกล ชื่อว่า 'เมืองจิ้งเหริน' : "มีเมืองคนจิ๋วชื่อว่าจิ้งเหริน"
แห่งที่สามปรากฏในบทคัมภีร์ใต้พื้นพิภพอันห่างไกล ชื่อว่า 'เมืองเจียวเหยา' : "มีคนจิ๋วอาศัยอยู่ในเมืองชื่อเจียวเหยา แซ่จี กินธัญพืชชั้นดีเป็นอาหาร"
และแห่งที่สี่ก็อยู่ในบทคัมภีร์เดียวกัน ชื่อว่า 'เมืองจวินเหริน' : "มีคนจิ๋วชื่อว่าจวินเหริน"
...
“ถึงในตำนานโบราณหรือบันทึกพื้นบ้านจะมีเขียนไว้บ้าง แต่คนจิ๋วแบบที่เราเห็นเนี่ย... ดูเหมือนจะเป็นกรณีพิเศษที่ไม่เคยมีมาก่อนเลย” ซูนิงลองค้นหาดูแล้ว บันทึกเกี่ยวกับคนจิ๋วในประวัติศาสตร์เกือบทั้งหมดเป็นแนวเรื่องเล่าเทพปกรณัม ถึงจะมีในบันทึกประวัติศาสตร์กระแสหลักบ้าง แต่ก็ต่างจากคนจิ๋วที่เขาเห็นลิบลับ
ใน 'บันทึกประวัติศาสตร์สื่อจี้' บทประวัติเมืองต้าหว่าน กล่าวไว้ว่า : "เมืองคนจิ๋วอยู่ทางทิศใต้ของอาณาจักรต้าฉิน สูงเพียงสามฟุต เมื่อถึงฤดูทำนา มักจะหวาดกลัวว่าจะถูกนกกระเรียนจิกกิน จนอาณาจักรต้าฉินต้องส่งทหารไปช่วยคุ้มกัน ซึ่งก็คือเมืองเจียวเหยา ผู้คนอาศัยอยู่ในถ้ำ"
ใน 'หวยหนานจื่อ' บทภูมิศาสตร์ ก็มีบันทึกไว้ว่า :
"ทิศตะวันตกเฉียงใต้คือเจียวเหยา" เกาโย่วได้อธิบายเพิ่มเติมว่า "เจียวเหยาคือเมืองคนแคระ สูงไม่ถึงสามฟุต"
นอกจากนี้ใน 'จดหมายเหตุสามก๊ก' บทพงศาวดารวุยก๊ก ก็มีบันทึกถึงเมืองคนแคระที่อยู่ห่างจากอาณาจักรราชินีไปทางตะวันออกข้ามทะเลไปกว่าพันลี้เช่นกัน
“แถมบันทึกส่วนใหญ่ คนจิ๋วพวกนั้นก็ไม่ได้ตัวเล็กเท่าที่ผมเห็นตอนนี้เลย บางทีที่เรียกคนจิ๋วอาจจะหมายถึงคนแคระมากกว่า...”
ในบันทึกเหล่านั้น 'คนจิ๋ว' มักจะเป็นตัวแทนของความอ่อนแอ อย่าว่าแต่จะบำเพ็ญเซียนเลย แค่เอาชีวิตรอดจากนกกระเรียนยังลำบาก
แต่คนจิ๋วในสวนผักของเขานั้น... ไม่ธรรมดาเลยสักนิด
รู้ตัวอีกทีก็เกือบห้าทุ่มแล้ว เพื่อที่จะรักษาชีวิตน้อยๆ นี้ให้อยู่ได้นานขึ้นอีกหน่อย ซูนิงจึงไม่ลังเลที่จะปิดไฟนอน
วันต่อมา
เขาตื่นขึ้นมาตอนแปดโมงกว่าๆ อย่างสบายอารมณ์
การได้นอนเต็มอิ่มกว่าสิบชั่วโมงโดยไม่มีแรงกดดันเรื่องงานแบบนี้ เป็นสิ่งที่ซูนิงตอนเป็นมนุษย์เงินเดือนในเมืองใหญ่ไม่เคยแม้แต่จะฝันถึง
“สดชื่น!”
เขามองดูเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์
พบว่ามีข้อความส่งเข้ามาหลายข้อความ
เป็นข้อความจากซูอี่นั่นเอง :
“ซูนิง นายไปพูดอะไรกับพ่อแม่ฉัน? ทำไมจู่ๆ พวกท่านถึงทักมาด่าฉันยกใหญ่ขนาดนี้?”
“เลิกกันแล้วยังจะใช้วิธีตามตื้อหน้าด้านๆ แบบนี้อีกเหรอ? สนุกนักหรือไง?”
“เรื่องระหว่างเราสองคน ทำไมต้องดึงพวกท่านเข้ามาเกี่ยวด้วย? นายทำแบบนี้มันยิ่งทำให้ฉันรู้สึกรังเกียจนายมากขึ้นไปอีก!”
ดูออกเลยว่าเธอโกรธมาก
แต่เรื่องนี้ซูนิงไม่ได้เป็นคนก่อเลยสักนิด
“ได้ยินว่านายกลับไปทำสวนที่บ้านนอกแล้วเหรอ?”
“นายก็ยังคงเป็นคนไม่มีความทะเยอทะยานเหมือนเดิม ถ้าตอนนั้นนายมีความกระตือรือร้นมากกว่านี้ ผลลัพธ์ระหว่างเราจะเป็นแบบนี้ไหม?”
“ช่างเถอะ... ไม่พูดแล้ว เอาเป็นว่าแค่นี้แหละ หวังว่าต่อจากนี้ไปนายจะไม่มายุ่งกับฉันอีก! เราจบกันแค่นี้!”
ซูนิงคิดจะอธิบาย แต่ก็พบว่าตัวเองโดนดึงเข้าบัญชีดำไปเรียบร้อยแล้ว
เขาทำได้เพียงส่ายหน้า
ความขมขื่นแล่นขึ้นมาในอก
เฮ้อ...
คนที่เคยสนิทที่สุด สุดท้ายกลับกลายเป็นแค่รายชื่อในบัญชีดำ
แต่อย่างไรเขาก็ไม่ได้ยึดติดอะไรแล้ว
หลังจากคิดอยู่พักหนึ่ง เขาก็ส่งข้อความกลับไปหาพวกน้าซู เพื่อขอร้องไม่ให้พวกท่านไปกดดันซูอี่อีก และบอกว่าการเลิกรากันด้วยดีแบบนี้มันดีที่สุดแล้ว
...
หลังจากจัดการเรื่องวุ่นวายเสร็จ
ซูนิงก็ลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟัน
เขาออกไปขุดดิน พรวนดิน และเตรียมหลุม
ตั้งใจจะปลูกอะไรบางอย่างทิ้งไว้
เมื่อว่างจากการงาน เขาก็นั่งลงหน้าต้นไม้เล็กๆ เพื่อเฝ้าดูชีวิตความเป็นอยู่ของเหล่าคนจิ๋วเงียบๆ
ความรู้สึกเหมือนเป็นมหาเทพผู้อยู่เหนือมวลมนุษย์ที่กำลังก้มมองดูเหล่าสามัญชน
เหล่าคนจิ๋วเมื่อเห็นซูนิงก็ไม่ได้แตกตื่น พวกเขาต่างก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อไป
ในใจของพวกเขา ซูนิงคือมหาเทพผู้ไร้เทียมทานและทรงพลังอำนาจมหาศาล
ก็นั่นน่ะสิ คนที่ใช้เพียงปลายนิ้วเดียวก็บดขยี้อสูรโกลาหลจนสิ้นซากได้ จะไม่ให้เป็นยอดคนได้อย่างไร
แต่ใครจะไปรู้ว่า ในโลกใบนี้ ซูนิงเป็นเพียง... มนุษย์ธรรมดาที่กำลังจะตายด้วยโรคร้ายเท่านั้น
“แค่คืนเดียว คนจิ๋วพวกนี้ถึงกับสร้างที่พักเองเสร็จแล้วเหรอเนี่ย เก่งจริงๆ” ซูนิงอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าชื่นชม
รอบๆ ต้นไม้เล็ก มีสิ่งปลูกสร้างขนาดจิ๋วเก้าหลังผุดขึ้นมาจากดิน
กลายเป็นหมู่บ้านเล็กๆ หมู่บ้านหนึ่ง
แม้จะมีบ้านเพียงเก้าหลัง แต่ก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย
วัสดุหลักที่ใช้คือรากและกิ่งของวัชพืช ส่วนหลังคาก็ใช้ใบไม้ที่ร่วงหล่นจากต้นไม้เล็ก
มันดูเรียบง่ายและสมถะมาก
เหล่าคนจิ๋วเมื่อจัดที่พักเสร็จ ก็พากันขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนหลังคาบ้านเพื่อเริ่มบำเพ็ญเพียร
นี่มันน่าสนใจมาก
เป็นครั้งแรกที่ซูนิงได้เห็น 'เซียน' บำเพ็ญเพียรตัวเป็นๆ เขาจึงจ้องมองด้วยความสนใจใคร่รู้
กระแสพลังงานสายเล็กๆ ค่อยๆ ไหลเวียนจากรอบข้างเข้าสู่ร่างกายของพวกเขา ทำให้สีหน้าของแต่ละคนดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก
พลังงานที่แต่ละคนดูดซับนั้นมีสีสันต่างกันไป
เทพธิดาคุนหลุนดูดซับพลังสีขาวบริสุทธิ์
จอมมารอเวจีดูดซับพลังงานสายมืด
เทพและมารคนอื่นๆ ก็ดูดซับพลังที่แตกต่างกันออกไป
นี่คือ 'กฎเกณฑ์' ประจำตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคน
“ดูพวกเขาฝึกวิชาก็เหมือนได้ดูซีรีส์เทพเซียนฟอร์มยักษ์เลยแฮะ”
“ซีรีส์เทพเซียนฉบับมินิ” ซูนิงแก้คำพูดตัวเอง
การได้เห็นฉากแบบนี้ครั้งแรกทำให้ซูนิงรู้สึกอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง
เหมือนได้เห็นสิ่งแปลกใหม่ที่หาดูที่ไหนไม่ได้อีก
“เอ๊ะ... เดี๋ยวก่อน... ในเมื่อพวกเขาฝึกวิชาได้ แล้วผมจะฝึกได้หรือเปล่านะ...” ซูนิงฉุกคิดถึงปัญหานี้ขึ้นมา
“ถ้าเกิดผมสามารถฝึกวิชาได้เหมือนกัน... พลังของเซียนจะสามารถรักษาโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษาของผมได้ไหมนะ???”
เมื่อคิดได้ดังนั้น หัวใจของซูนิงก็สั่นสะท้าน!
จู่ๆ ความหวังก็เปี่ยมล้นขึ้นมาในใจ
โรคร้ายที่จู่โจมกะทันหันผลักเขาลงสู่ก้นบึ้งของขุมนรก แต่ตอนนี้การปรากฏตัวของคนจิ๋วเหล่านี้กำลังช่วยดึงเขาขึ้นมา และทำให้เขาได้มองเห็นแสงแห่งความหวังอีกครั้ง
เขายังมีเรื่องติดค้างในใจอีกมากมายที่ยังไม่ได้สะสาง เขายังมีโลกอีกกว้างใหญ่ที่ยังไม่ได้ไปเห็น
ถ้าไม่ใช่เพราะโชคชะตาเล่นตลก ใครกันจะอยากตาย?
ยิ่งคาดหวังมากเท่าไหร่ ซูนิงก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นและกังวลมากขึ้นเท่านั้น
“คือว่า... ผมอยากจะถามหน่อยว่า วิชาที่พวกท่านกำลังฝึกอยู่คือวิชาอะไร? พอจะ... สอนผมได้ไหม?” ซูนิงเอ่ยถามออกมา
“ผมรู้ว่าวิชาพวกนี้เป็นเคล็ดลับประจำตัวที่คงไม่มอบให้ใครได้ง่ายๆ แต่ว่าผมจำเป็นต้องใช้มันจริงๆ...”
เขาไม่ได้ใช้คำพูดหรูหราหรือข่มขู่คุกคามใดๆ เพียงแค่บอกความต้องการของตัวเองออกไปตรงๆ
เมื่อได้ยินเสียงของซูนิง เหล่าคนจิ๋วที่กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ก็พากันลืมตาขึ้นและหลุดออกจากห้วงสมาธิ
“ท่านมหาเทพ... อยากจะได้วิชาบำเพ็ญเพียรของพวกเราอย่างนั้นหรือ???”
ทั้งเก้าคนหันมามองหน้ากันด้วยความงงงวย
“ไม่สะดวกหรือเปล่า?” ซูนิงถามย้ำ
“มะ... ไม่ใช่ขอรับ... พวกเราไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เพียงแต่วิชาของพวกเราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เข้ากับร่างกายของแต่ละคนโดยเฉพาะ เนื่องจากพื้นฐานร่างกายที่แตกต่างกัน พวกเราเพียงแค่เกรงว่าท่านมหาเทพจะไม่สามารถฝึกตามได้” จักรพรรดิต้าเซี่ยรีบกล่าว
“เจ้านี่มันโง่จริงๆ ท่านมหาเทพทรงปรีชาสามารถขนาดนั้น จะอยากฝึกวิชาต้อยต่ำของพวกเราไปทำไม ท่านก็แค่คงอยากจะดูเล่นๆ เพื่อคลายความสงสัยเท่านั้นแหละ”
“ตราบใดที่ท่านมหาเทพปรารถนาจะทอดพระเนตร พวกเราไม่มีข้อขัดแย้งเลยแม้แต่น้อย”
ใครจะกล้ามีปัญหากันล่ะ?
ในเมื่อตอนนี้ท่านกำลังจ้องมองพวกเราอยู่อย่างนี้...
อีกอย่าง แค่ปลายนิ้วเดียวท่านก็บี้พวกเราแบนได้แล้ว ภายใต้ผลประโยชน์และคำขู่แบบอ้อมๆ นี้ วิชาเพียงเล็กน้อยจะนับเป็นอะไรได้?
จะให้เขามเลี้ยงดูและยอมเป็นบอดี้การ์ดให้ฟรีๆ โดยไม่ตอบแทนอะไรเลยก็คงไม่ใช่
พูดตามตรง ถ้าไม่ยอมมอบอะไรให้บ้าง ทั้งเก้าคนนี้ก็คงอยู่ไม่เป็นสุขเช่นกัน
ความสัมพันธ์จะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อมีผลประโยชน์ที่ผูกพันกันไว้
“จริงๆ แล้ว ผมอยากจะฝึกวิชาของพวกท่านจริงๆ นะ” ซูนิงบอกไปตามตรง
เก้ามหาปราชญ์ : “......”
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน