ตอนที่ 4
งานพิเศษช่วงปิดเทอม
1,551 คำ~8 นาที
อาจเป็นเพราะร่างกายนี้คุ้นชินกับการตื่นเช้ามาตลอดสามปีสมัยมัธยมปลาย สวี่เหย่จึงลืมตาตื่นขึ้นมาตอนตีห้าครึ่ง
ท้องฟ้านอกหน้าต่างยังคงมืดสลัว สวี่เหย่หาวออกมาหนึ่งหวอดแล้วค่อยๆ หลับตาลง แต่เพียงเสี้ยววินาทีเขาก็ลืมตาโพลง เมื่อกวาดสายตามองไปรอบห้องแล้วพบว่าเขายังอยู่ในห้องเดิมเมื่อปี 2014 เขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
เวลานี้พ่อกับแม่ยังไม่ตื่น สวี่เหย่ทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้วไม่มีอะไรทำ เลยตัดสินใจเข้าครัวลงมือทำอาหารเช้า
หลังจากแต่งงานกับกู่เมิ่งเหยา ปกติอยู่ที่บ้านเธอแทบไม่เคยแตะงานบ้านเลย ถ้าสวี่เหย่ทำกับข้าวเธอก็จะกินด้วยนิดหน่อย แต่ถ้าเขาไม่ทำเธอก็สั่งเดลิเวอรี่ ช่วงแรกๆ สวี่เหย่ยังซื่อมองว่ากู่เมิ่งเหยาแค่ทำอาหารไม่เป็น เขาเลยตั้งใจจะสอนเธอ แต่คาดไม่ถึงว่ากู่เมิ่งเหยาไม่มีความตั้งใจจะเรียนรู้เลยสักนิด แถมยังพูดหน้าตาเฉยว่า "ตอนฉันอยู่บ้านฉันไม่เคยทำกับข้าว แล้วทำไมพอแต่งงานกับนาย ฉันต้องมาทำด้วยล่ะ"
ฝีมือทำอาหารของสวี่เหย่ไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่กับข้าวทั่วไปเขาก็ทำได้หมด เขาเห็นในตู้เย็นมีไข่เยี่ยวม้ากับเนื้อหมูที่หั่นไว้แล้ว เลยต้มโจ๊กหมูใส่ไข่เยี่ยวม้าขึ้นมาหนึ่งหม้อ เมื่อสวี่เซียงตงและจางหงเดินออกมาจากห้อง ทั้งคู่ถึงกับยืนอึ้งกันไปเลย
นี่มันเกิดอะไรขึ้น? พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือไง?
"เจ้าลูกชาย ทำอะไรเนี่ย?" สวี่เซียงตงถามอย่างแปลกใจ
สวี่เหย่เหลือบมองพ่อกับแม่ ในขณะที่กำลังตักโจ๊กใส่ถ้วยตัวเองพลางตอบว่า "ผมหิว เลยต้มโจ๊กกินน่ะครับ"
จางหงรีบเดินตรงเข้ามา ดูในถ้วยของสวี่เหย่แล้วหันไปดูในหม้อด้วยความประหลาดใจ "ตาเฒ่า สวี่ นี่ลูกเราจริงหรือเปล่าเนี่ย?"
"น่าสงสัยนะ!"
สวี่เหย่กลอกตาใส่ "ถ้าพ่อกับแม่ไม่รีบกิน เดี๋ยวก็ไปทำงานสายหรอก"
แน่นอนว่าลูกชายย่อมเป็นลูกชายของเขาเอง เพียงแต่จางหงไม่คาดคิดว่าสวี่เหย่ที่เพิ่งสอบเอนทรานซ์เสร็จจะลุกมาเข้าครัวทำอาหารเช้าให้ทั้งบ้านกินตั้งแต่เช้าตรู่แบบนี้ เมื่อนึกถึงคำพูดที่สวี่เหย่พูดเมื่อวานตอนเย็น จางหงก็รู้สึกตื้นตันใจขึ้นมาอีก
"รสชาติใช้ได้เลยนี่นา เสี่ยวเหย่ ไปเรียนมาจากไหน?"
"เสิร์ชในมือถือครับ มีสอนทุกอย่างเลย"
"ลูกแม่เก่งจริงๆ"
แค่การต้มโจ๊กง่ายๆ ก็ทำให้พ่อกับแม่ดีใจได้ขนาดนี้ สวี่เหย่รู้สึกละอายใจขึ้นมาวูบหนึ่ง ในอดีตเขาเอาแต่ใส่อารมณ์ร้ายๆ กับคนในครอบครัว แต่กลับทุ่มเททำดีกับกู่เมิ่งเหยา เขาคิดว่าต่อจากนี้ไป เขาต้องเปลี่ยนตัวเองใหม่ให้หมดสิ้น
หลังจากสวี่เซียงตงและจางหงกินเสร็จก็พากันไปทำงาน สวี่เซียงตงทำงานในหน่วยงานรัฐ ปัจจุบันยังเป็นเพียงพนักงานระดับต้น โดยปกติแล้วถ้าอายุไม่ถึง 35 ปีแล้วยังไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง โอกาสก้าวหน้าก็แทบจะเป็นศูนย์ แต่เขาก็พอใจกับงานและชีวิตในปัจจุบันอยู่ไม่น้อย มีงานที่มั่นคงและสบายๆ มีภรรยาที่ดูแลบ้านช่องได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และมีลูกชายที่ดูรู้ความขึ้นมาบ้างแล้ว สำหรับผู้ชายวัยใกล้สี่สิบแบบเขา ถือว่าไม่เลวเลย
ส่วนจางหง ทำงานในแผนกบัญชีของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง แม้เงินเดือนจะไม่สูงนักแต่ก็ไม่ต้องทำงานล่วงเวลา ชีวิตครอบครัวถือว่าพออยู่พอกิน
เมื่อในบ้านเหลือเพียงคนเดียว สวี่เหย่ไม่รู้จะทำอะไร เลยพิมพ์ข้อความส่งหาฉินจื้อเหว่ยผ่าน QQ...
สวี่: "ทำไรอยู่?"
ผู้ป่วยโรคสันโดษ: "เสพสุขกับชีวิต"
สวี่: "อยู่บ้านว่างๆ ออกไปข้างนอกกันไหม?"
ผู้ป่วยโรคสันโดษ: "เมื่อวานไม่ใช่บอกจะนอนตีพุงอยู่บ้านทั้งวันเหรอ?"
สวี่: "กูตื่นแล้วนอนไม่หลับ"
ผู้ป่วยโรคสันโดษ: "ไปไหนล่ะ?"
สวี่: "เดินเล่นเรื่อยเปื่อย อยากหางานพิเศษทำช่วงปิดเทอม"
ผู้ป่วยโรคสันโดษ: "ห๊ะ???"
...
กู่เมิ่งเหยาเองก็ตื่นแต่เช้าเช่นกัน สิ่งแรกที่เธอทำหลังจากลุกจากเตียงไม่ใช่การแปรงฟันล้างหน้า แต่เป็นการหยิบมือถือจากใต้หมอนขึ้นมาเปิด QQ ดู
ในหน้าต่างแชทมีข้อความมากมาย ทั้งจากเพื่อนสนิทอย่างหลิวเชี่ยน เพื่อนร่วมชั้น และข้อความกลุ่มอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน
แต่ผ่านไปหนึ่งคืน สวี่เหย่ยังคงไม่มีข้อความทักมาหาเธอ
ความง่วงของกู่เมิ่งเหยามลายหายไปในพริบตา เธอไม่เข้าใจว่าสวี่เหย่เปลี่ยนไปได้อย่างไร ทั้งๆ ที่คืนแรกหลังสอบเสร็จ เขายังเซ้าซี้คุยกับเธอตั้งนาน ทำไมเมื่อวานถึงกลายเป็นคนละคนไปได้
ต่อให้เธอไม่ชอบเขา แต่เขาก็ห้ามมาไม่ชอบเธอสิ
กู่เมิ่งเหยาโยนมือถือลงบนเตียง พลางโมโหในใจ: ถ้าวันนี้ไม่ทักมาอีก ต่อไปฉันจะไม่คุยกับนายแล้ว
ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว กู่เมิ่งเหยานั่งดูซีรีส์เรื่อง "กงสั่วเหลียนเฉิง" อยู่ที่บ้านทั้งเช้า พอกินข้าวเที่ยงเสร็จเธอก็หยิบมือถือมาดูอีกครั้ง พบว่าสวี่เหย่ยังคงเงียบหาย เธอเริ่มนั่งไม่ติดที่ เลยทักไปหาเพื่อนสนิทอย่างหลิวเชี่ยนเพื่อระบายความอัดอั้น
สาวน้อยกุหลาบ: "อยู่ไหม?"
โลลิดันเดเระ: "อยู่จ้า QAQ"
สาวน้อยกุหลาบ: "ถามอะไรหน่อย"
โลลิดันเดเระ: "ว่ามา"
สาวน้อยกุหลาบ: "ช่วงนี้สวี่เหย่เป็นอะไรไปหรือเปล่า?"
โลลิดันเดเระ: "ไม่นะ? ทำไมเหรอ?"
สาวน้อยกุหลาบ: "ปกติเขาส่งข้อความบอกฝันดีกับทักทายตอนเช้าตลอด แต่เมื่อคืนกับเช้านี้ เขาไม่ส่งมาเลย"
โลลิดันเดเระ: "เธอเย็นชากับเขาเกินไปหรือเปล่าช่วงนี้?"
สาวน้อยกุหลาบ: "เหมือนจะนิดนึงนะ"
โลลิดันเดเระ: "งั้นเขาก็คงทำแบบนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเธอนั่นแหละ"
สาวน้อยกุหลาบ: "แล้วตอนนี้ต้องทำไงดี?"
โลลิดันเดเระ: "ก็อยู่ที่ว่าใครจะอดทนได้นานกว่ากัน รอให้เขาหมดความอดทน เดี๋ยวเขาก็รู้เองว่าวิธีนี้ใช้กับเธอไม่ได้ผล บางทีเขาอาจจะดีกับเธอมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัวด้วยซ้ำ"
กู่เมิ่งเหยารู้สึกว่าสิ่งที่หลิวเชี่ยนพูดก็มีส่วนถูก ผู้ชายก็งี้แหละ มักจะมีทิฐิเล็กๆ น้อยๆ แต่การจะไล่ตามผู้หญิงน่ะมันง่ายขนาดนั้นที่ไหนกันล่ะ ฉันไม่ใช่ผู้หญิงใจง่ายสักหน่อย
กู่เมิ่งเหยาทำตามคำแนะนำของหลิวเชี่ยน โดยตัดสินใจว่าจะลองปล่อยให้สวี่เหย่รอนิ่งไปก่อน
...
หน้าร้านชานมไข่มุก ทันทีที่เจอกัน ฉินจื้อเหว่ยก็ถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ "เฮ้ยพี่ชาย เมื่อวานเราเพิ่งสอบเสร็จ แต่วันนี้พี่จะหางานพิเศษทำเลยเหรอ? เส้นประสาทส่วนไหนของพี่มันผิดปกติไปหรือไง?"
"แกรู้อะไรวะ ถามจริง มึงเรียนไปเพื่ออะไร?"
"ก็เพื่อเข้ามหาลัยชั้นนำไง"
"เข้ามหาลัยเพื่ออะไร?"
"ก็เพื่อหางานดีๆ ทำไง"
"แล้วทำงานเพื่ออะไร?"
"ก็เพื่อหาเงินไง"
สวี่เหย่รีบสวนกลับ "นั่นแหละ การหาเงินต่างหากคือสัจธรรม ช่วงปิดเทอมสามเดือนมึงจะหมกตัวอยู่ในร้านเกมทั้งวันหรือไง?"
ฉินจื้อเหว่ยเกาหัว "พี่พูดมาก็มีเหตุผล แต่พี่รีบไปไหมเนี่ย"
"น้องสาวครับ ขอเลมอนน้ำผึ้งสองแก้ว" สวี่เหย่สั่งเครื่องดื่มสองแก้วที่หน้าร้าน แล้วหันมาพูดกับฉินจื้อเหว่ยต่อ "มึงนี่โง่จริงๆ ถ้าปล่อยให้พวกเด็กมหาลัยปิดเทอมแล้วมาแย่งหางานพิเศษ จะไปทันกินอะไรเล่า?"
"เอ่อ..."
"กี่บาทครับ?"
พนักงานในร้านยิ้มแย้ม "ทั้งหมดสิบหกหยวนค่ะ" ที่เธออารมณ์ดีก็เพราะคำเรียกของสวี่เหย่ เพราะคำว่า 'น้องสาว' ในยุคนี้ยังไม่ได้แพร่หลายนัก
"พี่เหว่ย"
"อะไร?"
"จ่ายตังค์"
"ทำไมกูต้องจ่ายวะ?"
สวี่เหย่พูดอย่างหนักแน่น "วันนี้มึงเลี้ยงน้ำแก้วละแปดหยวน เดี๋ยวพอพี่รวยแล้วจะเลี้ยงสตาร์บัคส์มึงแก้วละสามสิบเลย"
ถึงฉินจื้อเหว่ยจะยังกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย แต่ก็ควักมือถือออกมาจ่ายเงินอย่างซื่อๆ
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน