ตอนที่ 1

ข้าทะลุมิติมา... และข้าก็ตายแล้ว

2,302 คำ~12 นาที
“ข้าทะลุมิติมา” “ข้าตายแล้ว” “ข้ากลายเป็นผี” ฉินอวี่สรุปประสบการณ์สุดพิศวงของตนเองด้วยประโยคสั้นๆ เพียงสามประโยค ปัจจุบันเขารวมเป็นหนึ่งเดียวกับบ้านอาถรรพ์แห่งหนึ่ง ถูกกักขังอยู่ภายในและไม่อาจจากไปไหนได้ ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นผู้ทะลุมิติที่น่าสมเพชที่สุดแล้วกระมัง นับตั้งแต่มาถึงโลกใบนี้ได้สามวัน เขาก็เข้าใจสถานการณ์ของตัวเองกระจ่างแจ้งแล้ว บ้านอาถรรพ์แห่งนี้ก็คือร่างกายของเขา ส่วนเขาก็เปรียบเสมือนสมองที่ไม่สามารถแยกตัวออกจากร่างได้ เหมือนกับดวงวิญญาณของมนุษย์ที่ไม่อาจทิ้งร่างไปไหน อย่างไรก็ตาม บ้านอาถรรพ์นี้สามารถขยับขยายได้ แต่จำเป็นต้องใช้ “พลังหยิน” ที่มากพอ “พลังหยิน” คือสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของเขา เปรียบได้กับมนุษย์ที่ต้องกินอาหารเพื่อมีชีวิตรอด เขาสามารถดูดซับพลังหยินจากโลกภายนอกได้ช้าๆ แต่ถึงแม้จะไม่ทำอะไรเลย ในทุกๆ วันพลังหยินก็จะถูกเผาผลาญไปโดยอัตโนมัติ ปัจจุบันอัตราการเผาผลาญพลังหยินของเขาอยู่ที่ 3 หน่วยต่อวัน ส่วนอัตราการได้รับพลังหยินอยู่ที่ 4 หน่วยต่อวัน นับตั้งแต่วันที่เขามาถึงโลกนี้ผ่านไป 3 วัน รวมแล้วเขาสะสมพลังหยินไว้ได้ 3 หน่วย นอกจากนี้ เขายังสามารถได้รับพลังหยินผ่านทางอารมณ์ด้านลบอันรุนแรงของมนุษย์ เช่น ความกลัว ความโลภ ความอิจฉาริษยา และอารมณ์มืดมนทั้งหลาย หากอารมณ์เหล่านี้ถึงขีดสุด มันจะสร้างความเสียหายต่อดวงวิญญาณของผู้คน และการตายของมนุษย์จะทำให้เขาได้รับพลังหยินมากขึ้นไปอีก พลังหยินยังเป็นทรัพยากรที่ใช้ในการแสดงความสามารถต่างๆ เขาคือผู้ควบคุมทุกสิ่งภายในบ้านอาถรรพ์ สามารถเปลี่ยนแปลงวัตถุข้างใน หรือทำให้คนที่ย่างกรายเข้ามาได้ยินเสียงหรือเห็นภาพหลอนที่ไม่มีอยู่จริง ยังมีอีกหนึ่งความสามารถที่เป็นดั่งคำสาป เมื่อมนุษย์ก้าวเข้ามาในบ้านอาถรรพ์ พวกเขาจะถูกครอบงำด้วยคำสาปที่เรียกว่า “คำสาปอาฆาต” ซึ่งจะเปลี่ยนสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในใจของคนผู้นั้นออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรม ผู้ที่ถูกคำสาปอาฆาตเล่นงาน จิตใจจะถูกทรมานอย่างแสนสาหัส พวกเขาจะเห็นภาพหลอนและตายลงด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด แต่ในตอนนี้ ยังไม่มีใครเคยเข้ามาในบ้านอาถรรพ์นี้เลย เขาจึงยังไม่ได้ใช้ความสามารถเหล่านี้ ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นจากภายนอก มีคนผลักประตูรั้วบ้านอาถรรพ์แล้วเดินเข้ามา ฉินอวี่รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย สามวันแล้ว ในที่สุดก็มีคนเป็นๆ เข้ามาเสียที เขานึกว่าสถานที่ผีสิงแห่งนี้จะไม่มีใครกล้าเฉียดใกล้เข้ามาเสียอีก …… ที่หน้าอพาร์ตเมนต์ฟ้าคราม ปรากฏกลุ่มคนสี่คน เป็นชายสองหญิงสอง อายุราวๆ ยี่สิบต้นๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสดใสและพลังของวัยรุ่น พวกเขายังเป็นนักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบ ทั้งสี่หยุดลงที่หน้าประตูใหญ่อพาร์ตเมนต์ฟ้าคราม “ถึงสักที เหนื่อยแทบตาย พักก่อนเถอะ” นักศึกษาหญิงคนหนึ่งทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นโดยไม่ห่วงภาพลักษณ์ พลางหอบหายใจถี่ๆ เธอชื่อเจียงเสี่ยวหลิง เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์ จุดประสงค์ที่มาที่นี่คือการถ่ายภาพยนตร์สักเรื่อง เพื่อให้เป็นผลงานชิ้นแรกในชีวิต แม้จะเรียกว่าภาพยนตร์แต่จริงๆ ก็เป็นได้เพียงหนังสั้น ทุนสร้างมีเพียงเงินเก็บของเธอที่สะสมมาหลายปี รวมแล้วคือ 5,000 หยวน ในยุคสมัยนี้ แม้แต่หนังทุนต่ำก็ยังต้องใช้ทุนสร้างเป็นล้าน ดังนั้นเงินจำนวนนี้จึงเทียบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ มันแทบไม่พอแม้แต่จะเช่าอุปกรณ์ระดับมืออาชีพ แล้วจะถ่ายหนังได้อย่างไร? แต่ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น เธอครุ่นคิดอยู่นานจนในที่สุดก็ได้ข้อสรุป เธอเลือกหัวข้อเป็นหนังสยองขวัญและใช้รูปแบบสารคดีในการถ่ายทำ โดยสถานที่ถ่ายทำก็คืออพาร์ตเมนต์ฟ้าครามที่ถูกขนานนามว่าเป็นบ้านอาถรรพ์แห่งนี้ เธอเขียนบทด้วยตัวเอง เนื้อเรื่องคร่าวๆ คือ สมัยเด็กบ้านของเธออยู่ไม่ไกลจากอพาร์ตเมนต์ฟ้าครามแห่งนี้ มักจะมาเล่นแถวนี้คนเดียว วันหนึ่งตอนเที่ยงวัน เธอเห็นแผ่นหลังของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ไม่คุ้นตา เป็นเด็กหญิงที่น่ารักมากอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ เธอเกิดความรู้สึกเอ็นดูเด็กหญิงคนนั้น เพราะไม่มีเพื่อนเล่นและตัวเธอเองก็เหงามากในตอนนั้น จึงอยากจะทักเด็กหญิงคนนั้นเพื่อผูกมิตร แต่เด็กหญิงกลับไม่สนใจเอาแต่เดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ เธอเดินตามไปจนเด็กหญิงหยุดอยู่ที่หน้าประตูอพาร์ตเมนต์ฟ้าคราม เธอไม่กล้าเดินต่อไป เพราะผู้ใหญ่ในบ้านคอยเตือนเสมอว่าอย่าได้เข้าไปในอพาร์ตเมนต์นั้นเด็ดขาด มันคือบ้านผีสิง เธอตั้งใจจะหันหลังกลับ แต่เด็กหญิงคนนั้นกลับหันมาเรียกเธอไว้ “เข้ามาเล่นด้วยกันสิ!” เธอหันไปมองจึงได้เห็นใบหน้าของเด็กหญิง ตาโตน่ารักใบหน้าสวยงามราวกับตุ๊กตาที่ประณีต แต่ใบหน้าซีกซ้ายกลับถูกผมสีดำสนิทยาวปรกไว้จนมองไม่ชัด เมื่อเห็นเด็กหญิงพูดกับตน เธอจึงรวบรวมความกล้าเดินเข้าไป ทันใดนั้นก็มีลมกรรโชกพัดผ่านทำให้ผมบนใบหน้าของเด็กหญิงเปิดออก และเธอก็ได้เห็นใบหน้าซีกซ้ายนั้น ใบหน้าซีกนั้นเน่าเปื่อยจนเห็นกระดูกขาวโพลนและเนื้อที่เปื่อยยุ่ย น่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด เด็กหญิงยิ้มมองเธอ เป็นรอยยิ้มที่น่าสยดสยองและหวาดเสียวเหลือเกิน เธอหวีดร้องสุดเสียงด้วยความหวาดกลัวจนล้มพับลงไปกับพื้น ก่อนจะรีบลุกขึ้นวิ่งหนีกลับไปสุดชีวิต แต่ใบหน้าที่น่ากลัวของเด็กหญิงคนนั้นได้ตราตรึงอยู่ในใจของเธอ กลายเป็นฝันร้ายที่สลัดไม่หลุดมาตลอด เมื่อเติบใหญ่ เธอยังคงลืมภาพเด็กหญิงที่เห็นในวัยเด็กไม่ได้ เด็กหญิงคนนั้นปรากฏในความฝันของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชักชวนให้เธอเข้าไปเล่นด้วยกัน เธอรู้ดีว่าเด็กหญิงคนนั้นเกี่ยวข้องกับอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ เพื่อจะจบฝันร้ายของตน เธอจึงตัดสินใจรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ เข้าไปสำรวจอพาร์ตเมนต์แห่งนี้เพื่อค้นหาความจริง โดยจะใช้กล้องวิดีโอบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดเอาไว้… แน่นอนว่าเรื่องราวนี้เป็นเรื่องที่เจียงเสี่ยวหลิงแต่งขึ้นเอง ตอนเด็กเธอไม่ได้อยู่ที่นี่เสียด้วยซ้ำ ไม่ได้อยู่ในเมืองนี้เลยด้วยซ้ำ เรื่องราวของเธอสอดแทรกตำนานเกี่ยวกับอพาร์ตเมนต์ฟ้าครามเอาไว้มากมาย ซึ่งตำนานเหล่านี้เองก็ไม่มีมูลความจริง เป็นเพียงคำเล่าลือต่อๆ กันมา และเมื่อผ่านการดัดแปลงทางศิลปะโดยเจียงเสี่ยวหลิง ความจริงก็ยิ่งห่างไกลออกไปอีก อย่างไรก็ตาม อพาร์ตเมนต์ฟ้าครามเคยเกิดไฟไหม้จริง มีผู้เสียชีวิต 8 ราย หลังจากนั้นก็ถูกปิดตาย ทราบว่าเจ้าของที่ดินยังติดคุกอยู่ นี่จึงเป็นบ้านอาถรรพ์ของจริงโดยไร้ข้อกังขา ส่วนเรื่องผีหลอกนั่นก็เป็นเพียงเรื่องเหลวไหล ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำในรูปแบบสารคดี เริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่พวกเขาเปิดกล้องบันทึกภาพ และดำเนินเรื่องไปตามกระบวนการสำรวจของพวกเขา ภาพยนตร์แบบนี้ความสมจริงสำคัญที่สุด ไม่ต้องการอุปกรณ์หรือการแสดงที่สูงส่ง ไม่ต้องใช้เอฟเฟกต์หรืออุปกรณ์ประกอบฉากมืออาชีพ ทุกอย่างขอเพียงให้ดูจริงและเป็นธรรมชาติก็พอ ดังนั้นเธอจึงชวนเพื่อนนักศึกษามาช่วยงาน เลี้ยงข้าวไม่กี่มื้อก็แก้ไขทุกปัญหาได้สำเร็จ เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาพวกเขามาซ้อมที่อพาร์ตเมนต์ฟ้าครามแห่งนี้ จัดเตรียมสถานที่ไว้บ้างเล็กน้อย และวันนี้คือการถ่ายทำจริง หลังจากพักเหนื่อย เจียงเสี่ยวหลิงก็ลุกขึ้นยืน “พวกเราเริ่มกันเลยไหม? ยังต้องทบทวนบทกันอีกหรือเปล่า? เพราะต้องถ่ายรวดเดียวจบ ห้ามพลาดเด็ดขาด แต่ไม่ต้องห่วงหรอก แค่ทำเหมือนตอนที่เราซ้อมกันครั้งที่แล้วก็พอ เอาแบบธรรมชาติที่สุดนั่นแหละ” ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งกล่าวด้วยความมั่นใจ “วางใจเถอะ ด้วยความเป็นมืออาชีพของฉัน จะพลาดได้อย่างไร รับรองเทคเดียวผ่าน” ชายหนุ่มคนนี้ชื่อเย่หยาง เขาเรียนสาขาการแสดงและผลการเรียนยอดเยี่ยม เคยผ่านการแสดงภาพยนตร์มาแล้ว ภาพยนตร์ของเจียงเสี่ยวหลิงจึงไม่ใช่เรื่องท้าทายสำหรับเขาเลย ชายอีกคนชื่อเฉินต๋า กำลังปรับกล้องอยู่ “ฉันไม่มีปัญหา ฉันแค่คอยซัพพอร์ตพวกเธอ บทพูดก็ไม่ได้เยอะอะไร” เจียงเสี่ยวหลิงยิ้มพยักหน้า ก่อนจะหันไปมองนักศึกษาหญิงอีกคน เธอเป็นคนสูงโปร่งมีเรียวขาที่สวยงาม การแต่งกายค่อนข้างเปิดเผย ขณะนี้เธอกำลังหันหลังให้ทุกคนค้นหาอะไรบางอย่างในกระเป๋าเป้ เมื่อได้ยินเสียงเจียงเสี่ยวหลิง หญิงสาวก็หันกลับมาเผยให้เห็นใบหน้าที่ขาวซีดจนน่าสยดสยอง ใบหน้านั้นไร้ซึ่งชีวิตชีวา มีรอยแผลเป็นที่น่ากลัวหลายจุด เนื้อที่เน่าเปื่อยเผยออกมาตรงรอยแผล มีเลือดสองสายไหลออกมาจากดวงตา เมื่อเห็นใบหน้านี้ ทั้งสามคนก็สะดุ้งสุดตัวเกือบจะกรีดร้องออกมา หญิงสาวกลับหัวเราะออกมาพลางถอดหน้ากากบนใบหน้าเผยให้เห็นใบหน้าที่สวยงามน่ารัก แล้วกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “เป็นไง? การแต่งหน้าผีของฉันดูเป็นยังไงบ้าง?” “เธออย่าจู่ๆ ก็ใส่หน้ากากแบบนั้นสิ ไม่ทันได้ตั้งตัวเลย มันน่ากลัวจริงๆ นะ” เย่หยางพูดด้วยความขวัญเสีย การตอบสนองของเขาทำให้รอยยิ้มของหญิงสาวยิ่งกว้างขึ้น “ถ้าขนาดพวกเธอยังหลอกไม่ได้ ผีสาวอย่างฉันก็คงล้มเหลวไม่เป็นท่าแล้วล่ะ” เจียงเสี่ยวหลิงเดินเข้าไปอย่างมีความสุข “ใช้ได้เลย ดีกว่าที่ฉันคิดไว้เสียอีก” หญิงสาวคนนี้ชื่ออันซิน บทบาทที่เธอได้รับก็คือผีสาวในบ้านอาถรรพ์นั่นเอง ดังนั้นยิ่งแต่งออกมาน่ากลัวเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น ทุกอย่างพร้อมสรรพ ภาพยนตร์ของพวกเขาจึงเริ่มถ่ายทำอย่างเป็นทางการ เฉินต๋าถือกล้องเริ่มถ่ายเจียงเสี่ยวหลิงและเย่หยาง เขาไม่ใช่คนในสายงานมืออาชีพ ภาพจึงมีการสั่นไหวเล็กน้อย แต่นั่นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากนัก กลับกันมันยิ่งช่วยเพิ่มความสมจริงให้กับภาพยนตร์มากขึ้นไปอีก เจียงเสี่ยวหลิงเริ่มเล่าเรื่องราวของเธอหน้ากล้อง เริ่มจากประสบการณ์เหตุการณ์ประหลาดที่เจอในวัยเด็ก จากนั้นจึงเล่าเรื่องตำนานของบ้านอาถรรพ์แห่งนี้ “เรื่องราวในวัยเด็กสร้างบาดแผลทางใจให้ฉันอย่างรุนแรง แม้แต่ทุกวันนี้ ใบหน้าของเด็กหญิงคนนั้นยังปรากฏขึ้นในหัวฉันเป็นระยะๆ ฉันสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า นั่นคือฝันร้ายที่ตามติดฉันมาตลอด ไม่ว่าจะพยายามหนีเท่าไหร่ เมื่อเห็นตัวเองซูบผอมลงทุกวัน ฉันรู้ดีว่าฉันจะหนีต่อไปไม่ได้แล้ว ฉันต้องเผชิญหน้ากับมัน ฉันจึงตัดสินใจชวนเพื่อนสองคนมาด้วยกันเพื่อสำรวจบ้านอาถรรพ์แห่งนี้ ฉันต้องการจะเห็นด้วยตาตัวเองว่าที่นี่มีผีอยู่จริงๆ หรือไม่!” เพื่อการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ เจียงเสี่ยวหลิงทุ่มเทไปไม่น้อย ประกอบกับการแต่งหน้าแบบพิเศษ ทำให้ใบหน้าของเธอในตอนนี้ดูซูบเซียวอย่างยิ่ง ขณะที่พูด สีหน้าของเธอสื่ออารมณ์ได้ดีเยี่ยม แววตาแฝงไปด้วยความหวาดกลัวที่ฝังลึก ทำให้เรื่องราวทั้งหมดดูน่าเชื่อถือขึ้นมาก หลังจากแนะนำภูมิหลังเสร็จสิ้น พวกเขาก็ถ่ายทำภายนอกอพาร์ตเมนต์ฟ้าครามต่อเพื่อให้ผู้ชมเห็นสภาพแวดล้อมโดยรอบ ก่อนจะก้าวเข้าสู่อพาร์ตเมนต์ พวกเขาได้ถ่ายรูปหมู่ที่หน้าประตูทางเข้า อันซินในบทผีสาวก็ได้ปรากฏตัวในรูปนี้ด้วย แน่นอนว่าเธอไม่ได้ออกมายืนอยู่ด้านหน้าตรงๆ แต่ซ่อนตัวอยู่ที่มุมมืด เผยให้เห็นเพียงใบหน้าที่น่าสยดสยองนั่น หากไม่สังเกตดีๆ ก็จะไม่มีทางมองเห็น พวกเขาทั้งหมดเดินเข้าไปในบ้านอาถรรพ์ ลมสายหนึ่งพัดผ่าน บรรยากาศที่เย็นเยียบและวังเวงปกคลุมไปทั่ว จนทุกคนอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้าน
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
AVAV