ตอนที่ 4
ในห้องสมุดมีจักรพรรดิอสูรซ่อนอยู่? หรือระบบจะประสาทเสียอีกแล้ว?
1,705 คำ~9 นาที
“เหล่าฉิน คืนนี้ไปร้องเพลงที่ไป๋จินฮั่นกันมั้ย?”
เมื่อมาถึงโรงอาหาร ทั้งคู่ต่างสั่งอาหารที่ตัวเองชอบแล้วมานั่งที่โต๊ะ
พอกล่าวถึงไป๋จินฮั่น เซี่ยเหอก็ออกอาการระริกระรี้ทันที “มีน้องๆ หนูๆ งานดีเพียบเลยนะ ถ้าไม่ไปนายจะเสียใจภายหลังนะเว้ย!”
“ไม่ไป”
ฉินหยางส่ายหน้า ในแววตามีเพียงหมูแดงในจานเท่านั้น
ไป๋จินฮั่นเป็นที่แบบไหน ในฐานะผู้ชายเขาย่อมรู้ดีอยู่เต็มอก
แต่เดิมทีเขาเป็นคนรักนวลสงวนตัว (ประชด) ไม่หวั่นไหวต่อกามารมณ์ จะไปที่แบบนั้นได้ยังไงกัน...
โอเค...
ฉินหยางยอมรับก็ได้ว่าเขาน่ะไม่มีปัญญาไปเหยียบที่นั่นต่างหาก
เงินเดือนเเค่สามพันหยวนของเขา ไม่รู้ว่าจะพอจ่ายค่าเที่ยวที่ไป๋จินฮั่นสักคืนหรือเปล่า?
ส่วนจะให้เซี่ยเหอเลี้ยงน่ะเหรอ?
ไปฟรีมันก็ดีอยู่หรอก อารมณ์เหมือนได้กินฟรีเที่ยวฟรี
แต่หนี้บุญคุณน่ะยังไงก็ต้องชดใช้จริงไหม?
ฉินหยางไม่อยากติดค้างน้ำใจใครเพราะเรื่องพรรค์นี้
ถ้าเขาอยากขึ้นมาจริงๆ เขาก็พึ่งพาตัวเองได้
แถมไม่ต้องเสียเงินด้วย!
“นายนี่มันยังไงกันแน่ เป็นผู้ชายรึเปล่าเนี่ย?”
การปฏิเสธของฉินหยางเป็นสิ่งที่เซี่ยเหอคาดไว้อยู่แล้วและเริ่มจะชินกับมัน
เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาชวนฉินหยาง
แต่หมอนี่ก็ปฏิเสธทุกรอบ
บวกกับท่าทีเฉยเมยที่ฉินหยางมีต่อเพื่อนร่วมงานหญิงในห้องสมุด
มันทำให้เซี่ยเหอเริ่มสงสัยว่าฉินหยางมีรสนิยมทางเพศที่ผิดปกติไปหรือเปล่า
“ผมกลัวติดโรคน่ะ”
ฉินหยางทำหน้าเคร่งขรึมราวกับสุภาพบุรุษผู้ทรงศีล “เชื่อพี่เถอะเพื่อน ที่แบบนั้นน่ะไปให้น้อยลงหน่อยจะดีกว่า”
“มาอีกแล้ว มาอีกแล้ว...”
เซี่ยเหอทำหน้าเซ็ง “นายเนี่ยขี้บ่นยิ่งกว่าพ่อแม่ฉันอีก โอเค ไม่ไปก็ไม่ไป ฉันไปคนเดียวก็ได้”
“ถ้าพรุ่งนี้ฉันไม่มา นายช่วยดูโซน 2 ให้ด้วยนะ”
ฉินหยางพยักหน้า โซน 1 กับโซน 2 อยู่ติดกัน
แถมช่วงนี้ในห้องสมุดก็ไม่ค่อยมีคน ต่อให้ต้องดูแลสองโซนพร้อมกันก็ไม่ได้ลำบากอะไร
เรื่องแบบนี้ฉินหยางไม่ได้ทำให้เซี่ยเหอเป็นครั้งแรก
หลังมื้อเที่ยง ทั้งสองมาที่หลังโรงอาหาร นั่งยองๆ สูบบุหรี่คุยกันตรงประตู
“เหล่าฉิน นายได้ยินข่าวหรือเปล่า? เห็นว่าเร็วๆ นี้จะมีจอมยุทธ์ระดับยอดปรมาจารย์จากเมืองหลวงมาที่เมืองเจียงไห่ของเราด้วยนะ แถมท่านผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นคนที่เคยเรียนอยู่ที่นี่ด้วย”
“ยอดปรมาจารย์งั้นเหรอ?”
ฉินหยางรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ระดับยอดปรมาจารย์นั้นอยู่เหนือกว่าขอบเขตเซียนเทียนขึ้นไปอีก
บุคคลระดับนี้ ปกติแล้วมักจะลึกลับเหมือนมังกรที่เห็นหัวไม่เห็นหาง
จากการอ่านตำราในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ฉินหยางได้รับความรู้ด้านวรยุทธ์ของโลกนี้เพิ่มขึ้นมาก
เมื่อตบะถึงระดับยอดปรมาจารย์ จะสามารถเหินเดินในอากาศได้ และยังมีปราณคุ้มกันแผ่ออกมารอบตัว แม้แต่ปืนใหญ่ก็ยังทำอะไรไม่ได้
พลังระดับนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ปุถุชนไปแล้ว เรียกได้ว่าเป็นเซียนเดินดินเลยทีเดียว
คนระดับนั้นจะมาเมืองเจียงไห่อย่างนั้นเหรอ?
“ใช่แล้ว ได้ยินว่ายอดปรมาจารย์ท่านนี้เคยเป็นนักศึกษาของสถาบันวรยุทธ์เจียงไห่ ครั้งนี้ตั้งใจกลับมาเยี่ยมเยียนสถานศึกษาเก่า และเพื่อเป็นการตอบแทน ท่านจะเปิดการบรรยายต่อหน้าสาธารณชนด้วย”
“นี่คือวิชาวรยุทธ์จากยอดปรมาจารย์เลยนะ นายไม่อยากไปดูหน่อยเหรอ?”
ใบหน้าของเซี่ยเหอเต็มไปด้วยความเลื่อมใส ในโลกที่ยกย่องผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่ ยอดปรมาจารย์คือตัวตนที่ผู้คนนับหมื่นต่างเคารพบูชา
“พวกเราไม่ได้เป็นคนของสถาบันวรยุทธ์เจียงไห่ จะเข้าไปดูได้เหรอ?”
ฉินหยางเริ่มสนใจขึ้นมาทันที ตอนนี้เขาติดอยู่ที่ระดับครึ่งก้าวสู่เซียนเทียน
ด้วยพรสวรรค์ของเขา ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะทะลวงผ่านไปสู่ระดับเซียนเทียนได้
หากได้ฟังคำชี้แนะจากยอดปรมาจารย์สักครั้ง บางทีอาจจะพบโอกาสในการบรรลุขอบเขตเซียนเทียนก็ได้
“เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง พ่อของฉันมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหัวหน้าภาควิชาของสถาบันวรยุทธ์เจียงไห่ ถ้านายอยากไปละก็ พี่ชายคนนี้จัดให้เอง!”
เซี่ยเหอรับคำเป็นมั่นเหมาะ ดูท่าทางเส้นสายทางบ้านของเขาจะใหญ่โตไม่เบาจริงๆ
หลังจากเลิกงาน ฉินหยางไม่ได้กลับบ้านทันที แต่ไปหาที่ว่างลับตาคนเพื่อฝึกเพลงกระบี่เหมือนอย่างเคย
หลังจากจดจำกระบวนท่าของวิชากระบี่สายลมโชยได้ทั้งหมด ฉินหยางก็ยอมทุ่มเงินมหาศาลถึงห้าร้อยหยวนเพื่อซื้อกระบี่เหล็กจากอินเทอร์เน็ตมาใช้ฝึกฝน
ผ่านไปครึ่งเดือนเศษ ภายใต้พื้นฐานตบะระดับครึ่งก้าวสู่เซียนเทียน ฉินหยางก็สามารถเชี่ยวชาญวิชากระบี่นี้ในขั้นต้นได้แล้ว
............
วันต่อมา
ฉินหยางมาถึงห้องสมุดตรงเวลา
เซี่ยเหอเจ้าหมอนั่น เมื่อคืนคงจะไปสนุกจนสุดเหวี่ยงละสิ วันนี้ถึงได้เบี้ยวงานตามคาด
สักวันแกต้องตายคาอกผู้หญิงแน่ๆ!
ฉินหยางแช่งด่าด้วยความอิจฉาตาร้อนเล็กๆ ก่อนจะเดินหาหนังสืออ่านเหมือนปกติ
วิชากระบี่สายลมโชยเรียนรู้ไปแล้ว ต่อไปก็ควรหาท่าร่างหรือวิชาตัวเบามาฝึกบ้าง
ยังไงเสีย การเป็นจอมกระบี่มันคือความฝัน แต่วิชาตัวเบาต่างหากคือหัวใจสำคัญในการหนีเอาตัวรอด
สู้ไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องหนีให้พ้น
หลังจากคัดเลือกอย่างละเอียด ฉินหยางก็หยิบเคล็ดวิชาเล่มหนึ่งมาจากชั้นหนังสือที่มีชื่อว่า ‘ท่าเท้าเจ็ดดารา’
ชื่อฟังดูเข้าท่าดี แต่การที่มันถูกวางไว้ที่ชั้น 1 ของห้องสมุด ย่อมไม่ใช่ของเกรดสูงอะไรแน่นอน
ถึงแม้จะมีกรณีที่หาขุมทรัพย์เจอในกองขยะอยู่บ้าง
แต่นั่นมันคือสิทธิพิเศษของพระเอกนิยาย ฉินหยางรู้ตัวดีว่าเขาไม่มีดวงขนาดนั้น
เขาถือเคล็ดวิชาท่าเท้าเจ็ดดารามานั่งอ่านที่โซน 2
ในเมื่อรับปากเซี่ยเหอไว้แล้ว ก็ต้องช่วยดูแลโซนนี้ให้หมอนั่นด้วย
ขณะที่ฉินหยางกำลังจดจ่ออยู่กับท่าเท้าเจ็ดดารา บนเพดานของห้องสมุด มีใยแมงมุมเส้นหนึ่งค่อยๆ หย่อนตัวลงมาอย่างช้าๆ
ที่ปลายใยแมงมุมนั้น มีแมงมุมตัวจ้อยสีม่วงห้อยต้อยแต่งอยู่ตรงเหนือศีรษะของฉินหยางพอดี
ดวงตาเล็กจิ๋วของแมงมุมสีม่วงดูเหมือนจะมีแสงสีแดงฉานวูบผ่านไปครู่หนึ่ง มันกำลังจ้องมองลงมาที่ฉินหยาง
ไม่สิ!
พูดให้ถูกคือ มันกำลังจ้องมองตำราท่าเท้าเจ็ดดาราในมือของฉินหยางต่างหาก
หากมีใครมาสังเกตดูตอนนี้ จะต้องตกใจจนหน้าถอดสีแน่ๆ
เพราะในดวงตาสีแดงฉานของแมงมุมสีม่วงตัวนี้ กลับมีประกายแห่งสติปัญญาเฉกเช่นมนุษย์ฉายชัดอยู่
มันจ้องมองเคล็ดวิชาของฉินหยางราวกับว่าอ่านออกจริงๆ แววตาของมันปรากฏร่องรอยของการครุ่นคิด
“ติ๊ง! ตรวจพบกลิ่นอายจักรพรรดิอสูร อันตรายขั้นสูงสุด!”
“ขอให้โฮสต์รีบหนีไปโดยเร็ว มิฉะนั้นชีวิตจะหาไม่!”
“ขอให้โฮสต์รีบหนีไปเเเดี๋ยวนี้!”
ขณะที่ฉินหยางกำลังใช้สมาธิอ่านหนังสือ เสียงที่ดังขึ้นในหัวอย่างกะทันหันเกือบจะส่งเขาไปเฝ้ายมบาลตั้งแต่อยู่ตรงนี้
“บัดซบ!”
ฉินหยางได้สติ ใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็นโกรธจัด
คนหลอกคนน่ะยังพอทน แต่เสียงเตือนบ้าๆ นี่ทำเอาหัวใจเกือบวาย!
ไอ้ระบบ ถึงแกจะไม่ใช่คน แต่แกมันหมาจริงๆ!
ไอ้ระบบหมาเอ๊ย!
แต่ถึงในใจจะหงุดหงิด
ทว่าการที่ระบบที่เงียบหายไปนานจู่ๆ ก็ส่งเสียงเตือน ย่อมทำให้ฉินหยางไม่อาจละเลยได้
“ติ๊ง! สัมผัสได้ถึงตัวตนของจักรพรรดิอสูร ขอให้โฮสต์รับฟังคำแนะนำ และรีบหนีไปจากที่นี่ทันที มิฉะนั้นจะตายอย่างไร้ศพ!”
เมื่อได้ยินเสียงกระตุ้นจากระบบอีกครั้ง ฉินหยางก็รีบวางเคล็ดวิชาในมือลงแล้วลุกขึ้นมองไปรอบๆ ทันที
สิ่งที่ผ่านสายตาเขาไปมีเพียงชั้นหนังสือที่วางเรียงราย และผู้คนที่เข้ามาอ่านหนังสือเพียงไม่กี่คน
ในตอนนี้ ทุกคนต่างก็กำลังอ่านหนังสือกันอย่างเงียบเชียบ
เขานึกไปถึงเหตุการณ์ที่เคยเหยียบแมลงสาบจนตัวแตกครั้งก่อน ฉินหยางดวงตาเป็นประกายทันที เขารีบก้มลงมองหาตามพื้น
จักรพรรดิอสูรที่ระบบว่า คงหมายถึงสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยบางอย่างอีกละสิ?
ถ้าเขาเหยียบมันจนไส้แตกได้อีกรอบ ระบบจะมอบรางวัลมหาศาลให้อีกมั้ยนะ?
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉินหยางก็เริ่มมีแรงฮึดขึ้นมา เขาเริ่มออกตามหาไปทั่วห้องสมุด
ทว่าพื้นห้องสมุดนั้นสะอาดสะอ้านมาก ฉินหยางหาแมดแต่ปลาเงินสักตัวยังไม่เจอเลย
“จักรพรรดิอสูร?”
“ในห้องสมุดนี่จะเป็นไปได้ยังไงที่มีจักรพรรดิอสูร?”
ไอ้ระบบบ้านี่ต้องประสาทเสียอีกแล้วแน่ๆ!
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน