ตอนที่ 2
วิชาคำนวณและปัจจัยแทรกซ้อน
1,640 คำ~9 นาที
แปดโมงเช้า โรงเรียนมัธยมทดลองที่ 3 แห่งเมืองซีคัง ชั้นมัธยมปลายปีที่ 2 ห้อง 1
อู๋อิ่งยืนอยู่บนแท่นบรรยาย อธิบายบทเรียนแก่เหล่านักเรียนที่นั่งอยู่เต็มห้อง เขาชอบการสอนหนังสือมาก ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาในบทเรียน จุดสำคัญของแต่ละบท หรือโจทย์แต่ละข้อ เขาก็ล้วนใส่ใจและพยายามถ่ายทอดออกมาให้สมบูรณ์แบบที่สุด
เขาเป็นครูที่มีความรับผิดชอบ และนักเรียนทุกคนต่างก็รู้เรื่องนี้ดี ยิ่งบวกกับความที่เป็นคนหนุ่มอายุเพียง 25 ปี รูปร่างสูงโปร่ง ผิวพรรณสะอาดสะอ้านดูสุภาพอ่อนโยน จึงเป็นที่รักใคร่ของเหล่านักเรียน
ดังนั้น ทุกครั้งที่เป็นคาบคณิตศาสตร์ ห้อง 1 จึงมีบรรยากาศค่อนข้างคึกคัก อย่างน้อยที่สุดก็นักเรียนที่กระตือรือร้นจะตั้งคำถามนั้นมีมากกว่าคาบอื่นเสมอ
“ในส่วนของบทเรียนเรื่องลำดับและอนุกรม ยังมีนักเรียนคนไหนสงสัยตรงไหนอีกไหมครับ?”
เมื่อเห็นเหล่านักเรียนพากันส่ายหน้า อู๋อิ่งก็ยิ้มด้วยความพึงพอใจ ตามธรรมเนียมปกติแล้ว หลังจากสอนเนื้อหาในหนังสือจบ เขามักจะหยิบยกเรื่องอื่นมาพูดคุยต่อ ดังนั้นเขาจึงถามขึ้นว่า “มีใครรู้บ้างไหมครับว่า ในสมัยโบราณ วิชาคณิตศาสตร์ถูกเรียกว่าอะไร?”
ไม่นานนัก ก็มีนักเรียนยกมือขึ้น
“จางอวี่ซี ตอบหน่อยครับ”
“วิชาคำนวณค่ะ”
“อืม ถูกต้อง”
อู๋อิ่งพยักหน้าให้จางอวี่ซีนั่งลง ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้อง “เหตุผลที่เรียกว่าวิชาคำนวณ ก็เพราะเน้นไปที่คำว่า ‘คำนวณ’ นั่นแหละครับ
ในสมัยโบราณมีความเชื่อหนึ่งกล่าวไว้ว่า เมื่อวิชาคำนวณหรือคณิตศาสตร์ถูกศึกษาจนถึงขั้นสูงสุด ก็จะสามารถคำนวณหยั่งรู้ฟ้าดินและสรรพสิ่งได้
พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เมื่อใครสักคนศึกษาวิชาคณิตศาสตร์จนถึงขั้นสูงสุดแล้ว ผู้นั้นก็จะสามารถล่วงรู้ถึงความลับของฟ้าดิน เสมือนหนึ่งรู้แจ้งทุกสรรพสิ่งและทำได้ทุกอย่าง
นักเรียนทุกคนเชื่อในทฤษฎีนี้ไหมครับ?”
ครั้งนี้ไม่ต้องรอให้ยกมือ นักเรียนเกือบทั้งห้องพากันส่ายหน้า “ไม่เชื่อค่ะ/ครับ”
อู๋อิ่งยิ้มไม่ตอบ เขามิได้ยืนยันหรือปฏิเสธ ผ่านไปไม่กี่วินาทีจึงกล่าวต่อ “เรื่องที่ว่าจะหยั่งรู้ฟ้าดินได้จริงไหมนั้น เอาไว้ก่อน แต่ถ้ามีใครคนหนึ่งที่ความเชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์สูงส่งมาก พวกเธอคิดว่า เขาจะสามารถทำนายอนาคตในช่วงเวลาสั้นๆ ได้ไหม?”
สิ้นคำถามนั้น นักเรียนทุกคนก็พากันเงียบกริบ ครู่หนึ่งมีนักเรียนชายคนหนึ่งยกมือขึ้น
“หวังเฉียง ตอบหน่อย”
นักเรียนชายที่ชื่อหวังเฉียงลุกขึ้นยืน “ผมคิดว่าทำได้ครับ”
อู๋อิ่งยิ้ม “เหตุผลล่ะ?”
“ยกตัวอย่างเช่นโจทย์คณิตศาสตร์ครับ ถ้าหลักการถูกต้อง และรับประกันว่าในแต่ละขั้นตอนคำนวณไม่ผิดพลาด ผลลัพธ์สุดท้ายที่ออกมาก็ย่อมต้องถูกต้องเช่นกัน
ในทำนองเดียวกัน หากเราคำนวณจุดเชื่อมโยงของทุกเหตุการณ์เอาไว้อย่างละเอียด ผลลัพธ์สุดท้ายของเรื่องราวก็จะดำเนินไปตามที่คาดการณ์ไว้
นี่น่าจะถือว่าเป็นการทำนายอนาคตแล้วนะครับ?”
เมื่อพูดจบ ก็มีนักเรียนชายอีกคนลุกขึ้นยืน “ในทางทฤษฎีก็เป็นแบบนั้นครับ แต่มันก็มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือต้องไม่ให้มี ‘ปัจจัยแทรกซ้อน’ เกิดขึ้น
ไม่อย่างนั้น ผลลัพธ์ก็จะควบคุมไม่ได้ครับ”
เมื่อได้ยินดังนั้น อู๋อิ่งก็มองนักเรียนคนนั้นด้วยสายตาชื่นชมพลางพยักหน้ารับ “ถูกต้อง เป็นอย่างนั้นเลย”
จากนั้นเขาก็หักมุมคำพูดขึ้นมาทันที “แต่ว่า... ถ้าหาก ‘ปัจจัยแทรกซ้อน’ เหล่านั้น เป็นส่วนหนึ่งของการคำนวณด้วยล่ะ?”
ในขณะที่พูดคำนั้น ดวงตาคู่นั้นดูล้ำลึกเหลือประมาณ ภายในรูม่านตามีประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวและทางช้างเผือกทอดยาว ราวกับกระดานหมากรุก กระดานหมากรุกที่ใช้คำนวณทลายฟ้าดิน!
...
ในเวลาเดียวกัน ที่กองสืบสวนคดีอาญา ห้องวิเคราะห์คดี
“เมื่อคืนตอนตี 1 กับอีก 28 นาที มีบุคคลหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า ‘วิญญาณ’ โทรศัพท์เข้ามา อ้างว่าจะสังหารจ้าวเจี้ยนหัว
หลังจากหลิวเยี่ยนผู้เข้าเวรรับสาย ก็รีบรายงานเรื่องนี้ให้ผมและผู้กองโจวทราบในทันที ไม่นานผู้กองโจวก็สั่งการให้ส่งคนไปที่บ้านของจ้าวเจี้ยนหัว และสั่งให้ผมตรวจสอบเรื่องนี้
จากการตรวจสอบ... (เว้นวรรค) ...สุดท้าย ชายคนนั้นประกาศว่าจะลงมือสังหารในอีก 3 วันข้างหน้า และให้เราเตรียมรับมือให้ดีครับ”
หลังจากอธิบายต้นสายปลายเหตุจนกระจ่าง จางเทาก็มองไปที่โจวกั๋วต้ง
โจวกั๋วต้งพยักหน้าให้จางเทาเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองทุกคนในห้องประชุม “สถานการณ์ก็เป็นอย่างที่ว่า ตามสถานการณ์ตอนนี้ พอจะสรุปได้ว่านี่ไม่ใช่การกลั่นแกล้งธรรมดา เรากำลังเผชิญหน้ากับคนคลุ้มคลั่ง และยังเป็นคนคลุ้มคลั่งที่ฉลาดมากด้วย
ประการแรก มันโทรมาสองครั้ง และเป็นเบอร์นิรนามทั้งคู่ ไม่มีข้อมูลใดๆ อีกทั้งเบอร์ทั้งสองดูเหมือนจะเป็นเบอร์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งคงไม่มีทางได้ใช้อีก
ประการที่สอง สัญญาณที่ตรวจสอบได้ทั้งสองครั้งมาจากพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจุดนั้นไม่มีกล้องวงจรปิด ทำให้ไม่สามารถระบุตัวคนร้ายผ่านกล้องได้
สรุปได้สองประเด็นนี้ คือหมอนี่ระมัดระวังตัวมาก และยังมีความรู้เรื่องเทคนิคการสืบสวนของตำรวจเราเป็นอย่างดี”
“แต่ว่า... ในเมื่อมันระมัดระวังตัวขนาดนี้ ทำไมถึงต้องประกาศว่าจะฆ่าคนด้วยล่ะครับ? แอบไปกำจัดเป้าหมายเงียบๆ ไม่ดีกว่าเหรอ?”
ตำรวจนายหนึ่งถามด้วยความสงสัย
โจวกั๋วต้งพยักหน้า “นั่นแหละที่ผิดปกติ และเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่จุดนี้จุดเดียวที่ผิดปกติ
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาถกเถียงเรื่องนั้น
สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดในตอนนี้ คือต้องหาวิธีคุ้มครองจ้าวเจี้ยนหัวให้ดีที่สุด และในขณะเดียวกันก็ต้องหาวิธีจับตัวหมอนั่นให้ได้
ตราบใดที่จ้าวเจี้ยนหัวยังไม่ตาย ทุกอย่างก็ยังพอมีทางแก้ไข
แต่ถ้าหากคนตายขึ้นมา พวกเราที่นั่งอยู่ตรงนี้ทุกคน ไม่ว่าใครก็หนีความรับผิดชอบไม่พ้นแน่นอน”
ทุกคนพยักหน้า โจวกั๋วต้งพูดถูก การคุ้มครองคนให้ปลอดภัยคือภารกิจสำคัญที่สุด
“เชิญจ้าวเจี้ยนหัวมาที่กองสืบสวนเถอะครับ
ก็แค่ 3 วันเองไม่ใช่เหรอ? ตราบใดที่จ้าวเจี้ยนหัวอยู่ที่กองสืบสวน ต่อให้ ‘วิญญาณ’ นั่นจะเก่งกาจแค่ไหน ก็ไม่มีทางลงมือสำเร็จหรอก”
ตำรวจนายหนึ่งเสนอ
จางเทาส่ายหน้า “ไม่ได้!”
“ทำไมล่ะ?”
“ประการแรก ถ้าเราพาจ้าวเจี้ยนหัวมาคุ้มครองที่กองสืบสวน ‘วิญญาณ’ นั่นย่อมหาโอกาสไม่เจอ และอาจจะล้มเลิกไป
ถ้าเป็นแบบนั้น 3 วันนี้อาจจะผ่านไปได้ แต่หลังจากนั้นล่ะ? จะให้เราคุ้มครองจ้าวเจี้ยนหัวไปตลอดชีวิตหรือไง?
ประการที่สอง เราถามความเห็นเขาแล้ว จ้าวเจี้ยนหัวเองก็ไม่ยินยอมเหมือนกัน
ความคิดของเขาคล้ายกับผม คืออยากจะรอให้วิญญาณบุกมาถึงบ้าน เพื่อจบปัญหาที่ต้นตอ เพราะยังไงก็คงไม่มีใครคอยระวังโจรได้ตลอดเวลา”
ที่แท้เป็นอย่างนี้นี่เอง!
คราวนี้ทุกคนถึงได้เข้าใจ ไม่ว่าเต็มใจหรือไม่ พวกเขาก็ต้องเล่นเกมรุกรับกับ ‘วิญญาณ’ ตนนี้
ดังนั้นทุกคนจึงต่างแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการวางแผนคุ้มครองจ้าวเจี้ยนหัว
“ตลอด 3 วันนี้ นอกจากพวกเราแล้ว จ้าวเจี้ยนหัวห้ามพบคนนอกเด็ดขาด ถ้ามีธุระอะไร ให้เขาโทรศัพท์เอา”
“เรื่องการวางกำลังรอบบ้านจ้าวเจี้ยนหัว ผมคิดว่า...”
“เรื่องอาหารและน้ำดื่มต้องระวังด้วย ผมว่า ‘วิญญาณ’ อาจจะใช้วิธีวางยาพิษก็ได้”
“ต้องระวังเรื่องปืนซุ่มยิงด้วย จุดที่คาดว่าจะซุ่มยิงได้รอบบ้านจ้าวเจี้ยนหัว ต้องวางกำลังให้หมด”
คนสิบกว่าคนที่นั่งอยู่นี้ล้วนเป็นตำรวจสืบสวนรุ่นเก๋า มีประสบการณ์โชกโชน ใช้เวลาเพียงสามชั่วโมงก็วางแผนคุ้มครองจ้าวเจี้ยนหัวได้อย่างรัดกุม
ในสายตาของทุกคน ภายใต้การคุ้มครองที่เข้มงวดขนาดนี้ หาก ‘วิญญาณ’ ยังลงมือสำเร็จ พวกเขาก็ควรเอาเต้าหู้ชนหัวตายให้สิ้นเรื่องเสียดีกว่า ในความเป็นจริง การจะฆ่าคนท่ามกลางการคุ้มครองของตำรวจชั้นแล้วชั้นเล่านับว่ายากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์
เมื่อตกลงเรื่องการคุ้มครองกันได้แล้ว ทุกคนก็ยังไม่แยกย้าย แต่ร่วมกันวางแผนจับตัว ‘วิญญาณ’ โดยตั้งใจเปิดช่องโหว่ไว้จุดหนึ่งเพื่อล่อให้มันติดกับ
สุดท้าย การประชุมก็ยืดเยื้อไปจนถึงช่วงบ่ายกว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น
เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง กองสืบสวนคดีอาญาก็ยุ่งวุ่นวายทันที นอกจากโจวกั๋วต้งที่นั่งบัญชาการอยู่ที่ศูนย์กลาง เจ้าหน้าที่คนอื่นแทบทุกคนก็แยกย้ายออกจากกองสืบสวนไปปฏิบัติหน้าที่
ในขณะเดียวกัน วันแรกของข้อตกลง 3 วัน ก็ได้สิ้นสุดลง!
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน