ตอนที่ 4

กำแพงอาถรรพ์

2,211 คำ~12 นาที
เจียงเสี่ยวหลิงและเฉินต๋ามาถึงชั้นหนึ่งของอพาร์ตเมนต์ฟ้าคราม ทั้งสองกวาดสายตามองไปรอบโถงทางเดินอย่างระแวดระวัง ความกลัวว่าผีผู้หญิงตัวนั้นจะโผล่ออกมายังคงเกาะกินใจ พวกเขาถ่ายทำไปเกือบจะจบเรื่องแล้ว นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่สุด ตามบทที่วางไว้ พวกเขาจะต้องมาพบร่างของเย่หยางที่ “เสียชีวิต” อยู่ที่ชั้นหนึ่ง สภาพการตายที่ดูน่าสยดสยองของเขาจะช่วยเพิ่มบรรยากาศความน่าสะพรึงกลัวให้กับภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี และหลังจากนั้น พวกเขาก็จะต้องเผชิญหน้ากับ “ผีผู้หญิง” อีกครั้ง ภายใต้การกดดันของผีร้าย พวกเขาจะต้องหนีขึ้นไปข้างบนและถูก “ผีผู้หญิง” สังหารตามบทในที่สุด เหลืออีกแค่ก้าวเดียวหนังก็จะปิดกล้องแล้ว ทั้งสองต่างรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย ทว่าเมื่อมาถึงโถงทางเดินชั้นหนึ่ง พวกเขากลับพบว่าที่นี่ว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาของเย่หยางที่ควรจะมารอนอนเป็นศพอยู่ที่นี่ตามนัด ทั้งสองเริ่มร้อนรน พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมเย่หยางถึงมาพลาดเอาในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ ก่อนหน้านี้ก็อันซินคนหนึ่งแล้วที่จำตำแหน่งผิด จนเกือบทำให้การถ่ายทำต้องหยุดชะงัก นี่ใกล้จะปิดกล้องอยู่แล้วเชียว ถ้าต้องมาเลิกกลางคันตอนนี้คงน่าเสียดายแย่ “ตึก... ตึก... ตึก...” เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง ฟังดูคล้ายเสียงรองเท้าส้นสูงกระทบกับพื้นดิน เสียงนั้นสม่ำเสมอและบาดหู ทุกก้าวเหมือนตั้งใจกระแทกพื้นเพื่อให้เกิดเสียงดัง ทั้งสองเข้าใจทันทีว่าคนข้างหลังคงเป็นอันซินที่แต่งตัวเป็น “ผีผู้หญิง” จึงรีบหันกลับไปดู ตอนนี้แม้เย่หยางจะไม่อยู่ในตำแหน่ง แต่ตราบใดที่อันซินยังอยู่ ก็ยังพอจะหาทางถ่ายทำต่อได้ บางทีอาจจะเจอ “ศพ” ของเย่หยางในที่อื่นก็ได้ “ไม่มีใครเลย!” เฉินต๋าอุทาน เสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวาดผวา ในเมื่อได้ยินเสียงเดินชัดขนาดนี้ แต่ทำไมถึงไม่มีใครอยู่ตรงนั้น? หรือว่าเสียงฝีเท้าเมื่อครู่จะไม่ใช่ของอันซิน แต่เป็นของผีจริงๆ กันแน่? “ปัง!” เสียงปิดประตูดังมาจากห้องทางซ้ายมือ เหมือนมีใครบางคนผลักประตูอย่างแรงจากด้านใน ทั้งสองรีบหันไปมอง เห็นบานประตูที่ก่อนหน้านี้แง้มไว้นิดหน่อยปิดสนิทลงแล้ว “มีคนอยู่ข้างใน” เฉินต๋าพูด สีหน้าเคร่งเครียด น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “เราเข้าไปดูหน่อยไหม? อาจจะเป็นเย่หยางก็ได้” เจียงเสี่ยวหลิงครุ่นคิด สีหน้าของเธอก็ดูตึงเครียดไม่แพ้กัน แต่บางทีเย่หยางอาจจะซ่อนตัวอยู่ในนั้นจริงๆ “อืม เข้าไปดูเถอะ” ทั้งสองเดินไปที่หน้าประตู เฉินต๋าค่อยๆ ผลักประตูออกอย่างระมัดระวัง “เอี๊ยด...” เสียงบานประตูเก่าคร่ำคร่าเสียดสีกันดังก้องไปทั่วอพาร์ตเมนต์ที่เงียบสงัด ฟังดูวังเวงพิกล เมื่อประตูเปิดออก ทั้งสองชะโงกหน้าเข้าไปดู พบเพียงเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ ฝุ่นเกาะหนาเตอะไปทั่ว เนื่องจากพื้นมีฝุ่นเกาะอยู่หนามาก หากมีคนอยู่ในห้องนี้ ย่อมต้องทิ้งรอยเท้าไว้อย่างแน่นอน แต่บนพื้นกลับว่างเปล่า นั่นหมายความว่าเย่หยางไม่ได้อยู่ที่นี่ แล้วเมื่อกี้ใครปิดประตู? หรือลมพัด? เฉินต๋าเดินเข้าไปด้านในอย่างระมัดระวัง กำลังจะเดินไปตรวจดูหลังประตู ทันใดนั้น แขนข้างหนึ่งก็พุ่งทะลุออกมาจากบานประตู ผิวหนังซีดเผือดแห้งกรังของมันคว้าหมับเข้าที่แขนของเขาแล้วลากเขาไปทางกำแพง เหตุการณ์ประหลาดก็เกิดขึ้น ในวินาทีนนั้น ทั้งประตูและกำแพงกลับกลายเป็นของอ่อนนุ่มเสมือนโคลนดูด ร่างครึ่งซีกของเฉินต๋าจมหายเข้าไปในกำแพงอย่างง่ายดาย “ช่วยฉันด้วย... ช่วยด้วย! เร็วเข้า!” เฉินต๋าไม่มีเวลาคิดเลยว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเขากำลังจะถูกดึงเข้าไปในกำแพงแล้ว ความหวาดกลัวเข้าครอบงำสมองจนเขาไม่สามารถคิดอะไรได้อีก ทำได้เพียงร้องขอความช่วยเหลือตามสัญชาตญาณ สมองของเจียงเสี่ยวหลิงขาวโพลน เหตุการณ์นี้เหนือความคาดหมายของเธอไปไกลมาก เธออยากจะวิ่งหนี แต่สติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่น้อยนิดทำให้เธอฝืนความกลัวเอาไว้ เธอจะทิ้งเฉินต๋าไปไม่ได้ เธอจะปล่อยให้เขาถูกสิ่งที่อยู่ในกำแพงลากไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้ เธอรวบรวมความกล้าพุ่งเข้าไปคว้าแขนของเฉินต๋าที่ยังโผล่อยู่นอกกำแพง พยายามจะดึงเขาออกมา แต่แรงของเธอนั้นช่างน้อยนิดเมื่อเทียบกับสิ่งที่อยู่ในกำแพง มันแทบไม่มีผลอะไรเลย ร่างของเธอถูกแรงจากในกำแพงดึงเข้าไปข้างหน้าสองสามก้าว ขณะที่ตอนนี้เฉินต๋าเหลือเพียงแขนข้างเดียวที่ยังโผล่อยู่นอกกำแพง ถ้าไม่ปล่อยมือ เธอเองก็อาจจะตายไปด้วย เจียงเสี่ยวหลิงปล่อยมือด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะกรีดร้องออกมาด้วยความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง เธอทำได้เพียงมองเพื่อนถูกผีลากเข้ากำแพงไปต่อหน้าต่อตา ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าคงไม่มีโอกาสรอดแล้ว เธอทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากยืนมองเหตุการณ์นั้น ไม่นาน ร่างของเฉินต๋าก็ถูกลากเข้าไปในกำแพงจนหมด เหลือเพียงกล้องถ่ายรูปของเขาที่ตกลงมาบนพื้นส่งเสียงดังกร๊อบ สมองของเจียงเสี่ยวหลิงปั่นป่วนวุ่นวาย เหตุการณ์สยองขวัญที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ทำให้เธอรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน ถ้าเพียงแต่นี่เป็นแค่ฝันไปก็คงดี ในตอนนี้ ผนังข้างๆ เธอเริ่มขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิตขึ้นมา เนื้อเยื่อของมันบิดเบี้ยวไปมา ตอนนี้เธอเหมือนอยู่ในกระเพาะของสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ที่กำลังรอการย่อย เจียงเสี่ยวหลิงได้สติ เธอรีบวิ่งหนีไปทางประตูทางเข้าอพาร์ตเมนต์อย่างไม่คิดชีวิต ผีนี่มันผีจริงๆ! เธอไม่มีทางสู้ผีได้ ตอนนี้เธอต้องการแค่หนีไปจากบ้านผีสิงหลังนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม แต่ประตูทางเข้าถูกล็อกไว้ และคนที่ล็อกก็คือพวกเธอเอง ในช่วงเวลาวิกฤตแบบนี้ มันกลับกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในการหนีตาย โชคยังดีที่เธอมีกุญแจสำรอง เธอรีบควักกุญแจออกมา มือหนึ่งสั่นเทาสั่นพยายามไขแม่กุญแจที่ประตู อีกมือหนึ่งถือลูกกุญแจไว้แน่น แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ กุญแจก็ไม่ยอมเข้าล็อกสักที ด้วยความลนลาน กุญแจร่วงตกลงบนพื้น เธอทั้งรีบทั้งกลัวจนเกือบจะร้องไห้ออกมา ท่าทีของเธอในตอนนี้คือความหวาดกลัวที่แท้จริงจากก้นบึ้งของจิตใจ ไม่ใช่การแสดงบทบาทตามบทภาพยนตร์ ในที่สุดเธอก็ไขกุญแจเปิดออกได้ เจียงเสี่ยวหลิงมีความหวังขึ้นมาเล็กน้อยว่าจะได้ออกไปเสียที เธอเปิดประตูออกไป แต่เมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้า ความรู้สึกสิ้นหวังก็ถาโถมเข้าใส่หัวใจรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ที่นี่คือประตู แต่มันไม่ใช่ทางออก ไม่มีทางออกอยู่เลย “กรี๊ด——” เจียงเสี่ยวหลิงกรีดร้องด้วยความสิ้นหวัง ตอนนี้แม้แต่ความหวังเพียงน้อยนิดก็ไม่มีเหลือ เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเธอคือกำแพง กำแพงนั่นมันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ราวกับสัตว์ร้ายที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า เผยให้เห็นใบหน้าที่ดุร้ายและเขี้ยวเล็บที่แหลมคม นี่คือทางตัน ไม่มีทางออกไปไหนได้เลย “หนีไม่ได้แล้ว... หนีไม่ได้จริงๆ แล้ว!” เจียงเสี่ยวหลิงแทบจะเสียสติ เธอเห็นเพื่อนถูกผีลากเข้ากำแพงไปกับตา ต่อไปถึงคิวเธอแล้วใช่ไหม? “ไม่! อย่า!” เธอแผดร้องอยู่ในใจอย่างบ้าคลั่ง สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดทำให้ร่างกายเต็มไปด้วยพละกำลัง เธอวิ่งสุดชีวิตไปตามทางเดิน ขึ้นบันไดไปชั้นสอง แล้วต่อขึ้นไปชั้นสาม เธอรู้จักอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ดี หน้าต่างชั้นหนึ่งและชั้นสองมีเหล็กดัดทำให้ปีนออกไม่ได้ แต่เธอยังอาจจะปีนหน้าต่างหนีจากชั้นสามได้ นี่คือโอกาสสุดท้ายของเธอ แม้จะหวาดกลัวอพาร์ตเมนต์นี้จนสุดขีด แต่เธอก็จำต้องวิ่งขึ้นไปข้างบน เมื่อมาถึงชั้นสาม เจียงเสี่ยวหลิงรู้สึกเหมือนเตะเข้ากับอะไรบางอย่าง เธอเหลียวไปมอง ความหวาดกลัวก็พุ่งขึ้นมาจับขั้วหัวใจ นั่นมันกล้องถ่ายรูปของเฉินต๋า มันยังคงเปิดบันทึกอยู่ แต่กล้องตัวนี้เดิมทีอยู่ที่ชั้นหนึ่ง แล้วทำไมถึงมาโผล่อยู่ที่นี่ได้ กล้องถ่ายรูปคงไม่เดินมาเอง ที่เป็นไปได้ทางเดียวคือผีตนนั้นอยู่ที่นี่ และมันเป็นคนหยิบกล้องมา ร่างกายของเธอสั่นเทาไม่หยุด หยาดน้ำตาแห่งความสิ้นหวังไหลพราก ทันใดนั้น ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางโถงทางเดิน เป็นร่างในชุดกระโปรงสีขาว รูปร่างผอมบาง เจียงเสี่ยวหลิงถอยหลังโดยสัญชาตญาณ พลางจ้องมองร่างนั้น ร่างที่ดูคุ้นตานั่น “อันซิน... ใช่เธอไหม?” เจียงเสี่ยวหลิงถามอย่างหยั่งเชิง ร่างนั้นไม่ตอบอะไร ได้แต่พิงกำแพงแล้วค่อยๆ ทรุดตัวลงกองกับพื้น เจียงเสี่ยวหลิงค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ แล้วก็เห็นใบหน้าที่ดูดุร้ายนั้น เธอฝืนความกลัวถอดหน้ากากออกจนพบว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคืออันซินจริงๆ “อันซิน เธอเป็นยังไงบ้าง?” “รีบตื่นสิ เราต้องไปจากที่นี่ ที่นี่มีผีจริงๆ นะ!” อันซินขยับตัวเล็กน้อยแล้วค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืน เจียงเสี่ยวหลิงน้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง นี่เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกโล่งใจขึ้นมาได้บ้าง เธอรีบเข้าไปกอดอันซิน “เราไปจากที่นี่กันเถอะ ฉันเห็นเฉินต๋าถูกผีลากเข้ากำแพงไปกับตา ส่วนเย่หยางก็ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไง ตอนนี้เหลือแค่เราแล้วนะ” เธอกุมมืออันซินจะพาเดินออกไป แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็รู้สึกผิดปกติขึ้นมา อันซินไม่พูดอะไรเลยสักคำ แถมท่าเดินยังดูแปลกประหลาด สีหน้าก็ไร้ความรู้สึกราวกับตุ๊กตาไม้ เจียงเสี่ยวหลิงปล่อยมือแล้วถอยหลังไปสองสามก้าว จ้องมองอันซินตรงหน้า ตอนนั้นเองที่เธอสังเกตเห็นว่าอันซินกำลังเดินด้วยปลายเท้า ฝ่าเท้าของเธอเกือบจะตั้งฉากกับพื้น ส้นเท้าลอยสูงจากพื้นราวหกถึงเจ็ดเซนติเมตร ราวกับสวมรองเท้าส้นสูงอยู่ แต่ปัญหาคือเธอไม่ได้สวมรองเท้าเลย ร่างกายและแขนขาของเธอก็ดูผิดธรรมชาติ ขยับเขยื้อนอย่างแข็งทื่อเหมือนตุ๊กตาไขลานที่ถูกใครบางคนเชิด “อันซิน เธอ...” อันซินไม่สนใจเธอ ค่อยๆ เดินตรงเข้ามาหา เจียงเสี่ยวหลิงถอยหลังกรู ความกลัวเข้าครอบงำไปทั่วร่าง เหงื่อเย็นๆ ผุดพรายออกมา หัวใจเต้นรัวแรง ลมหายใจหอบถี่ เธอพลันนึกถึงวิธีพิสูจน์การมีอยู่ของผีได้วิธีหนึ่ง เธอใช้มือทั้งสองข้างปิดตาไว้ แล้วค่อยๆ แหวกนิ้วออกผ่านช่องว่างนั้น ในที่สุดเธอก็เห็น... เธอหวีดร้องออกมาอย่างโหยหวน ก่อนจะวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต เบื้องหลังของอันซินมีร่างหนึ่งติดอยู่ ร่างนั้นดูเลือนรางและไม่สมจริง มันเกาะติดอยู่กับร่างของอันซิน คอยบงการการเคลื่อนไหวทุกอย่างของเธอ เท้าของมันรองอยู่ใต้ฝ่าเท้าของอันซินนั่นเองที่ทำให้เธอเดินเขย่งปลายเท้าเช่นนั้น เจียงเสี่ยวหลิงพุ่งเข้าไปในห้องห้องหนึ่งบนชั้นสามแล้วรีบปิดประตูดังปัง เธอใช้หลังดันประตูไว้ แต่สิ่งนี้ไม่มีทางขวางผีได้หรอก ถ้าผีตนนั้นเข้ามา เธอต้องตายแน่ เธอมองไปที่หน้าต่าง พุ่งตัวเข้าไปใช้แขนกระแทกกระจกจนแตกละเอียด ไม่สนแล้วว่านี่คือชั้นสาม เธอโถมตัวกระโดดลงไปทันที เธอไม่รู้ว่าเธอจะรอดหรือจะตกลงไปตาย แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญอีกต่อไป ในสมองของเธอมีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น นั่นคือ หนีไปจากบ้านผีสิงหลังนี้!
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
AVAV