ตอนที่ 1
ระบบเทพนักปรุงอาหารเปิดใช้งาน
1,785 คำ~9 นาที
ประเทศจีน เมืองเจียงเฉิง ภายในตึกสำนักงานใจกลางเมือง
ลู่เฟิงยืนอยู่หน้าประตูบริษัทที่คล้องกุญแจแน่นหนา เขาจ้องมองประกาศที่แปะไว้บนบานประตูด้วยความรู้สึกโหวงเหวงในใจ
“เรียนพนักงานทุกท่าน เนื่องจากบริษัทประสบปัญหาขาดทุน ทางผู้บริหารจึงตัดสินใจให้ยุติกิจการลงตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หวังว่าทุกท่านจะหางานใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้”
หน้าประตูบริษัทเต็มไปด้วยเพื่อนร่วมงานที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ทั้งความโกรธ ความสับสน ความตื่นตระหนก และความไม่อยากเชื่อต่างฉายชัดอยู่บนใบหน้าของแต่ละคน
ใครจะไปคิดว่าเมื่อเย็นวานตอนเลิกงาน ทุกคนยังคุยกันอย่างสนุกสนานว่าจะไปกินเลี้ยงที่ไหนกันตอนสุดสัปดาห์ แต่พอมาวันนี้กลับตกงานเสียแล้ว
พนักงานสาวบางคนที่จิตใจอ่อนไหวหน่อยถึงกับนั่งยองๆ เอามือปิดหน้าสะอื้น
ลู่เฟิงมองลอดผ่านประตูแก้วเข้าไปข้างใน เห็นโต๊ะทำงานที่คุ้นเคยและคอมพิวเตอร์เครื่องเดิม แต่วันนี้กลับมีบานประตูปิดตายกั้นกลางเอาไว้
ก่อนหน้านี้บริษัทอ้างเหตุผลต่างๆ นานาเพื่อผลัดผ่อนเงินเดือนมาตลอดสองเดือน แต่เพราะทุกคนทำงานที่นี่มานาน อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าสองปี แถมช่วงก่อนหน้านี้ก็เคยเจอสถานการณ์คล้ายๆ กัน สุดท้ายเงินเดือนก็ยังจ่ายตรงเวลาอยู่ดี ทุกคนเลยไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ไม่คิดเลยว่าครั้งนี้บริษัทจะปิดตัวลงจริงๆ
ลู่เฟิงทำงานที่นี่มาสามปี เขาตั้งใจไว้ว่าปีนี้จะพยายามเก็บเงินให้ได้สักก้อนเพื่อเอาไปสมทบเป็นเงินดาวน์บ้าน แต่ดูเหมือนตอนนี้ความฝันที่จะมีบ้านกลายเป็นฟองสบู่อากาศไปเสียแล้ว
เงินเดือนไม่ได้มาสองเดือน ในบัญชีของลู่เฟิงก็ไม่ได้เหลือเงินเก็บอะไรมากมายนัก ไหนจะค่าเช่าห้อง ไหนจะค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน... นี่คือปัญหาเฉพาะหน้าที่เขาต้องรีบแก้ไข
ลู่เฟิงถอนหายใจยาว ยอมรับความจริงที่ว่าตอนนี้เขากลายเป็นคนว่างงานไปเรียบร้อยแล้ว
“เฮ้ย ลู่เฟิง บริษัทห่วยๆ นี่เจ๊งไปแล้ว นายมีแผนจะทำอะไรต่อไป?”
มือใหญ่ข้างหนึ่งตบลงบนไหล่ของลู่เฟิง พร้อมกับเสียงเอื่อยๆ ที่ดังมาจากด้านหลัง ไม่ต้องหันไปมองเขาก็รู้ว่าเป็น ‘หลี่เจียง’ จากฝ่ายบริการลูกค้า
การที่บริษัทปิดตัวลงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจหมอนี่แม้แต่น้อย หลี่เจียงเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของลู่เฟิงในบริษัท เป็นเพื่อนตายที่ชอบไปกินข้าวหรือดื่มเหล้าด้วยกันหลังเลิกงานเสมอ ซึ่งต่อมาลู่เฟิงถึงได้รู้ว่าทางบ้านของหมอนี่เคยเวนคืนที่ดินเมื่อหลายปีก่อน เลยมีบ้านให้ปล่อยเช่าในเมืองหลายหลัง ค่าเช่าที่ได้ในแต่ละเดือนยังเยอะกว่าเงินเดือนของลู่เฟิงเสียอีก พูดง่ายๆ ก็คือหมอนี่มาทำงานเพราะเบื่อบ้าน อยากมาสัมผัสชีวิตพนักงานออฟฟิศแก้เซ็งเท่านั้นแหละ
“จะมีแผนอะไรได้อีกล่ะ ก็คงพักสักระยะแล้วค่อยหางานใหม่ทำไปเรื่อยๆ แล้วนายล่ะ มีแผนอะไรไหม?” ลู่เฟิงยักไหล่ตอบพลางยิ้มขมขื่น
“ฉันกะว่าจะออกไปท่องเที่ยวพักผ่อนสักหน่อย ทำงานไอ้บริษัทเฮงซวยนี่มา โคตรเหนื่อยเลย!”
มุมปากของลู่เฟิงกระตุกทันที พลางคิดในใจว่า ‘นายเนี่ยนะเหนื่อย? ทั้งวันเอาแต่นั่งอู้งานแล้วก็งีบหลับไม่ใช่เหรอวะ?’ ถ้าไม่ใช่เพราะลู่เฟิงคอยช่วยปิดบังให้ ป่านนี้หมอนี่โดนบริษัทไล่ออกไปนานแล้ว
“งั้นก็ขอให้เที่ยวให้สนุกนะ เจอแต่เรื่องดีๆ แล้วอย่าลืมถ่ายรูปมาเยอะๆ กลับมาก็ซื้อของฝากติดไม้ติดมือมาให้ฉันด้วยล่ะ”
“ไปกับฉันสิ เรื่องค่าใช้จ่ายฉันเลี้ยงเอง!”
“...เอาไว้ว่ากันอีกทีละกัน”
ถ้าเป็นปกติ ลู่เฟิงคงตอบตกลงไปแล้วสำหรับข้อเสนอดีๆ แบบนี้ แต่ตอนนี้เขาเพิ่งเข้าร่วมขบวนการคนว่างงาน อารมณ์ความรู้สึกเลยไม่ค่อยจะเอื้ออำนวยเท่าไหร่ ในฐานะมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ตั้งแต่เริ่มทำงานมา ที่ที่ไกลที่สุดที่ลู่เฟิงเคยไปก็แค่บริษัทลูกค้าที่อยู่อีกเมืองหนึ่ง ส่วนเรื่องเที่ยวน่ะเหรอ? ก็แค่นั่งเลื่อนดูรูปคนอื่นในโซเชียลมีเดีย กดไลก์ไปพลางๆ ก็เหมือนได้ไปเที่ยวเองแล้ว
“ได้! งั้นตกลงตามนี้! ไม่กี่วันนี้รอรับสายฉันได้เลย!” หลี่เจียงตบไหล่ลู่เฟิงแล้วเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี
ลู่เฟิงมองดูเพื่อนร่วมงานที่สีหน้าหมองหม่นอยู่หน้าบริษัท แล้วเหลียวมองโต๊ะทำงานที่เขาเคยทุ่มเทแรงกายแรงใจมาตลอดสามปีอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจแล้วเดินออกจากตึกสำนักงานที่คุ้นเคยไป
...
ภายในห้องเช่า
พอกลับมาถึง ลู่เฟิงไม่ได้รีบไปหางานทำ เขาเอนตัวลงนอนบนเตียงมองเพดาน คิดทบทวนถึงหนทางในอนาคต
การเป็นลูกจ้างคนอื่นไปตลอดชีวิต สุดท้ายแล้วโชคชะตาก็ไม่ได้อยู่ในมือตัวเอง พออายุมากขึ้นหน่อยถ้าบริษัทจะเลิกจ้างก็เลิกจ้างได้ทันที ถึงตอนนั้นถ้าจะหางานใหม่ก็ยากลำบาก คงหนีไม่พ้นการเป็นแรงงานพื้นฐานอย่าง ขับรถรับจ้าง ส่งอาหาร หรือส่งพัสดุ ซึ่งก็เป็นอาชีพที่คนวัยกลางคนส่วนใหญ่แทบไม่มีทางเลือกอื่น
จะให้เริ่มทำธุรกิจส่วนตัวก็ไม่มีทักษะฝีมืออะไรที่โดดเด่น ที่สำคัญที่สุดคือทำงานมาหลายปีก็ไม่ได้เก็บเงินต้นไว้เท่าไหร่ หลังจากพ่อแม่เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน พวกเขาก็ไม่ได้ทิ้งมรดกอะไรที่เป็นกอบเป็นกำไว้ให้ นอกจากร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ไม่ได้เปิดมาหลายปีแล้ว ตอนที่พวกท่านยังมีชีวิตอยู่ กิจการร้านอาหารก็ไม่ได้ดีนัก เปิดอยู่ไม่กี่ปีนอกจากจะไม่กำไรแล้วยังขาดทุนย่อยยับ พอพ่อแม่จากไป ลู่เฟิงก็แปะป้ายประกาศเซ้งร้านไว้ที่หน้าร้าน แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีข่าวคราวอะไร และเขาก็ไม่เคยกลับไปดูร้านนั้นอีกเลย
ตอนนี้งานก็ไม่มี แต่อย่างไรชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป เมืองเจียงเฉิงจัดเป็นเมืองระดับสาม เงินเดือนไม่ได้สูงอะไรมาก เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยที่ยังติดต่อกันอยู่บ้างเคยบอกว่างานทางฝั่งเมืองเซินเจิ้นให้เงินเดือนสูงมาก ถ้าถึงที่สุดแล้วจริงๆ เขาก็อาจจะลองไปเสี่ยงโชคที่นั่นดู แต่การต้องจากบ้านเกิดที่อาศัยมานานกว่ายี่สิบปีไปแบบนี้ จะบอกว่าไม่ใจหายก็คงเป็นไปไม่ได้
...
“ตื๊ด... ตื๊ด...”
ความคิดอันวุ่นวายของลู่เฟิงถูกตัดขาดด้วยเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์บนหัวเตียง ลู่เฟิงหยิบมาดูเห็นว่าเป็นเบอร์แปลก เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกดรับสาย ตั้งใจไว้ว่าถ้าเป็นพวกโทรมาขายประกันหรือเงินกู้ เขาจะกดวางสายทันที
“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าใครครับ?”
“สวัสดีครับ ผมแซ่เจียง คุณใช่เจ้าของร้านอาหารซินซินที่ถนนหยวนหลินหมายเลข 35 หรือเปล่าครับ? ไม่ทราบว่าผมควรเรียกคุณว่าอะไรดี?” เสียงผู้ชายที่ดูหนักแน่นดังมาจากปลายสาย
ลู่เฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง กว่าจะนึกออก ร้านอาหารซินซินที่ถนนหยวนหลินหมายเลข 35 นั่นคือร้านที่เขาแปะป้ายประกาศเซ้งไว้นั่นเอง ถ้าอีกฝ่ายไม่โทรมา เขาเกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว
“ใช่ครับ ผมชื่อลู่เฟิง”
“สวัสดีครับคุณลู่ พอดีผมสนใจอยากเซ้งร้านของคุณครับ ไม่ทราบว่ายังเซ้งอยู่ไหม เรื่องราคาเราพอจะต่อรองกันได้นะ”
“คุณตั้งงบไว้เท่าไหร่ครับ?”
ประกาศเซ้งร้านทิ้งไว้ตั้งนาน ในที่สุดวันนี้ก็มีคนสนใจ แถมยังประจวบเหมาะกับตอนที่เขาตกงานพอดี นี่เป็นมรดกไม่กี่อย่างที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ ถ้าอีกฝ่ายกดราคาต่ำเกินไป เขาคงไม่คิดจะขายเหมือนกัน
“อืม... คุณลู่ ผมดูแล้วร้านนี้ปิดมานานพอสมควร ถ้าผมรับไปทำต่อก็ต้องรีโนเวทใหม่ แถมยังต้องลงทุนอีกเยอะ คุณว่าห้าหมื่นหยวนเป็นยังไงครับ?”
ห้าหมื่นหยวน?
ลู่เฟิงกลอกตาอย่างดูแคลน พลางคิดในใจว่า ‘สมเป็นนักธุรกิจจริงๆ เจ้าเล่ห์ชะมัด’ ถึงถนนหยวนหลินจะไม่ใช่ใจกลางเมืองเจียงเฉิง แต่ทำเลที่ตั้งของร้านเขาก็ถือว่าไม่เลวเลย ใกล้กับห้างสรรพสินค้าใหญ่หลายแห่ง และมีคนพลุกพล่านพอสมควร ตอนที่เขาเพิ่งแปะป้ายประกาศเซ้งใหม่ๆ เขาเคยไปสืบราคามาแล้ว ร้านละแวกใกล้เคียงที่ทำเลแย่กว่าของเขายังมีค่าเซ้งไม่ต่ำกว่าห้าหมื่นหยวนเลย
ลู่เฟิงกำลังจะอ้าปากปฏิเสธ แต่อีกฝ่ายดูเหมือนจะรู้ตัวจึงรีบพูดต่อ
“คุณลู่ ถ้าอย่างนั้นเรามาเจอกันเพื่อคุยรายละเอียดหน่อยเป็นไงครับ ผมอยากเข้าไปดูสภาพในร้านด้วย เรื่องราคาสามารถต่อรองกันได้อีกครับ”
ลู่เฟิงดูเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์ ตอนนี้เพิ่งจะสิบโมงกว่า เดินทางไปก็ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง ไปคุยต่อหน้าก็ถือว่าไม่เสียหายอะไร
[ติ๊ง!]
[ตรวจพบว่าโฮสต์กำลังจะก้าวเข้าสู่เส้นทางใหม่ของชีวิต ระบบกำลังทำการจับคู่โฮสต์กับระบบที่เหมาะสม...]
[การจับคู่เสร็จสมบูรณ์]
[ระบบเทพนักปรุงอาหารเปิดใช้งานแล้ว โปรดไปยังร้านอาหารของคุณเพื่อเช็คอินและรับของขวัญสำหรับมือใหม่]
ลู่เฟิงที่กำลังจะเอ่ยปากตอบตกลง ถึงกับยืนอึ้งไปทันที
ขนาดตัวอักษร18px
AA
ธีม
ตัวอักษร
ระยะห่างบรรทัด1.8
ระยะห่างตัวอักษรปกติ
ความกว้างหน้าอ่าน