ตอนที่ 5

ผมก็แค่ปวดใจแทนพี่สาว

1,998 คำ~10 นาที
หลังจากนั้นไม่กี่วัน เพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย หลินหยวนจึงพยายามไม่ออกจากบ้าน ต่อให้ต้องออกไปซื้อของใช้ที่จำเป็น เขาก็จะเลือกออกไปในช่วงดึกที่คนพลุกพล่านน้อยที่สุด แล้วกว้านซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไข่ไก่ และผักสดมาตุนไว้เป็นกอง... ประจวบเหมาะกับที่ชาติก่อนเขากินพวกสเต็กหรือไก่ทอดจนเบื่อแล้ว การได้ลองรสชาติใหม่ๆ ในอีกโลกหนึ่งก็ถือว่าไม่เลวเหมือนกัน ส่วนเรื่องการจัดการขยะในแต่ละวันก็สะดวกมาก แค่หิ้วไปโยนทิ้งไว้ในพื้นที่ที่เพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามล้อมรั้วกั้นเอาไว้ก็สิ้นเรื่อง จะรับมือกับเพื่อนบ้านอันธพาลได้อย่างไร? คำตอบนั้นง่ายมาก... ก็แค่ทำตัวให้ป่าเถื่อนกว่ามันก็พอ ชายคนนั้นดูเหมือนจะขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว จึงไม่กล้ามาหาเรื่องที่หน้าห้องอีก แต่ภรรยาของเขากลับไม่ยอมเลิกรา หล่อนมาทุบประตูห้องของหลินหยวนอย่างบ้าคลั่งเพื่อจะหาเรื่องให้ได้ หลินหยวนจึงถือมีดทำครัวเดินออกไปเปิดประตู ในตอนนั้นเขาแสร้งทำเป็นถือโทรศัพท์คุยกับกรมตำรวจเรื่องการย้ายทะเบียนบ้าน แถมยังทำท่าทางเหมือนกำลังโมโหสุดขีด เขาแกล้งทำจนหน้าดำครัดเครียดด้วยความโกรธ "ขอโทษนะครับ ตอนนี้ผมไม่มีผู้ปกครองแล้ว ดังนั้นขั้นตอนทั้งหมดผมต้องดำเนินการเอง... ใช่ครับ ผมบอกแล้วไงว่าผมยังไม่บรรลุนิติภาวะ อืมๆ ไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย... เอ๋ พี่สาวคนนี้มีธุระอะไรกับผมเหรอครับ?" ประโยคสุดท้ายเขาหันไปพูดกับหญิงสาววัยกลางคนผู้นั้น หญิงสาวฝั่งตรงข้ามกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะรีบเปลี่ยนท่าทีเป็นสุภาพทันควัน หล่อนบอกว่าสามีของหล่อนไม่เอาไหนที่ทำเรื่องไร้ศีลธรรมแบบนั้น และที่หล่อนมาก็เพื่อจะขอโทษโดยเฉพาะ ส่วนหลินหยวนก็แสดงท่าทีว่าไม่ถือสา เขาบอกว่าไม่เป็นไรเลย ก่อนจะกล่าวขอโทษด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยว่าพี่สาวสวยขนาดนี้ ผมดันถือมีดออกมาทำไมก็ไม่รู้ คงทำให้พี่สาวตกใจแย่เลยนะครับ จากนั้นเขาก็เชื้อเชิญหล่อนเข้าไปนั่งเล่นในห้องอย่างกระตือรือร้น... หน้าตาของหลินหยวนนั้นไม่ได้แย่เลย ด้วยวัยหนุ่มเยาว์ คิ้วเข้มตาคม ปากแดงฟันขาว อยู่ในวัยที่เต็มไปด้วยพลังชีวิต เด็กหนุ่มท่าทางออดอ้อนเหมือนลูกหมาน้อยแบบนี้ มักจะทำให้หญิงสาววัยนี้ใจอ่อนได้ง่ายๆ อยู่แล้ว ตอนแรกหล่อนตั้งใจจะปฏิเสธ แต่พอเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ดูเกรงใจหล่อนอย่างที่สุด ผีถึงป่าช้าก็จำต้องยอมตกลงเข้าไปข้างใน ทั้งคู่พูดคุยกันอย่างถูกคอ หล่อนถึงกับหัวเราะร่าไม่หยุดเพราะมุกตลกของหลินหยวน หลังจากนั้นไม่กี่วัน หลินหยวนก็ไม่ได้ไปหาเรื่องอีก แต่เขากลับไปเคาะประตูห้องฝั่งตรงข้ามทุกวันเพื่อชวนพี่สาวคุย ไม่นานนัก ฝั่งตรงข้ามก็เริ่มมีเสียงทะเลาะวิวาทกัน หลินหยวนไม่เข้าไปยุ่ง เขาเพียงแค่แสร้งทำเป็นบังเอิญเจอหญิงสาวคนนั้น แล้วพูดด้วยความรู้สึกผิดว่า ทั้งหมดเป็นความผิดของผมเองที่ทำให้พี่สาวต้องทะเลาะกับแฟน พี่เขาก็แย่จริงๆ นะครับ ไม่รู้จักยอมพี่สาวบ้างเลย ไม่เหมือนผม... ผมก็แค่เป็นห่วงพี่สาวเท่านั้นเอง... หลังจากนั้น ฝั่งตรงข้ามก็ทะเลาะกันหนักขึ้นเรื่อยๆ ผ่านไปประมาณหกเจ็ดวัน หลังจากเกิดการทะเลาะกันอย่างรุนแรงครั้งสุดท้าย ฝั่งตรงข้ามก็ย้ายออกไปทันที วันต่อมาหลังจากพวกเขาย้ายออก ก็มีชายชราเก็บของเก่าคนหนึ่งมาที่นี่เพื่อรื้อรั้วเหล็กนั่นออกไป... ถือเป็นการยอมแพ้อย่างสงบรูปแบบหนึ่ง สำหรับหลินหยวนแล้ว เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น สิ่งที่เขาให้ความสำคัญในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา คือการสืบค้นข้อมูลที่สำคัญยิ่ง อาจเป็นเพราะการฟื้นฟูของปราณวิญญาณ แต่กลับไม่มีใครฝึกฝนเคล็ดวิชาเพื่อดูดซับมันเข้าไป ตลอดช่วงเวลากว่าหนึ่งพันปีที่ผ่านมา... ปราณวิญญาณบนดาวหยวนแห่งนี้จึงอัดแน่นจนถึงระดับที่น่าตกใจ ผลเสียที่ตามมาก็คือ บรรดาเศษเสี้ยวจิตสำนึกที่ดำรงอยู่คู่กับปราณวิญญาณเริ่มทวีความบ้าคลั่งมากขึ้น เมื่อห้าร้อยปีก่อน กรมปราบมนตรายังเป็นเพียงขุมกำลังที่เคลื่อนไหวอยู่ในเงามืด แต่ในปัจจุบัน พวกเขาจำต้องปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน และต้องได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานความมั่นคง เพื่อรับมือกับจำนวนผู้ฝึกตนที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน สำหรับหลินหยวนที่มีพลังวิญญาณอยู่ในร่างอยู่แล้ว หลังจากที่เขาได้อ่าน 'เคล็ดวิชารับปราณธาตุ' มันก็เหมือนกับการเปิดเส้นทางเชื่อมต่อ... ปราณวิญญาณได้ไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ต่อให้หลินหยวนจะไม่ได้ตั้งใจฝึกฝน แต่ยามที่เขาหลับใหล พลังวัตรในร่างก็จะโคจรไปตามเส้นทางที่กำหนดเพื่อดูดซับปราณวิญญาณโดยอัตโนมัติ ประมาณว่าเขาไม่ต้องขยับตัว แค่นอนลงไปแล้วดื่มด่ำกับมันก็พอ เพียงไม่กี่วัน สมรรถภาพร่างกายของเขาก็ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น คนอื่นที่ทะลุมิติมา มักจะกังวลว่าร่างกายตัวเองอ่อนแอเกินไปจนตามคนอื่นไม่ทัน... มีแต่เขานี่แหละที่กังวลว่าร่างกายจะแข็งแกร่งเกินไปจนเผลอหลุดพิรุธ หากถูกกรมปราบมนตราสงสัยเข้า ต่อให้มีค่าพลังมลทินแค่ระดับสามแล้วจะทำไม? พวกนั้นไม่ได้มีแค่เครื่องมือวัดค่าพลังมลทินเสียหน่อย แค่เครื่องจับเท็จอย่างเดียว เขาก็ไม่แน่ใจว่าจะรอดไปได้หรือเปล่า โชคดีที่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลินหยวนหาทางแก้ไขได้แล้ว หลายปีมานี้ เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เรื่องหลายอย่างที่เมื่อก่อนมีเพียงผู้ฝึกตนเท่านั้นที่ทำได้ ตอนนี้ด้วยเทคโนโลยี มนุษย์สามารถทำได้เช่นกัน แถมยังทำได้ดีกว่าด้วย แต่มนุษย์เป็นพวกที่ไม่รู้จักพอ เมื่อพวกเขารู้ว่าโลกนี้มีวิถีแห่งความเหนือชั้น พวกเขาย่อมไม่อาจนิ่งเฉย ถึงแม้ทางสายเซียนจะแตะต้องไม่ได้อีกต่อไป แต่มันก็ไม่ขัดข้องหากพวกเขาจะนำความรู้พื้นฐานของสายเซียนมาดัดแปลงเพื่อสร้างเส้นทางใหม่ขึ้นมา... ยกตัวอย่างเช่น วิชาหลอมกายาที่เป็นพื้นฐานที่สุดของสายเซียน เนื่องจากมันไม่เกี่ยวข้องกับเคล็ดวิชาภาวนา จึงยังคงถูกรักษาไว้ และผ่านการพัฒนามานับร้อยปี จนกลายเป็น 'วรยุทธ์' ในปัจจุบัน แม้จะเป็นเพียงการดัดแปลงขั้นพื้นฐาน แต่วรยุทธ์ที่ฝึกฝนจนถึงขีดสุด ก็สามารถมีพลังทำลายภูผาแหวกศิลาได้เช่นกัน! ในวิดีโอที่หลินหยวนค้นหา เหล่าผู้ฝึกวรยุทธ์สามารถกระโดดได้สูงหลายเมตร และต่อยท่อนซุงขนาดคนโอบจนหักเป็นสองท่อนได้ด้วยหมัดเดียว ซึ่งมันแข็งแกร่งกว่าร่างกายของเขาในตอนนี้เสียอีก นี่แหละคือข้ออ้างที่สมบูรณ์แบบที่สุด "ดังนั้น ตราบใดที่ผมสามารถกลายเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์ได้ ผมก็สามารถอธิบายกับทุกคนได้อย่างเต็มปากว่า ถึงแม้ผมจะตัวเบาเหมือนนก มีพลังฟื้นฟูที่น่าทึ่ง ผิวพรรณเปล่งปลั่งอ่อนกว่าวัย หรือแม้กระทั่งในอนาคตอาจจะบินไปมาบนฟ้าได้ ทั้งหมดนั่นมันคือผลลัพธ์ของวรยุทธ์! ไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นผู้ฝึกตนเลยแม้แต่นิดเดียว!" หลินหยวนพิจารณาดูแล้ว ดูเหมือนว่าจะมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ทว่าหลังจากสืบค้นข้อมูลมาหลายวัน เขาก็พบข่าวร้ายที่น่าหดหู่ใจอย่างหนึ่ง นั่นคือวรยุทธ์กับเจ้าของร่างเดิมนั้นช่างห่างไกลกันเหลือเกิน โลกนี้มีการแบ่งสายการเรียนเป็นสายวิชาการและสายวรยุทธ์ ซึ่งเจ้าของร่างเดิมอยู่ในช่วงปีที่สำคัญที่สุดในการเลือกสาย... แต่เขากลับไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับวรยุทธ์ในบ้านเลยแม้แต่เล่มเดียว ส่วนการค้นหาทางอินเทอร์เน็ต... มีแต่พวกหัวข้ออย่าง 'เป็นผู้ฝึกวรยุทธ์ในสามปี เป็นหัวกะทิในห้าปี', 'สิบสามทางลัดสู่การเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์', 'ผู้ฝึกวรยุทธ์เขาสร้างกันอย่างไร' และอื่นๆ อีกมากมาย... นอกจากราคาจะแพงหูฉี่แล้ว แค่ดูชื่อหัวข้อก็รู้สึกว่ามันเชื่อถือไม่ได้เลย ที่สำคัญที่สุดคือความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวรยุทธ์นั้นถูกปิดกั้น ในอินเทอร์เน็ตไม่มีข้อมูลที่จับต้องได้เลยสักนิด "เจ้าหมอนี่... ไม่คิดจะฝึกวรยุทธ์เลยหรือไงนะ?" หลินหยวนทอดถอนใจยาวพลางนอนแผ่หลาเป็นตัวอักษร 'มู่อัน' อยู่บนเตียง ในตอนนี้ แม้แต่เขาก็ยังนึกหาทางออกไม่ออก "ไม่ได้การล่ะ ผ่านไปสักพักคงต้องลองไปหาสำนักวรยุทธ์ดู ว่าจะยอมจ่ายเงินแพงหน่อยเพื่อเข้าเรียนหลักสูตรพื้นฐานได้ไหม" ด้วยมรดกหนึ่งแสนหยวนที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ ทำให้หลินหยวนมีความมั่นใจมากขึ้น และนี่ไม่ใช่แค่เพื่อทำความฝันที่จะเป็นผู้แข็งแกร่งให้เป็นจริงเท่านั้น แต่ยังเพื่อความปลอดภัยของตัวเองด้วย ต่อให้แพงแค่ไหนเขาก็ต้องยอมควักกระเป๋าจ่าย ............ เช้าวันต่อมา ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสว่าง หลินหยวนตื่นนอนตั้งแต่ยังไม่ถึงตีห้า หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เขาก็เริ่มวิดพื้น 100 ครั้งติดต่อกัน ตามด้วยซิทอัพ 100 ครั้ง ลุกนั่ง 100 ครั้ง จากนั้นก็ไปที่ที่ตากผ้า... ไม่ใช่สิ ไปที่เครื่องวิ่งสายพานแล้ววิ่งต่ออีกสิบกิโลเมตร สภาวะของเขาในตอนนี้แปลกมาก ร่างกายดูเหมือนคนธรรมดาที่ไม่มีร่องรอยของการฝึกฝน แต่เมื่อปราณวิญญาณไหลผ่าน มันกลับมอบสมรรถภาพทางกายที่เหนือมนุษย์ให้แก่เขา ดังนั้น อย่างน้อยที่สุดเขาก็ต้องทำให้ร่างกายดูแข็งแรงขึ้นมาบ้าง เพื่อให้มีร่องรอยของการฝึกฝนปรากฏให้เห็น หลังจากจัดการธุระเสร็จ เขาก็ไปอาบน้ำ ความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าแผ่ซ่านไปทั่วร่าง พลังวิญญาณที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลินหยวนมีพลังงานเหลือเฟือ ในแต่ละวันเขาต้องการเวลาพักผ่อนเพียงสามถึงสี่ชั่วโมงก็เพียงพอที่จะทำให้สดชื่นไปตลอดทั้งวันแล้ว นั่นทำให้เขามีเวลามากขึ้นในการทำความรู้จักกับโลกใบนี้ จนกระทั่งเวลาแปดโมงเช้า หลินหยวนจึงเข้าครัวไปต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองห่อพร้อมไข่ไก่สี่ฟองให้ตัวเอง... พอหิ้วชามบะหมี่ออกมา ยังไม่ทันจะได้ลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อย ที่หน้าห้อง ก็มีเสียงกริ่งประตูดังขึ้นอย่างสดใส หลินหยวนที่กำลังถือตะเกียบค้างอยู่ถึงกับชะงักไปทันที... มีคนมาหา? ด้วยสถานะครอบครัวที่กำพร้าจนเข้าเกณฑ์มูลนิธิได้แบบเขาเนี่ยนะ จะยังมีใครมาหาอยู่อีก?
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
AVAV